[{"id":"6602ac90-361c-4afa-9c74-8c70740e73c4","handle":"11228/6249","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6249","collection":"Research Reports","title":"การประเมินเชิงพัฒนาการเข้าถึงและคุณภาพบริการดูแลระยะกลาง การปฏิรูประบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในกรุงเทพมหานคร","authors":["วิชช์ เกษมทรัพย์","Vijj Kasemsup","ภูษิต ประคองสาย","Phusit Prakongsai","ปวินท์ ศรีวิเชียร","Pawin Sriwichian","ธนพร จันทโรหิต","Tanaporn Chandharohit","มธุริน จันทร์ทองศรี","Maturin Juntongsree"],"description":"การดูแลระยะกลาง หรือ intermediate care (IMC) คือการดูแลผู้ป่วยที่ผ่านพ้นระยะเฉียบพลัน (acute phase) และมีอาการคงที่ แต่ยังคงมีความบกพร่องทางร่างกายบางส่วนที่จำกัดการทำกิจวัตรประจำวัน และการมีส่วนร่วมในสังคม เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องการการฟื้นฟูสภาพร่างกายเพิ่มเติมหลังจากออกจากโรงพยาบาล งานวิจัยนี้มุ่งเป้าที่จะพัฒนาบริการ IMC ให้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในเขตกรุงเทพมหานครชั้นกลาง (Bangkok Health Zone 5) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปบริการปฐมภูมิของกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งส่งเสริมให้มีการให้บริการระยะกลางที่บ้าน (IMC home rehabilitation) เพราะมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้ารับบริการทั้งแบบ IMC ward และ IMC OPD ได้ โดยมีงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 450 บาท/ครั้ง เป็นเวลา 20 ครั้ง พร้อมมีนโยบายอุดหนุนค่าเดินทางอีก 200 บาทต่อครั้ง 20 ครั้ง โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้คลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเข้าร่วมให้บริการเพื่อแบ่งเบาภาระงานของภาครัฐ การศึกษานี้เก็บข้อมูลการรับบริการ IMC รูปแบบต่าง ๆ ทั้ง IMC ward, IMC OPD, IMC home rehabilitation และผู้ป่วยทำกายภาพเองที่บ้าน (self-home-based rehabilitation) จำนวนกว่าร้อยคน เพื่อผลลัพธ์ทั้งด้านการฟื้นตัวด้วย barthel index (BI) คุณภาพชีวิต ด้วยแบบสอบถาม EQ5D5L และแบบสอบถาม WHO5 เพื่อดูสุขภาวะที่อาจจะเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า พบว่าทุกกลุ่มมีพัฒนาการของ BI, EQ5D5L, และ WHO5 ในเชิงบวกและมีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่ามีการเบิกงบประมาณในด้าน IMC home rehabilitation ไม่มากในเขต Bangkok Hospital Zone 5 อาจจะเป็นข้อจำกัดเพราะค่าใช้จ่ายที่เบิกได้จาก สปสช. ต่ำกว่าราคาตลาดที่มากกว่า 1,000 บาท พอสมควร แต่พบว่ามีคลินิกกายภาพที่มีความสามารถในการควบคุมต้นทุนจากการมีเครือข่ายกับบริการตติยภูมิ 2 โรงพยาบาล ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเพียงพอที่จะจัดบริการให้กับผู้ป่วย IMC home rehabilitation ด้วยอัตราที่ สปสช.กำหนดให้ และพบว่าผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและสิทธิประกันสังคมไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการทำ IMC home rehabilitation เช่นกัน จึงนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1. เสนอให้เพิ่มบริการ IMC home rehabilitation เข้าไปไว้ในชุดสิทธิประโยชน์สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและสิทธิประกันสังคม 2. ให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบบูรณาการ ส่งผู้ป่วยที่ต้องการใช้บริการ IMC home rehabilitation ระหว่างโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ และทุติยภูมิ รวมถึงเครือข่ายปฐมภูมิ 3. เพิ่มอัตราค่าบริการ IMC home rehabilitation มากกว่า 800 บาทต่อครั้ง 4. ควรมีการจ้างนักกายภาพบำบัดอิสระเพื่อเสริมบริการ IMC home rehabilitation ให้กับผู้ป่วย","contractNo":"67-028","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-03-28T13:20:08.000+07:00"},{"id":"bd3ee427-38f6-40ea-9d34-f489334c7db0","handle":"11228/6248","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6248","collection":"Research Reports","title":"การพัฒนาตัวชี้วัดและจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ","authors":["วรรณา ศรีวิริยานุภาพ","Wanna Sriviriyanuparp","ทิพิชา โปษยานนท์","Tipicha Posayanonda","วราวุธ เสริมสินสิริ","Varavoot Sermsinsiri","ภาณุโชติ ทองยัง","Parnuchote Tongyoung","ศิริธร อรไชย","Sirithorn Orachai","พรสิรี จิตรถเวช","Ponsiree Jithavech","สรีรโรจน์ สุกมลสันต์","Sareerarote Sukamolson"],"description":"มาตรา 25(5) และ มาตรา 27(3) แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการติดตามและประเมินผลเกี่ยวกับระบบสุขภาพแห่งชาติ และให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจสำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งสถานการณ์ของระบบสุขภาพ เพื่อจัดทำเป็นรายงานหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ การวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดชุดตัวชี้วัดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ สำหรับนำไปใช้ในการติดตาม ประเมินผล และจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย เรื่อง การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยใช้ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565 เป็นกรอบอ้างอิง ซึ่งชุดตัวชี้วัดที่ได้รับการคัดเลือกและกำหนดไว้ในการวิจัยนี้ เป็นชุดตัวชี้วัดสำหรับการวัดใน 5 ด้าน ได้แก่ กฎหมายและการบังคับใช้ การเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์และบริการ การชดเชยความเสียหาย การเสริมสร้างศักยภาพผู้บริโภค และฐานข้อมูลแจ้งเตือนภัย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยมีการทบทวนแก้ไขให้มีความทันสมัยและมีการบังคับใช้ แต่ควรติดตามผลกระทบของการแก้ไขกฎหมายต่อผู้บริโภค ยังคงมีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดวางจำหน่ายอยู่ในปริมาณหนึ่ง แสดงถึงความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีระบบเฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ แต่มาตรฐานของแต่ละหน่วยงานยังไม่สอดคล้องกัน ส่วนด้านการชดเชยความเสียหาย ยังขาดกองทุนชดเชยความเสียหายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการสุขภาพโดยตรง ทำให้ผู้เสียหายต้องดำเนินการฟ้องร้องเองตามกฎหมาย จึงจะได้รับสิทธิชดเชยความเสียหายจากการบริโภค ขณะที่องค์กรผู้บริโภคในระดับจังหวัดยังมีจำนวนจำกัด และฐานข้อมูลแจ้งเตือนภัยยังไม่เป็นเชิงรุก จึงควรปรับปรุงการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อให้มีการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นการพัฒนาและกำหนดตัวชี้วัดสำหรับการติดตามสถานการณ์ระบบสุขภาพไทยในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคโดยการอ้างอิงธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก จึงต้องมีการพัฒนาเป้าหมายของตัวชี้วัดบางตัว และพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลตามตัวชี้วัดให้เป็นระบบยิ่งขึ้น รวมถึงควรมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง","contractNo":"67-114","issuedDate":"2567-12","accessionedDate":"2025-03-25T13:57:38.000+07:00"},{"id":"d4c46d26-cecb-4b6e-93bd-f1616fbf76a1","handle":"11228/6247","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6247","collection":"Research Reports","title":"การพัฒนาชุดตัวชี้วัดระบบสุขภาพเพื่อติดตาม ประเมินผล และจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เรื่อง ระบบสุขภาพชุมชนเมือง","authors":["ณัฐวุฒิ เอี่ยงธนรัตน์","Natthawut Iangtanarat","ภรัณยู โอสถธนากร","Pharanyoo Osotthanakorn","พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์","Peerasit Sitthirat"],"description":"ที่มาและความสำคัญ: การขยายตัวของความเป็นเมืองในประเทศไทยก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นสุขภาวะเขตเมืองที่ซับซ้อนและแตกต่างจากบริบทชนบท ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565 กำหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนเมืองที่มุ่งสู่ \"ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม\" ครอบคลุมการเข้าถึงบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง การพัฒนาระบบที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม แต่ยังขาดชุดตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพในการติดตามความก้าวหน้า ระเบียบวิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงสำรวจ ใช้ RAND/UCLA Appropriateness Method สร้างฉันทามติและพัฒนาชุดตัวชี้วัด มีกรอบการประเมินสามมิติ ได้แก่ พลังสะท้อนสังคม การติดตามขับเคลื่อน และทิศทางร่วมชัดเจน วิเคราะห์แบบคู่ขนาน แบ่งพื้นที่เป็นความเป็นเมืองสูง 26 จังหวัด และพื้นที่กำลังพัฒนาเป็นเมือง พร้อมวิเคราะห์ระดับอำเภอด้วยความหนาแน่นประชากร สะท้อนหลักการที่ว่า การกระจายความเจริญต้องเริ่มที่การเห็นปัญหาและโอกาสในพื้นที่ ผลการวิจัย: พบช่องว่างสำคัญระหว่างพื้นที่ความเป็นเมืองสูงกับพื้นที่กำลังพัฒนาเป็นเมือง (1) อนามัยแม่และเด็กในวัยรุ่น พื้นที่ความเป็นเมืองสูงมีการตั้งครรภ์ซ้ำในวัยรุ่น ร้อยละ 15.15 เทียบกับ ร้อยละ 13.4 ในพื้นที่กำลังพัฒนา (2) การได้รับวัคซีนในเด็ก พื้นที่ความเป็นเมืองสูงมีเด็ก 5 ปี ได้รับวัคซีนไม่ครบ ร้อยละ 35.4 เทียบกับ ร้อยละ 17.9 ในพื้นที่กำลังพัฒนา (3) โรคติดต่อ พื้นที่ความเป็นเมืองสูงมีอัตราป่วยไข้เลือดออกสูงกว่าพื้นที่กำลังพัฒนา 3.5 เท่า (4) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อัตราป่วยรายใหม่ของเบาหวานและความดันโลหิตสูงในพื้นที่ความเป็นเมืองสูงมีค่าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (5) ความรุนแรง พื้นที่ความเป็นเมืองสูงมีจำนวนเด็กและเยาวชนที่ถูกทำร้ายสูงกว่า ร้อยละ 60 อภิปรายและสรุปผล: การวิเคราะห์พลวัตเชิงระบบด้วยแผนภาพวงจรเชิงสาเหตุได้เผยให้เห็นรากเหง้าของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย พบแม่แบบระบบที่สำคัญ 3 แบบที่เสริมแรงกัน ได้แก่ \"ความสำเร็จตกแก่ผู้ประสบความสำเร็จ\" \"การโยกภาระ\" และ \"ขีดจำกัดของการเติบโต\" การศึกษาพบช่องว่างสำคัญในระบบข้อมูลปัจจุบัน ได้แก่ ระบบข้อมูลที่ไม่สะท้อนความซับซ้อนของสุขภาพเมือง ยังอิงกับเขตการปกครองมากกว่าพื้นที่เมืองเชิงหน้าที่ พึ่งพาการสำรวจเป็นหลักทำให้ข้อมูลล่าช้า ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และขาดกลไกการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง จุดทลายกับดักระบบอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองระยะสั้นกับการพัฒนาระยะยาว คณะผู้วิจัยเสนอชