[
    {
        "id": "3747e756-6b38-4470-ad88-a12023e50b21",
        "handle": "11228/6410",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6410",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อสกุล Chryseobacterium และ Elizabethkingia ที่ดื้อต่อยาหลายขนานที่แยกได้จากผู้ป่วย-โครงการระยะที่ 2",
        "authors": [
            "ขวัญจิต ดวงสงค์",
            "Kwanjit Duangsonk",
            "อรทัย ยินใส",
            "Orathai Yinsai",
            "ผดุงเกียรติ แข็มน้อย",
            "Phadungkiat Khamnoi",
            "ศิริพงษ์ ตองใจ",
            "Siripong Tongjai"
        ],
        "description": "เชื้อ Chryseobacterium และ Elizabethkingia เป็นเชื้อฉวยโอกาสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงในโรงพยาบาลและมีแนวโน้มดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางคลินิกการดื้อยา และจีโนมของเชื้อทั้งสองสกุล รวมถึงตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมโรงพยาบาล โดยทำการเก็บเชื้อจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Chryseobacterium 25 ไอโซเลต และ Elizabethkingia 37 ไอโซเลต รวมทั้งจากสิ่งแวดล้อม 132 จุด ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ทำการทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ วิเคราะห์สารพันธุกรรมทั้งจีโนมด้วยเทคโนโลยี Whole Genome Sequencing (WGS) และ Hybrid Assembly พบว่าผู้ป่วยติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวรุนแรง และมีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย เชื้อทั้งสองสกุลแสดงภาวะดื้อยาหลายขนาน โดย Elizabethkingia ยังมีความไวต่อ levofloxacin และ trimethoprim/sulfamethoxazole ในสัดส่วนที่สูง การตรวจสิ่งแวดล้อมไม่พบเชื้อทั้งสองสกุล การวิเคราะห์จีโนมพบว่าเชื้อ Chryseobacterium มีขนาดจีโนม 4.11-5.25 Mb ขณะที่ Elizabethkingia มีขนาด 3.87-4.27 Mb การหาลำดับเบสช่วยระบุชนิดย่อยของเชื้อได้ละเอียดขึ้น พบยีนดื้อยาหลายกลุ่มบนโครโมโซม โดยเฉพาะใน C. indologenes ที่มียีนดื้อยาหลายชนิดมาจับกลุ่มกันบน Genomic Islands ซึ่งแสดงหลักฐานการถ่ายทอดยีนในแนวนอน เชื้อทั้งสองยังมียีนที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยความรุนแรงหลายกลุ่ม จากการวิเคราะห์ Single nucleotide polymorphisms (SNPs) บ่งชี้ว่าอาจมีการแพร่ระบาดเฉพาะจุดในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โดยสรุปเชื้อ Chryseobacterium และ Elizabethkingia ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นเชื้อดื้อยาหลายขนานในระดับสูง การศึกษาจีโนมเผยให้เห็นกลไกการดื้อยาที่ซับซ้อนและศักยภาพในการก่อโรค ผลการศึกษานี้สนับสนุนการใช้กลยุทธ์การควบคุมการติดเชื้อและการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม รวมถึงประโยชน์ของการเฝ้าระวังทางจีโนมในระบบโรงพยาบาล",
        "contractNo": "66-147",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-25T14:07:07.000+07:00"
    },
    {
        "id": "381e55e3-0f73-4c27-afe5-d8b80407beb4",
        "handle": "11228/6409",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6409",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิเคราะห์สถานการณ์การมีส่วนร่วมของสังคมในระบบสุขภาพไทย",
        "authors": [
            "ศิญาณี หิรัญสาลี",
            "Siyanee Hirunsalee"
        ],
        "description": "การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินศักยภาพ และระบุช่องว่างการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของสังคม (Social Participation) ในระบบสุขภาพของประเทศไทย โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดของ องค์การอนามัยโลก (WHO) มติสมัชชาอนามัยโลก (WHA 77.2) ผ่านการวิเคราะห์กลไกการทำงานของ 5 องค์กรหลัก ได้แก่ (1) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) (2) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (4) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ (5) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรองรับ อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์คุณภาพการมีส่วนร่วมผ่านกรอบบันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein (Arnstein’s Ladder) พบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังคงหยุดอยู่ที่การปรึกษาหารือ (Consultation) โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นแต่อาจยังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งอยู่ในระดับพิธีกรรม (Tokenism) มากกว่าการเป็นหุ้นส่วนเชิงอำนาจ (Partnership) ที่อยู่ในระดับการมีส่วนร่วมที่แท้จริง (Citizen Power) ปัญหาสำคัญที่พบคือความไม่ชัดเจนของนิยามศัพท์ โดยเอกสารที่พบมีการใช้คำว่า Participation และ Engagement ควบคู่กันแทนคำว่าการมีส่วนร่วมในภาษาไทย แต่ในภาษาต่างประเทศนั้น คำว่า Engagement มีนัยยะที่ลึกซึ้งมากกว่า Participation ซึ่งในเอกสารนั้นไม่ได้มีการระบุนิยามเชิงปฏิบัติการอย่างชัดเจน ว่าประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ในระดับใด ดังที่ผู้วิจัยได้มีการวิเคราะห์ในบทที่ 4.2 นำไปสู่การก่อให้เกิดช่องว่างความคาดหวังระหว่างภาครัฐและประชาชน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขาดกลไกวงจรป้อนกลับ ทำให้ข้อเสนอของประชาชนสูญหายไปในกระบวนการ โดยไม่มีการแสดงผลป้อนกลับข้อเสนอดังกล่าว อีกทั้งปัญหาการผูกขาดโดยแกนนำภาคประชาชนที่มีความพร้อมสูง ที่ทำให้กลุ่มเปราะบางหรือผู้มีประสบการณ์ตรงเข้าไม่ถึงพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การศึกษานี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดนิยามและระดับการมีส่วนร่วมให้ชัดเจน ตามมาตรฐานสากลเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร 2) การพัฒนากลไกการตัดสินใจร่วมเพื่อถ่ายโอนอำนาจการกำหนดนโยบายและงบประมาณสู่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม 3) การสร้างระบบวงจรป้อนกลับ ผ่านฐานข้อมูลที่โปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และ 4) การลงทุนเพื่อความเสมอภาค โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ที่เป็นเจ้าของปัญหาตัวจริงให้มีอำนาจต่อรองทัดเทียมกับภาครัฐ เพื่อให้การมีส่วนร่วมนำไปสู่ความเป็นธรรมทางสุขภาพได้อย่างยั่งยืน",
        "contractNo": "69-007",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-25T09:52:13.000+07:00"
    },
    {
        "id": "889c72ee-66c3-4a6d-b07e-10383b5f6aef",
        "handle": "11228/6408",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6408",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ประเมินประสิทธิผลของการรักษาเบาหวานเพื่อให้โรคสงบด้วยชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเปรียบเทียบกับการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินในระยะ 6 เดือนภายหลังการรักษา",
        "authors": [
            "ธนะวัฒน์ วงศ์ผัน",
            "Thanawat Wongphan",
            "อาภัสรี บัวประดิษฐ์",
            "Arpasree Buapradit",
            "สิรภัทร ตุลาธรรมกิจ",
            "Sirapat Tutatamakit",
            "สิรดา ปงเมืองมูล",
            "Sirada Pongmuangmul",
            "จุไรรัตน์ คงล้อมญาติ",
            "Jurairat Khonglormyati",
            "ปัฐยาวัชร ปรากฎผล",
            "Padthayawad Pragodpol",
            "สุมลฑา โพธิ์สุวรรณ",
            "Sumolta Posuwan",
            "คุณสิริ เสริมศิริโภคา",
            "Khunsiri Sermsiripoca",
            "มาลิณี เอี่ยมคง",
            "Malinee Aimekong",
            "สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา",
            "Suthat Rungruanghiranya",
            "สราวุฒิ สีถาน",
            "Sarawut Sritan"
        ],
        "description": "โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญทั่วโลก สำหรับประเทศไทยปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ พบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลและผลิตภาพของประชากรที่สูญเสียไป แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรักษาโรคเบาหวานด้วยยาที่มีประสิทธิภาพแต่การรักษามาตรฐานยังไม่สามารถนำไปสู่การหายขาดหรือการเข้าสู่ภาวะสงบของโรค (remission) ได้ เวชศาสตร์์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine : LM) จึงเป็นแนวทางการรักษาที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเป็นองค์รวม มีศักยภาพในการนำผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเปรียบเทียบกับการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องใช้อินซูลิน ในระยะเวลา 6 เดือนหลังการรักษา โดยใช้รูปแบบ A multicenter real-world evidence control trial เป็นการศึกษาด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยสถานการณ์จริง ทำการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยมาไม่เกิน 6 ปี และมารับบริการที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ของเขตสุขภาพที่ 4 ผลการศึกษา การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรักษาเบาหวานเพื่อให้โรคสงบระหว่างกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลิน ในระยะ 6 เดือนภายหลังการรักษา พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบการลดลงของค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และค่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การหยุดยาลดระดับน้ำตาลระหว่างทำการศึกษาในกลุ่มทดลอง แสดงปริมาณการใช้ยาลดระดับน้ำตาลลงได้อย่างชัดเจน อัตราการเข้าสู่ภาวะโรคสงบและอัตราการหยุดยาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 6 เดือน โดยมีผู้ป่วยเกือบ 1 ใน 5 ที่สามารถหยุดยาและรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ Remission ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมในกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตมีอัตราการเข้าสู่ภาวะโรคสงบสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.1 เทียบกับร้อยละ 4, p < 0.001) โดยมีผู้ป่วยที่สามารถหยุดยาลดน้ำตาลได้ 2,511 ราย (ร้อยละ 17) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีดัชนีมวลกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.002) และมีค่าเฉลี่ย HbA1c อยู่ที่ 6.78 ± 1.22 ด้านคุณภาพชีวิตกลุ่มทดลองมีคะแนน EQ-5Dสูง กว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (0.95 ± 0.10 เทียบกับ 0.90 ± 0.24, p < 0.001) ในส่วนของความปลอดภัย พบว่าค่าการทำงานของไตไม่แตกต่างระหว่างสองกลุ่ม บ่งชี้ว่าโปรแกรมมีความปลอดภัยในการใช้งาน สำหรับผลด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ โปรแกรมสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านยา 87,604,410 บาท และสร้างผลประโยชน์สุทธิ 68,577,610 บาทต่อปี หรือ 4,287.44 บาทต่อคนต่อปี การศึกษาเชิงคุณภาพเปิดเผยปัจจัยความสำเร็จสามประการหลัก ได้แก่ (1) การเสริมพลังอำนาจให้แก่ผู้ป่วยผ่านแรงจูงใจภายในการประเมินความพร้อมตาม Stages of Change และการสร้างวงจรป้อนกลับโดยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (2) การสนับสนุนจากทีมสุขภาพที่เปลี่ยนบทบาทเป็นโค้ช ใช้เทคนิคการสื่อสารเชิงจูงใจ จัดการเรียนรู้แบบไต่ระดับ และให้คำปรึกษาทันเวลาผ่านช่องทางออนไลน์ (3) การดูแลต่อเนื่องในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชประจำชุมชนและต้นแบบ ทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยนโยบายและภาวะผู้นำที่ชัดเจนในระดับเขตสุขภาพ ข้อจำกัดของการศึกษา: ระยะเวลาการติดตามเพียง 6 เดือนอาจไม่เพียงพอต่อการประเมินความยั่งยืนของผลลัพธ์ การศึกษาในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 อาจมีข้อจำกัดด้านความเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมเป็นผู้ที่มีความสมัครใจและผ่านการประเมินความพร้อม และมีตัวแปรแทรกซ้อนในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด สรุปและข้อเสนอแนะ: ชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตมีประสิทธิผลสูงกว่าการรักษาแบบมาตรฐานในการนำผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เข้าสู่ภาวะโรคสงบ มีความปลอดภัย ปรับปรุงคุณภาพชีวิต และคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จเกิดจากการบูรณาการระหว่างการเสริมพลังอำนาจผู้ป่วย การสนับสนุนจากทีมสุขภาพ และการดูแลต่อเนื่องในชุมชน แนวทางนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพไทยได้จริงและมีศักยภาพในการลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศในระยะยาว ควรมีการขยายผลสู่ทุกเขตสุขภาพ ยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ และมีการศึกษาติดตามผลในระยะยาว 1-5 ปี เพื่อยืนยันความยั่งยืนของผลลัพธ์",
        "contractNo": "68-108",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-24T15:42:28.000+07:00"
    },
    {
        "id": "746f1447-dbe0-4e33-b034-7dc63eba762a",
        "handle": "11228/6407",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6407",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบบริการปฐมภูมิเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี",
        "authors": [
            "ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง",
            "Parinyaporn Thanaboonpuang",
            "อติญาณ์ ศรเกษตริน",
            "Atiya Sarakshetrin",
            "สุภาพ ไทยแท้",
            "Suparp Thaithae",
            "เพ็ญจมาศ คําธนะ",
            "Phenchamat Khamthana",
            "เยาวลักษณ์ มีบุญมาก",
            "Yaowaluck Meebunmak",
            "ชุติมา มาลัย",
            "Chutima Malai",
            "จิริยา อินทนา",
            "Jiriya Intana",
            "เบญจาภา ยั่งยืนสถาพร",
            "Benjapa Yangyuensthaporn",
            "นงนุช วงศ์สว่าง",
            "Nongnuch Wongsawang",
            "จินตนา ทองเพชร",
            "Jintana Tongpeth",
            "ชลธิชา บุญศิริ",
            "Chonticha Boonsiri",
            "ศรินธร มังคะมณี",
            "Sarinthorn Mungkhamanee",
            "พชกมล ชูชาติ",
            "Pachakamon Chuchart"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย 2) พัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย และ 4) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) งานวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กลุ่มเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย จำนวน 135 คน กลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ จำนวน 189 คน ระยะที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนจากหน่วยบริการ จำนวน 13 คน และกลุ่มที่เข้าร่วมสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน ระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 20 คน และประชาชนที่มีอายุระหว่าง 45-59 ปี จำนวน 96 คน ระยะที่ 4 กลุ่มตัวอย่างตัวแทน อบจ. ผู้ให้บริการสุขภาพระดับจังหวัด กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และกลุ่มตัวแทนชุมชน จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเด็นสนทนากลุ่ม แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย แบบทดสอบภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. ตัวอย่างที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์จากการประเมินด้วยแบบประเมิน Mini-Mental State Examination - Thai Version (MMSE Thai) จำนวน 19 คน ร้อยละ 10.05 กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมเสี่ยง จำนวน 59 คน ร้อยละ 31.22 กลุ่มที่สมรรถนะทางสมองค่อนข้างต่ำ จำนวน 26 คน ร้อยละ 13.76 กลุ่มที่ควรได้รับการส่งเสริมสมรรถนะทางสมอง จำนวน 70 คน ร้อยละ 37.04 กลุ่มที่มีสมรรถนะทางสมองดี จำนวน 15 คน ร้อยละ 7.94 2. รูปแบบการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ตามบริบทของการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ 1) โครงสร้างของระบบบริการสุขภาพเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการจัดบริการสุขภาพทั้งระดับ อบจ.และระดับพื้นที่ 2) แนวทางการจัดบริการ ประกอบด้วย การประเมินและคัดกรองความเสี่ยง การส่งเสริมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัย การพัฒนาศักยภาพและทักษะที่จำเป็นของบุคคล ครอบครัว ชุมชน และการติดตามประเมินผล 3) ความเชื่อมโยงระหว่างสถานบริการสุขภาพ เน้นเชื่อมโยงการบริการร่วมกันทุกระดับ 4) การบูรณาการข้อมูลสุขภาพด้วยการวางแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลของสถานบริการทุกระดับ 5) การเชื่อมโยงบริการระหว่างหน่วยงาน และภาคประชาชน 6) ระบบสนับสนุน และสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ 3. หลังการใช้รูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพฯ และพฤติกรรมป้องกันภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ภาพรวมความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อรูปแบบ อยู่ในระดับมาก (M=.4.37, SD=.55) ภาพรวมความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด (M=.4.54, SD=.56)",
        "contractNo": "68-044",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-24T10:14:58.000+07:00"
    },
    {
        "id": "ca4a703f-c04c-47c6-87c4-05ab68756a6a",
        "handle": "11228/6406",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6406",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "Drugstores and the Thai National Health Security System",
        "authors": [
            "Vichai Chokevivat",
            "Pentipa Kaewketthong",
            "Sripen Tantivess",
            "Somruethai Supungul",
            "Sorachai Jamniandamrongkarn",
            "Kanitsak Chantrapipat"
        ],
        "description": "Thailand’s National Health Security System resembles\r\nthe system of the United Kingdom (UK) in three respects.\r\nFirst, it is entirely financed by tax revenue.\r\nSecond, it sets co-payment rates in a similar manner. In\r\nthe UK, services initially were provided completely free of\r\ncharge. Four years later, in 1952, when Winston Churchill was\r\nre-elected as prime minister, a prescription charge of five pence\r\n(£0.05) was introduced for obtaining medicines. Subsequently,\r\npolicies, criteria, and the fee schedule were revised on multiple\r\noccasions for various reasons. In Thailand, by contrast, a co-pay\r\nof 30 baht is charged per visit when receiving services.\r\nThird, the UK began its system by nationalizing hospitals,\r\nwith the public accessing care initially through general practitioners (GP), who remained privately owned. In Thailand,\r\nthe public is required to register with primary care units, most\r\nof which are publicly operated, with only a small number of\r\nprivate hospitals participating.\r\nDespite these similarities, there are several important\r\ndifferences between the UK and Thai universal coverage\r\nschemes, particularly with regard to drugstores. In the UK, the\r\ndrugstore (pharmacy) system is separate from GP services:\r\nPhysicians prescribe medicines on a prescription, and patients\r\nobtain their medicines from drugstores, where pharmacists\r\ndispense them. In contrast, Thailand’s primary care facilities—\r\nwhether they are part of regional hospitals, general hospitals,\r\ncommunity hospitals, or health stations (now upgraded to\r\nSubdistrict Health Promoting Hospitals)—have their own\r\ndispensaries or pharmacy departments within the healthcare\r\nfacilities themselves.\r\nThere have been continuous and long-standing efforts\r\nto integrate drugstores into Thailand’s National Health\r\nSecurity System, led by both the National Health Security\r\nOffice (NHSO) and the Pharmacy Council, through pilot projects\r\nas well as policy advocacy. These efforts came to fruition\r\ntoward the end of fiscal year (FY) 2019, and were formally\r\nlaunched at the beginning of FY 2020, on 1 October 2019.\r\nSubsequently, during the Covid-19 epidemic, additional\r\ninitiatives were introduced to enable drugstores to provide\r\nservices under the National Health Security System, initially\r\nallowing treatment for 16 minor (common) illnesses, later\r\nexpanding to 32 conditions. Drugstores were also engaged to\r\ndeliver health promotion and disease prevention services,\r\nareas in which service utilization had been relatively low.\r\nThis volume is a product of the effort to distill lessons\r\nlearned from the implementation of these three programs.\r\nThe discussion begins by laying the groundwork with the background of the universal health coverage system, the Gold\r\nCard Scheme, drugstores in Thailand, and the relationship\r\nbetween drugstores and the National Health Security\r\nSystem. This is followed by a summary of the implementation\r\noutcomes of all three programs and a review of related\r\nresearches. The volume concludes with reflections from\r\nrepresentatives of drugstores participating in the programs,\r\nand a final summary.\r\nThis resource is intended to provide stakeholders—\r\nincluding policymakers, service providers, service users, and\r\nthe general public—with a comprehensive overview, so as to\r\noffer information that enables meaningful participation in\r\nsystem development and implementation. It is hoped that\r\nthis will contribute to good governance of the National\r\nHealth Security System, thereby genuinely enhancing the\r\nwell-being of the Thai population and the nation at large.",
        "issuedDate": "2026-01",
        "accessionedDate": "2026-02-20T16:13:46.000+07:00"
    },
    {
        "id": "663f5151-d8c6-49a4-9bb3-54ca9e8be579",
        "handle": "11228/6405",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6405",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "ร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ",
        "authors": [
            "วิชัย โชควิวัฒน",
            "Vichai Chokevivat",
            "เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง",
            "Pentipa Kaewketthong",
            "ศรีเพ็ญ ตันติเวสส",
            "Sripen Tantivess",
            "สมฤทัย สุพรรณกูล",
            "Somruethai Supungul",
            "สรชัย จำเนียรดำรงการ",
            "Sorachai Jamniandamrongkarn",
            "คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์",
            "Kanitsak Chantrapipat"
        ],
        "description": "ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยมีความละม้ายคล้ายคลึงกับระบบของอังกฤษใน 3 ประการ ประการแรก คือ ใช้เงินจากเงินภาษีทั้งหมด ประการที่สอง กำหนดอัตราร่วมจ่ายคล้ายคลึงกัน โดยอังกฤษเริ่มต้นให้บริการฟรีทั้งหมด จน 4 ปีต่อมา วินสตัน เชอร์ชิล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาล จึงเริ่มให้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียม 5 เพนนี (0.05 ปอนด์) เมื่อไปรับยาในปี พ.ศ. 2495 และต่อมามีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หลักเกณฑ์และอัตราการเรียกเก็บอีกหลายครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ หลากหลาย ขณะที่ของไทยเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาทเมื่อไปรับบริการ ประการที่สาม อังกฤษเริ่มระบบโดยซื้อโรงพยาบาลเป็นของรัฐทั้งหมด ให้ประชาชนไปเริ่มรับบริการกับแพทย์เวชปฏิบัติ (General Practitioner: GP) ซึ่งยังเป็นของเอกชน ขณะที่ของไทยให้ประชาชนขึ้นทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐ มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมเป็นส่วนน้อย ความแตกต่างสำคัญระหว่างระบบของอังกฤษกับไทยมีหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ ร้านยา ระบบของร้านยาในอังกฤษแยกจากบริการของแพทย์เวชปฏิบัติ โดยแพทย์มีหน้าที่สั่งจ่ายยาลงในใบสั่ง (Prescription) ให้คนไข้ไปรับยาจากร้านยา ซึ่งมีเภสัชกรเป็นผู้จัดยาให้คนไข้ ขณะที่สถานบริการปฐมภูมิของไทย ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย ซึ่งปัจจุบันยกฐานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จะมีห้องยา หรือแผนกเภสัชกรรมอยู่ในสถานพยาบาลของตนเอง มีความพยายามจะให้ร้านยาเข้ามาอยู่ร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างยาวนาน ทั้งจากฟากของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สภาเภสัชกรรม ทั้งโดยการทำโครงการนำร่องและการผลักดันทางนโยบาย จนสำเร็จเมื่อปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเริ่มต้นเมื่อต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คือวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ต่อมาเมื่อมีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก็ยังมีโครงการให้ร้านยาเข้ามาให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยเริ่มจากให้การรักษาอาการได้ 16 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (Minor Illnesses) และเพิ่มเป็น 32 อาการในเวลาต่อมา รวมทั้งให้ร้านยาเข้ามาให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการค่อนข้างต่ำมากด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะสรุปบทเรียนการดำเนินการทั้ง 3 โครงการดังกล่าว โดยปูพื้นตั้งแต่เรื่องความเป็นมาของระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบบัตรทอง ร้านยา และร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากนั้นเป็นผลการดำเนินงานของทั้ง 3 โครงการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ และบทสรุป ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้มุ่งหมายให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้มองเห็นภาพรวมเพื่อให้มีข้อมูลที่ช่วยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบและการดำเนินงานโดยหวังว่า จะทำให้เกิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลต่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง",
        "issuedDate": "2569",
        "accessionedDate": "2026-02-20T16:03:38.000+07:00"
    },
    {
        "id": "5e52e4e2-8020-432d-9892-c786fbacc425",
        "handle": "11228/6404",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6404",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์เพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข",
        "authors": [
            "วิทวัส สุรวัฒนสกุล",
            "Vithawat Surawattanasakul",
            "วริษา สุนทรวินิต",
            "Warisa Soonthornvinit",
            "ลักคณา เฮ้งบริบูรณ์",
            "Lakkana Hengboriboon",
            "ภาควัฒน์ หงส์นันทกุล",
            "Parkkawat Hongnantakul",
            "ภัทรพงศ์ ผลพิสิษฐ์",
            "Pattarapong Ponpisit",
            "จิราชาญา ชูวุฒยากร",
            "Jirachaya Choovuthayakorn",
            "ฌญาดา กษิรวัฒน์",
            "Chayada Kasirawat",
            "ชนะชัย พลพิทักษ์ชัย",
            "Chanachai Polpitakcha"
        ],
        "description": "นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ผ่านการเพิ่มการผลิตและการกำหนดสัญญาชดใช้ทุนเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือเลือกชดใช้ค่าปรับสูงสุด 400,000 บาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการขาดแคลนแพทย์ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของระบบสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบแพทย์เพิ่มพูนทักษะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความพร้อมของแพทย์จบใหม่ที่ปฏิบัติงานชดใช้ทุนในปีแรก ก่อนปฏิบัติงานต่อในปีที่ 2 และ 3 ในโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมทั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนเข้าศึกษาต่อแพทย์ประจำบ้านในหลายสาขา อย่างไรก็ตาม ระบบปัจจุบันยังเผชิญปัญหามากมาย ทั้งภาระงานที่สูง การจัดสรรแพทย์ที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง อัตราเงินเดือนที่ไม่เหมาะสม ความไม่สมดุลระหว่างงานและชีวิต คุณภาพชีวิตการทำงานที่ด้อยลง การเดินทางที่ลำบาก รวมถึงระบบฝึกอบรมและวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งผลต่อความพึงพอใจและการคงอยู่ของแพทย์เพิ่มพูนทักษะในระบบ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของแพทย์เพิ่มพูนทักษะ และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์เพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การทบทวนเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลกำลังคน การสำรวจแพทย์เพิ่มพูนทักษะที่กำลังทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันและแพทย์ชดใช้ทุนปีที่ 2–3 ที่เคยอยู่ในโครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะ การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้ให้การฝึกอบรมในโรงพยาบาล และการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย ผลการศึกษาพบว่าแพทย์เพิ่มพูนทักษะมีค่ามัธยฐานชั่วโมงการทำงาน 85 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีภาระงานที่ไม่สมดุลกับรายได้ และมีภาวะหมดไฟในระดับสูง ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลจำนวนมากยังขาดศักยภาพด้านระบบพี่เลี้ยง การจัดสรรเวร และการดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐาน อีกทั้งยังไม่มีระบบข้อมูลกลางสำหรับใช้วางแผนแบบ real-time ปัจจัยผลักดันการลาออก ได้แก่ ภาระงานสูง ความไม่สมดุลระหว่างงานและชีวิต รายได้ไม่เพียงพอ และระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยดึงดูดให้คงอยู่ในระบบ ได้แก่ ระบบพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง สภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุน โอกาสเรียนต่อเฉพาะทาง และสวัสดิการที่เหมาะสม การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ (1) การปรับปรุงระบบจัดสรรแพทย์ด้วยอัลกอริทึมและข้อมูลภาระงานจริง (2) การบริหารจัดการกำลังคนและการสนับสนุนในระดับภูมิภาค (3) การจัดตั้งระบบข้อมูลกลางเพื่อติดตามกำลังคนแบบ real-time (4) การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนภายในโรงพยาบาล (5) การวางแผนกำลังคนสาธารณสุขแบบบูรณาการ และ (6) การปฏิรูปหลักสูตรและหลักเกณฑ์การฝึกอบรมให้ตอบสนองต่อความต้องการกำลังคนในอนาคต ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับกรอบ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” และทฤษฎี “หกเสาหลักของระบบสุขภาพ” ขององค์การอนามัยโลก โดยสรุป การพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์เพิ่มพูนทักษะอย่างรอบด้านและมีระบบข้อมูลที่ทันสมัยและเข้มแข็ง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการคงอยู่ของแพทย์ในระบบ และเป็นกลไกหลักที่จะยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว",
        "contractNo": "68-033",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-19T16:31:38.000+07:00"
    },
    {
        "id": "7445d636-e786-45c1-9167-61a557da61da",
        "handle": "11228/6403",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6403",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็กกลุ่มเปราะบางของศูนย์พัฒนาเด็กผ่านการพัฒนานิเวศการดูแลเด็กโดยชุมชนด้วยกระบวนการประเมินเชิงการพัฒนา",
        "authors": [
            "ลือชัย ศรีเงินยวง",
            "Luechai Sringernyuang",
            "ประทีป จันทร์สิงห์",
            "Prateep Jansing",
            "ชรรินชร เสถียร",
            "Chararinchon Satian",
            "ธาตรี อาวเจนพงษ์",
            "Thatre Aojanepong",
            "อุไรวรรณ บุญชุม",
            "Uraiwan Boonchum",
            "วรนุช นนทรีย์",
            "Woranut Nonsee",
            "ภาณุพงศ์ ใจเอื้อ",
            "Panupong Jaiaur",
            "สิริพร ยอดไพบูลย์",
            "Siriporn Yodphaibool",
            "เชษฐา สุขประเสริฐ",
            "Chetta Sukprasert",
            "ภค หว่านพืช",
            "Phakha Whanpuch"
        ],
        "description": "วิกฤติเด็กและครอบครัวเป็นปัญหาที่มีความยากและซับซ้อน ปัญหาของพัฒนาการเด็ก คือปัญหาวิกฤติของครอบครัวที่ไม่อาจแก้ไขในระดับปรากฏการณ์ แต่ต้องขับเคลื่อนสังคมในระดับฐานคิดหรือกระบวนทัศน์ ต้องใช้การวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนสังคมเป็นเครื่องมือ และมีกลไกและกระบวนการที่เอื้ออำนวยประคับประคอง หล่อเลี้ยงให้เกิดการเรียนรู้ เติบโตของเครือข่ายในระดับพื้นที่ โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็กกลุ่มเปราะบางของศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยผ่านการพัฒนานิเวศการดูแลเด็กโดยชุมชนด้วยกระบวนการประเมินเชิงการพัฒนาเป็นโครงการที่ดำเนินงานในระยะที่สอง มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดการพัฒนารูปแบบของการขับเคลื่อนสังคมที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือความอยู่เย็นเป็นสุขของครอบครัวในระดับพื้นที่ โดยใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เป็นจุดคานงัดของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมต่อถึงครอบครัวและชุมชน และต่อยอดถึงระบบบริการและหน่วยงานในพื้นที่ระดับที่สูงกว่า ซึ่งมีผลลัพธ์คือคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัยใน ศพด. สถาบันครอบครัวและชุมชน และระบบการหนุนเสริมด้านสาธารณสุข การศึกษาและสวัสดิการสังคม พื้นที่การวิจัยดำเนินการใน 3 อำเภอของจังหวัดพิจิตร ได้แก่ บางมูลนาก วังทรายพูน และตะพานหิน ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษานี้ คือ การขับเคลื่อนโครงการใน 3 พื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างกันในหลายมิติทั้งสถานการณ์ปัญหา บริบทพื้นที่ ต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ และทรัพยากรเชิงสถาบัน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์การศึกษาพิเศษ ภาคประชาสังคม ฯลฯ การค้นหาและร้อยเรียงเชื่อมประสานกลไกเหล่านี้ให้เกิดการเคลื่อนไหวเป็นเครือข่าย โดยมีเด็กและศพด. เป็นเป้าหมายร่วม เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องใช้หลายกลวิธี และต้องใช้เวลา ที่สำคัญที่สุดคือ การค้นให้พบตัวก่อการที่เป็นคนทำงานจริงในพื้นที่ ใช้ความสัมพันธ์ที่จริงใจ จริงจัง และต่อเนื่องเป็นเครื่องมือสำคัญและการใช้ทำงานบนรูปธรรมของปัญหาหน้างาน การสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยน แบ่งปัน และการหนุนเสริมกำลังใจและทรัพยากร การขับเคลื่อน ศพด. ในฐานะจุดคานงัดของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องเติมช่องว่างที่กล่าวถึง โครงการนี้จึงเสนอแนวคิดการขับเคลื่อนด้วยภาพของนิเวศในการสร้างระบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ คือ 1. การคัดกรองที่เป็นระบบและต่อเนื่อง มีเครื่องมือคัดกรองได้มาตรฐานและแม่นยำ คัดกรองทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และมีระบบฐานข้อมูล 2. การส่งต่อที่มีการสร้างเส้นทางการส่งต่อที่ชัดเจน ระบบติดตามและประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กที่พบปัญหาได้รับการวินิจฉัยและการรักษาเร็วที่สุด 3. การมีส่วนร่วม โดยการส่งเสริมให้ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลและติดตามพัฒนาการเด็ก และ 4. การสร้างสถานีการเรียนรู้ด้านพัฒนาการเด็กภาคประชาชนโดยผลักดันกิจกรรมจิตอาสาดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษโดยภาคประชาชนร่วมกับเครือข่ายวิชาการต่าง ๆ ในท้องถิ่น",
        "contractNo": "68-083",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-19T09:41:03.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0c6f9b33-4e4f-4092-a248-cd7935a6421a",
        "handle": "11228/6402",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6402",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การสังเคราะห์ระบบบริการสุขภาพจิตแบบบูรณาการเพื่อป้องกันปัญหาภาวะซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่น",
        "authors": [
            "ศิราณี อิ่มน้ำขาว",
            "Siranee Imnamkhao",
            "ควันเทียน วงศ์จันทรา",
            "Kuantean Wongchantra",
            "ปรานต์ศศิ เหล่ารัตน์ศรี",
            "Pransasi Laoratsri",
            "วีระชัย อิ่มน้ำขาว",
            "Weerachai Imnamkhao",
            "ทรงสุดา หมื่นไธสง",
            "Songsuda Muenthaisong",
            "จงลักษณ์ ทวีแก้ว",
            "Chonglak Taveekaew",
            "เนตรชนก แก้วจันทา",
            "Netchanok Kaewjanta",
            "ภัทรภร สฤษชสมบัติ",
            "Patrapon Saritshasombat",
            "รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ",
            "Runglawon Eamkusolkit",
            "กุลิสรา พิศาลเอก",
            "Kulissara Pisanake"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ระบบบริการสุขภาพจิตแบบบูรณาการในการป้องกันภาวะซึมเศร้า ในนักศึกษาระดับอุดมศึกษาใน 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น นครพนม นครราชสีมา อุบลราชธานี โดยใช้กรอบ 6 Building Block เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเดือนมกราคม-ตุลาคม พ.ศ. 2568 จากผู้ให้ข้อมูลหลักระดับบริหารและผู้ปฏิบัติงานระดับเขต จังหวัด สถาบันการศึกษา รวม 62 คน และนักศึกษาใน 7 สถาบันรวม 1,680 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามระบบบริการฯ แบบสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแบบประเมินภาวะซึมเศร้า PHQ-9 (Patient Health Questionnaire-9) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบไคสแควร์ ทดสอบความสัมพันธ์สถิติเพียร์สัน วิเคราะห์การถดถอยของปัจจัยที่พยากรณ์ภาวะซึมเศร้า โดยใช้สถิติไบนารีโลจิสติก และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบสถานการณ์ภาวะซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่น 4 เขตสุขภาพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุหลักจาก ครอบครัว วิชาการ สังคม และการปรับตัวในยุคสังคมออนไลน์ โดยพบกลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อย/เรื้อรัง ร้อยละ 19.25 และรุนแรง ร้อยละ 2.88 ผลการประเมิน 6 Building Block พบจุดเด่น ด้านผู้นําและธรรมาภิบาลที่ให้ความสำคัญ มีนโยบายชัดเจน และร่วมคิดร่วมทำ จุดที่ควรปรับปรุงพบ ด้านกําลังคน คือ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวช โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาไม่เพียงพอ และด้านข้อมูลสารสนเทศที่ยังไม่เชื่อมต่อภาคีเครือข่ายและมีความซ้ำซ้อน ผลวิจัยเสนอ 4 ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ:1) จัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือ (MOU) ข้ามกระทรวง ระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ 2) กำหนด กรอบอัตรากําลังบุคลากรเฉพาะทาง ควรมีนักจิตวิทยาและพยาบาลจิตเวชประจำในสถาบันอุดมศึกษา 3) พัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพจิตแบบรวมศูนย์ ลดภาระงานซ้ำซ้อน 4) จัดทําแพ็กเกจจูงใจบุคลากร ส่วนนโยบายระดับพื้นที่ 1) สถาบันการศึกษาควรจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพใจวัยรุ่น มีกลไกต่อเนื่องและเชื่อมโยงอย่างชัดเจน 2) พัฒนาสภาพแวดล้อมสุขภาวะในมหาวิทยาลัย 3) คัดกรองสภาวะจิตแรกรับเข้า และประเมินติดตามทุก 3 เดือน จัดทำแผนเผชิญเหตุด้านสุขภาพจิต และซ้อมแผนร่วมกันทุกปี ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิต แบบบูรณาการในสถาบันอุดมศึกษาอย่างแท้จริง",
        "contractNo": "68-022",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-02-17T15:06:41.000+07:00"
    },
    {
        "id": "ec3a13c3-4d86-4e64-8945-a808e8ab8d12",
        "handle": "11228/6401",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6401",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การทบทวนและปรับปรุงการวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์ Pneumococcal Conjugate Vaccine ในบริบทประเทศไทย",
        "authors": [
            "โชติกา สุวรรณพานิช",
            "Chotika Suwanpanich",
            "ปานทิพย์ จันทมา",
            "Parntip Juntama",
            "น้ำฝน ศรีบัณฑิต",
            "Namfon Sribundit",
            "ชนเมธ เตชะแสนศิริ",
            "Chonnamet Techasaensiri",
            "เฌอริลิณญ์ ประทุมสุวรรณ์",
            "Sherilyn Pratumsuwan",
            "วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย",
            "Wanrudee Isaranuwatchai",
            "ยศ ตีระวัฒนานนท์",
            "Yot Teerawattananon"
        ],
        "description": "โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นในระบบร่างกายซึ่งเกิดจากเชื้อ Streptococcus pneumoniae (S. pneumoniae) และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อนิวโมคอคคัสแบบรุนแรงและแพร่กระจาย (invasive pneumococcal disease (IPD)) ในประชากรเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี นำมาสู่การเสียชีวิตกว่าร้อยละ 11 ของประชากรเด็กปัจจุบันที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ติดเชื้อทั้งหมด วัคซีน Pneumococcal conjugate vaccine (PCV) จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญในการลดการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค ปัจจุบันวัคซีน PCV ได้รับการบรรจุในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานแห่งชาติกว่าร้อยละ 75 ของประเทศทั่วโลก วัคซีน PCV ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยสำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเด็กมีจำนวน 2 ชนิด แบ่งตามประสิทธิศักย์การครอบคลุมสายพันธุ์เชื้อ ได้แก่ วัคซีน PCV ชนิด 10 สายพันธุ์ (วัคซีน PCV10) และวัคซีน PCV ชนิด 13 สายพันธุ์ (วัคซีน PCV13) อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวยังเป็นวัคซีนทางเลือกที่ไม่ได้ถูกบรรจุในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานแห่งชาติในประเทศไทย (national immunization programme (NIP)) คณะอนุกรรมการวัคซีนแห่งชาติจึงได้มีการพิจารณาวัคซีนดังกล่าวเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ใน NIP ซึ่ง ณ ขณะนั้น พบว่า การศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของวัคซีน PCV ในประเทศไทยมีจำนวน 2 การศึกษา ได้แก่ การศึกษาต้นทุนอรรถประโยชน์ของ Kulpeng และคณะ (2013) ที่ศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของวัคซีน PCV10 และวัคซีน PCV13 พบว่าวัคซีนดังกล่าวยังไม่มีความคุ้มค่าในบริบทประเทศ และการศึกษาต้นทุนอรรถประโยชน์ของ Dilokthornsakul และคณะ (2019) พบว่าวัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในบริบทประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ คณะอนุกรรมการวัคซีนแห่งชาติมีความประสงค์ที่จะใช้ข้อมูลที่มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบันที่สุด คณะทำงานประสานผลการพิจารณายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงมีมติมอบหมายโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ให้ปรับปรุงตัวแปร ที่อาจส่งผลต่อผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ตัวแปรอุบัติการณ์ของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ตัวแปรประสิทธิศักย์ของวัคซีน ตัวแปรภูมิคุ้มกันหมู่ ตัวแปรต้นทุนราคาวัคซีน ให้มีความเป็นปัจจุบัน และปรับปรุงการศึกษาต้นทุนอรรถประโยชน์ของวัคซีน PCV ในบริบทประเทศไทย ดังนั้น การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อทบทวนและปรับปรุงตัวแปรที่ใช้ในแบบจำลองของการศึกษาให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของวัคซีน PCV ในมุมมองทางสังคม ระหว่างนโยบายการได้รับวัคซีน PCV10 หรือวัคซีน PCV13 และการไม่ได้รับวัคซีน PCV และวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณในมุมมองของผู้จ่ายเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในการพิจารณาวัคซีน PCV บรรจุเข้าชุดสิทธิประโยชน์ใน NIP สำหรับข้อบ่งใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์ พบว่า อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (incremental cost-effectiveness ratio (ICER)) ระหว่างนโยบายการให้วัคซีน PCV10 หรือวัคซีน PCV13 และการไม่ได้รับวัคซีน PCV ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน กรณีที่ไม่รวมถึงผลของภูมิคุ้มกันหมู่ (no herd immunity) นโยบายการให้วัคซีน PCV10 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule มีค่า ICER เท่ากับ 208,436 และ 293,167 บาทต่อปีสุขภาวะ ตามลำดับ และนโยบายการให้วัคซีน PCV13 ในการให้วัคซีนในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule มีค่า ICER 349,684 และ 466,898 บาทต่อปีสุขภาวะ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ความคุ้มค่าของประเทศไทยที่ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ วัคซีนทั้ง 2 ชนิดไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในบริบทประเทศไทย ในขณะเดียวกัน กรณีผลการศึกษาที่รวมผลของภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) พบว่าการให้วัคซีน PCV10 และ PCV13 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในบริบทประเทศไทย โดยการให้วัคซีน PCV10 หรือ PCV13 มีต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่ให้ปีสุขภาวะที่สูงกว่าการไม่ได้รับวัคซีน PCV (dominant) โดยวัคซีน PCV10 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule สามารถลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ 217,492 และ 178,699 บาทต่อปีสุขภาวะ (dominant) เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับวัคซีน PCV ตามลำดับ และการให้วัคซีน PCV13 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule สามารถลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ 342,353 และ 309,805 บาทต่อปีสุขภาวะ (dominant) เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับวัคซีน PCV ตามลำดับ \r\nผลการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณของการให้วัคซีนในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือนทุกรายเป็นระยะเวลา 5 ปี กรณี no herd immunity การให้วัคซีน PCV สามารถลดต้นทุนค่ารักษาโรคติดเชื้อเมื่อเทียบกับต้นทุนค่ารักษาเมื่อไม่มีวัคซีน PCV อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบส่วนต่างต้นทุนค่ารักษาที่ลดลงด้วยวัคซีน PCV กับต้นทุนค่าวัคซีนรวมกับค่าขนส่งวัคซีน รัฐบาลยังจะต้องลงทุนค่าวัคซีนและค่าขนส่งเพิ่ม โดยการให้วัคซีน PCV10 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule จะต้องลงทุนเพิ่ม 3 พันล้านบาท และ 4.2 พันล้านบาท ตามลำดับ และการให้วัคซีน PCV13 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule จะต้องลงทุนค่าวัคซีนเพิ่ม 3.8 พันล้านบาท และ 5.2 พันล้านบาท ตามลำดับ แต่ในกรณี herd immunity การให้วัคซีน PCV สามารถลดต้นทุนค่ารักษาโรคติดเชื้อเมื่อเทียบกับต้นทุนค่ารักษาเมื่อไม่มีวัคซีน PCV และส่วนต่างต้นทุนค่ารักษาที่ลดลงด้วยวัคซีน PCV นั้น เป็นมูลค่าต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนค่าวัคซีนรวมกับค่าขนส่ง โดยการให้วัคซีน PCV10 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule จะลดภาระงบประมาณได้ 1.3 พันล้านบาท และ 47 ล้านบาท ตามลำดับ และการให้วัคซีน PCV13 ในรูปแบบ 2+1 และ 3+1 schedule จะลดภาระงบประมาณได้ 5.9 พันล้านบาท และ 4.4 พันล้าน ตามลำดับ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. วัคซีน PCV มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในบริบทประเทศไทย จึงควรพิจารณาบรรจุวัคซีนดังกล่าวในบัญชีวัคซีนหลักแห่งชาติ และพิจารณาการให้เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กเกิดใหม่ทุกรายที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน 2. ควรพิจารณาเลือกวัคซีนเพียงชนิดเดียวและเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันด้านราคาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐมากที่สุด โดยพิจารณาจากวัคซีนที่มีความเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย ต้นทุน และผลกระทบด้านงบประมาณจากผลการศึกษาที่รวมถึงผลของภูมิคุ้มกันหมู่ แต่อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงของการขาดแคลนวัคซีนจากการจัดหาวัคซีนเพียงชนิดเดียวที่อาจเป็นปัญหาในอนาคต เช่น ปัญหาการขาดแคลนวัคซีนจากบริษัทผู้ผลิต เป็นต้น 3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและต่อเนื่องสำหรับเด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เนื่องจากความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการให้วัคซีน PCV เกี่ยวข้องกับการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ที่ส่งผลต่อประชากรในวัยอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 4. แม้ว่าวัคซีน PCV จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่ต้นทุนค่าวัคซีนรวมกับค่าขนส่งวัคซีนในระยะเวลา 5 ปี ค่อนข้างสูง โดยการให้วัคซีนรูปแบบ 2+1 schedule เท่ากับ 3.8–4.5 พันล้านบาทและการให้วัคซีนรูปแบบ 3+1 schedule เท่ากับ 5.1-6.0 พันล้านบาท ดังนั้นควรพิจารณาต่อรองราคาวัคซีน PCV กับบริษัทผู้ผลิต สำหรับข้อบ่งใช้เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน",
        "contractNo": "65-070",
        "issuedDate": "2566-08",
        "accessionedDate": "2026-02-13T14:44:46.000+07:00"
    },
    {
        "id": "1fb702db-f6fd-4a38-9a0d-b05381b980cd",
        "handle": "11228/6400",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6400",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "รูปแบบธุรกิจร้านยาสำหรับเภสัชกรในระบบสุขภาพของประเทศ และแนวทางการบริหารให้เกิดคุณค่าการบริการ",
        "authors": [
            "กร ศรเลิศล้ำวาณิช",
            "Korn Sornlertlumvanich",
            "สุรสิทธิ์ ล้อจิตรอำนวย",
            "Surasit Lochid-amnuay",
            "หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล",
            "Hathaikan Chowwanapoonpohn",
            "วิรุณ เวชศิริ",
            "Wirun Wetsiri",
            "ศิวพร ปีเจริญทรัพย์",
            "Siwaporn Peecharoensap",
            "ภูริทัต ว่องพุฒิพงศ์",
            "Puritat Wongputhipong"
        ],
        "description": "เภสัชกรรมชุมชนหรือร้านยาเป็นสถานประกอบการที่ให้บริการยาและสุขภาพเบื้องต้นในชุมชนของประเทศ มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการอำนวยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาที่ต้องการและได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา การให้คำแนะนำและการจัดการปัญหาด้านสุขภาพปฐมภูมิแก่ชุมชน ร้านยายังมีศักยภาพเป็นกลไกสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศในการสร้างคุณค่าการบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนในอีกหลายลักษณะตามการพัฒนาวิทยาการทางการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพและบริบทสังคม โดยเฉพาะร้านยาที่มีเภสัชกรเป็นผู้ประกอบการและปฏิบัติวิชาชีพต่อความต้องการบริการสุขภาพในชุมชนโดยตรง กำลังเป็นที่ต้องการตามนโยบายการบริการสาธารณสุขของภาครัฐ เนื่องจากความสำคัญของร้านยาในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสุขภาพเบื้องต้นที่จำเป็นผ่านช่องทางใกล้บ้านที่สะดวกรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เพื่อลดภาระการดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนและโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามการดำเนินภารกิจของร้านยาในการบริการสุขภาพให้แก่ชุมชนเป็นการดำเนินการแบบธุรกิจโดยภาคเอกชนที่ต้องอาศัยองค์ประกอบด้านรายได้เพื่อมาสนับสนุนให้สามารถดำเนินกิจการไปได้ด้วยตนเอง จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยเพื่อออกแบบธุรกิจร้านยาสำหรับเภสัชกรที่สร้างคุณค่าให้เป็นแนวทางการประกอบธุรกิจแก่เภสัชกรในการบริการสุขภาพที่พึงประสงค์ของประเทศ และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในปี พ.ศ. 2567 ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบธุรกิจร้านยาสามารถสร้างคุณค่าบริการสุขภาพที่พึงประสงค์และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เหมาะสำหรับเภสัชกรที่กำลังดำเนินกิจการร้านยาและต้องการพัฒนาคุณลักษณะการบริการให้สร้างคุณค่า รวมถึงเภสัชกรที่ต้องการเข้าสู่การประกอบวิชาชีพร้านยา สามารถพิจารณาเป็นทางเลือกนำไปใช้เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จำนวน 4 รูปแบบ ดังนี้ รูปแบบที่ 1 รูปแบบร้านยาแบบพื้นฐานสำหรับเภสัชกร เป็นรูปแบบที่มีคุณลักษณะของคุณค่าการบริการที่เน้นการเป็นที่พึ่งด้านยาและเวชภัณฑ์เมื่อจำเป็นของชุมชน รูปแบบที่ 2 รูปแบบร้านยาเครือข่ายระบบสุขภาพช่วยอำนวยการให้ชุมชนมีความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนให้ร้านยาได้รับความสนใจจากผู้รับบริการเพิ่มขึ้น รูปแบบที่ 3 รูปแบบร้านยาเชี่ยวชาญสุขภาพเฉพาะทาง เหมาะสำหรับเภสัชกรสมรรถนะทางวิชาชีพระดับเชี่ยวชาญเฉพาะทางนำมาสร้างคุณค่าการบริการ และรูปแบบที่ 4 รูปแบบร้านยานวัตกรรมบริการ ที่มีคุณลักษณะธุรกิจการใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์สุขภาพและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพการบริการเฉพาะบุคคล ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะสำหรับเภสัชกรผู้สนใจมีวิธีประเมินความพร้อม และพัฒนาตนเองเพื่อลงมือพัฒนากิจการร้านยาอย่างมีประสิทธิผล",
        "contractNo": "67-164",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-12T09:08:18.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0cfffded-fb22-4402-95be-5bccc847786e",
        "handle": "11228/6399",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6399",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ",
        "authors": [
            "วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร",
            "Viroj Tangcharoensathien",
            "อังคณา เลขะกุล",
            "Angkana Lekagul",
            "นิศาชล เศรษฐไกรกุล",
            "Nisachol Cetthakrikul",
            "วราภรณ์ ปวงกันทา",
            "Waraporn Poungkantha",
            "พรไพลิน บุณณะ",
            "Pornpailin Boonna"
        ],
        "description": "ระบบสุขภาพไทยมีความซับซ้อนทั้งในด้านการบริหารจัดการและการตอบสนองต่อปัจจัยทางสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป การขับเคลื่อนระบบให้บรรลุเป้าหมายจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ให้สามารถผลิตผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์นโยบายและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพจึงถูกจัดทำขึ้น เพื่อจัดทำรูปแบบ กลไก และกระบวนการกำกับติดตามสำหรับการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยผ่านการทดลองใช้รูปแบบและกลไกที่กำหนดขึ้น เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ เริ่มจากการคัดเลือกนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์การทำงานและงานวิจัยที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ปี พ.ศ. 2568-2569 จำนวน 13 คน จาก 9 โครงการวิจัย และมีระบบพี่เลี้ยง (Mentoring mechanism) โดยการจับคู่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้นักวิจัยจะได้รับการเตรียมความพร้อมทางวิชาการผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Preparation Workshop) รวม 9 โมดูล ที่ครอบคลุมทั้งทักษะวิจัยและการสื่อสารนโยบาย และขั้นตอนสุดท้ายคือการติดตามประเมินผลเพื่อสร้างฐานข้อมูลและชุมชนนักวิจัย จากการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2568 พบว่านักวิจัยรุ่นใหม่มีความพึงพอใจในการดำเนินงานของโครงการ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมไปใช้ต่อได้ เช่น ทักษะการเขียนข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) นอกจากนี้ยังพบว่าระบบพี่เลี้ยงยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดการกับอุปสรรคทั้งด้านระเบียบวิธีวิจัย และการบริหารจัดการโครงการวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การดำเนินงานในปีต่อไป ควรมีการปรับปรุงกลไกการคัดเลือกโดยพิจารณาจากศักยภาพและประเด็นวิจัยสำคัญ (Theme-based) และควรจัดตั้งเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ชัดเจนตามหลัก I-N-N-E (Individual, Node, Network, Environment) เพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ สวรส. ควรพิจารณาบรรจุโครงการนี้เป็นแผนงานประจำ เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนานักวิจัยระบบสุขภาพของประเทศในระยะยาว",
        "contractNo": "68-092",
        "issuedDate": "2569-02",
        "accessionedDate": "2026-02-11T11:40:06.000+07:00"
    },
    {
        "id": "05912675-a87d-40a6-a7c9-5497ba258e45",
        "handle": "11228/6398",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6398",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ประสิทธิภาพการจัดสรรเงินค่าใช้จ่ายเพื่อจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่พึงประสงค์ภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "นภชา สิงห์วีรธรรม",
            "Noppcha Singweratham",
            "ตวงรัตน์ โพธะ",
            "Tuangrat Phodha",
            "วิน เตชะเคหะกิจ",
            "Win Techakehakij",
            "พัลลภ เซียวชัยสกุล",
            "Pallop Siewchaisakul",
            "อำพล บุญเพียร",
            "Aumpol Bunpean",
            "สินีนาฏ ชาวตระการ",
            "Sineenart Chautrakarn"
        ],
        "description": "การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมีภารกิจการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรคและการฟื้นฟูสุขภาพ หากได้รับทรัพยากรและงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดบริการ จะส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการที่ครอบคลุมและเป็นธรรม การศึกษาแบบผสมวิธีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินประสิทธิภาพการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขบริการผู้ป่วยนอกทั่วไป (OP) และค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไป อบจ. 2) ศึกษาประเมินต้นทุน-ผลได้ของรูปแบบการได้รับจัดสรรเงินค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไป อบจ. 3) เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะรูปแบบการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขให้กับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไป อบจ. และ 4) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์การสร้างเสริมสุขภาพที่เป็นภาพอันพึงประสงค์ของหน่วยบริการปฐมภูมิสังกัด อบจ. โดยคัดเลือก รพ.สต. ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้หน่วยบริการประจำหรือคู่สัญญาบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ (Contracting Unit for Primary Care: CUP) ปีงบประมาณ 2567 ในมุมมองของผู้ให้บริการ จากรูปแบบของการจัดสรรเงินค่าบริการสาธารณสุขตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำนวน 7 รูปแบบ รูปแบบละ 2 จังหวัด จังหวัดละ 3 รพ.สต. รวม 42 รพ.สต. และกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 2 จังหวัด จังหวัดละ 3 รพ.สต. รวม 6 รพ.สต. รวมทั้งสิ้น 48 รพ.สต. ผลการศึกษา ดังนี้ 1) ประสิทธิภาพการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขบริการผู้ป่วยนอกทั่วไป (OP) และค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) พบว่า ต้นทุนต่อหน่วยมีแนวโน้มสูงในรูปแบบการจัดสรรเป็นสัดส่วน รพ.: รพ.สต. จัดเป็นต่อประชากร และจัดสรร PP (OP ผ่าน CUP) งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณมีความเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร สาธารณูปโภค และการจัดซื้อวัสดุ สถานะเงินบำรุงคงเหลือในปี พ.ศ. 2567 คิดเป็น 1.63 เท่าของปี พ.ศ. 2566 ประสิทธิภาพของการจัดสรร OP พบว่า รูปแบบการจัดสรรเท่ากันทุกแห่ง และการจัดผ่าน PP (OP ผ่าน CUP) มีต้นทุนต่อหัวประชากรต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดสรรแบบอื่น ๆ รพ.สต. มีการดำเนินการตัวชี้วัดที่อยู่ใน PP เหมาจ่ายรายหัว (ไม่ได้เงิน fee schedule) ประสิทธิภาพการจัดสรร PP แบบ fee schedule พบว่า รพ.สต. ที่ถ่ายโอนมีการจัดบริการแต่ไม่พบข้อมูลใน HosXp รวมถึงการไม่ส่งข้อมูลในระบบ E-claim ของ สปสช. เมื่อเปรียบเทียบกับ รพ.สต. ที่ไม่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. 2) ต้นทุน-ผลได้ของรูปแบบการได้รับจัดสรรเงินค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไป อบจ. ในรูปแบบการจัดเป็นต่อประชากร จัดเป็นระดับ SML และจัดสรรเท่ากันทุกแห่ง มีความแตกต่างกันระหว่างรูปแบบการจัดสรร สำหรับบริการ OP ส่วนใหญ่มี CBA เป็นลบ (-0.06 ถึง -0.40) จากต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงแต่ได้รับเงินจัดสรรเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ รพ.สต. ที่ไม่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. ยกเว้นรูปแบบ “จัดผ่าน CUP/แบ่งสัดส่วน CUP: รพ.สต.” ที่มีค่าบวก (9.33) จากต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงและได้รับเงินจัดสรรลดลงด้วย สำหรับบริการ PP มีแนวโน้มคุ้มค่ามากกว่า OP เมื่อเปรียบเทียบกับ รพ.สต. ที่ไม่ถ่ายโอน โดยรูปแบบ “จัดสรรเท่ากันทุกแห่ง” แสดงประสิทธิภาพสูงสุด ผลการวิเคราะห์ความไวแสดงให้เห็นว่ารูปแบบ “จัดผ่าน CUP/แบ่งสัดส่วน” มีความไวสูงสุดต่อการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านต้นทุน OP ในขณะที่รูปแบบ “จัดเป็นต่อประชากร” “จัดเป็นสัดส่วน รพ.:รพ.สต.” และ “จัดเป็นระดับ SML” แสดงความเสถียรสูง เมื่อพิจารณาจาก Benefit–Cost Ratio (BCR) พบว่า ประสิทธิภาพโดยรวม บริการ PP มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าบริการ OP ทั้งนี้ รูปแบบการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับบริการ OP คือ “จัดสรรผ่าน รพ. แม่ข่าย” ด้วย BCR = 2.47 และรูปแบบการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับบริการ PP คือ “จัดสรร PP (OP ผ่าน CUP)” ด้วย BCR = 3.70 การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าบริการ PP มีแนวโน้มคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าบริการ OP และการเลือกรูปแบบการจัดสรรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ ผู้บริหารควรพิจารณาปัจจัยความเสถียร ความคุ้มค่า และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม รวมทั้งควรติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในบริบทหรือนโยบาย โดยควรพิจารณารูปแบบ “จัดเป็นระดับ SML” เป็นตัวเลือกหลัก เนื่องจากมีความเสถียรในการดำเนินงาน ให้ผลประโยชน์สูงทั้ง OP และ PP สำหรับทางเลือกรอง ควรพิจารณารูปแบบ “จัดเป็นต่อประชากร” ที่มีความไวต่ำในหลายมิติและให้ความเป็นธรรมในการกระจาย สำหรับรูปแบบที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ “จัดผ่าน CUP/แบ่งสัดส่วน” และ “จัดสรร PP (OP ผ่าน CUP)” เนื่องจากมีความไวสูงและความผันผวนมาก 3) ข้อเสนอแนะรูปแบบการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขให้กับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไป อบจ. กรณีที่ 1 งบ PP จัดสรรผ่านระบบ CUP ให้ดำเนินการตามข้อตกลงร่วม ทั้งรูปแบบการจัดบริการ การจัดสรรทรัพยากร การบันทึกผลงาน และการเคลม (claim) ผลงาน กรณีที่ 2 งบ PP ไม่จัดสรรผ่าน CUP สถานบริการในสังกัด อบจ. สามารถจ้างเหมาบริการที่มีคุณภาพได้ เช่น การจ้างเหมาบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (lab) หรือการขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสุขภาพตำบลโดยผ่านกระบวนการคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) แต่ผลงานอาจจะไม่ได้รับการรับรองจาก สปสช. ส่งผลให้ไม่สามารถนำไปใช้ในการเคลมผ่านระบบ E-claim ของ สปสช. 4) รูปแบบการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์การสร้างเสริมสุขภาพที่เป็นภาพอันพึงประสงค์ของหน่วยบริการปฐมภูมิสังกัด อบจ. เริ่มจากการขับเคลื่อนนโยบายในระดับจังหวัดผ่านคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) ที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดสุขภาพระดับประเทศ รวมถึงตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่ โดยยึดมาตรฐานการจัดบริการตามกรอบพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ การประเมินหน่วยบริการปฐมภูมิ และการจัดทำข้อมูลพื้นฐานหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Contracting Provider Profile: CPP) ของ สปสช. รวมถึงการมีระบบตอบสนองตัวชี้วัด ตั้งแต่การดำเนินงาน การบันทึกข้อมูลในระบบ HDC และการบันทึกข้อมูลผ่านระบบ E-claim ตลอดจนมีระบบควบคุม กำกับ ติดตามการทำงานที่สามารถสะท้อนข้อมูลการบันทึกและการชดเชย ทั้งนี้ ควรนำผลการดำเนินงานมาประกอบการพิจารณาความดีความชอบในการปฏิบัติงาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์การสร้างเสริมสุขภาพอันพึงประสงค์ต่อไป",
        "contractNo": "68-134",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-02-05T16:26:20.000+07:00"
    }
]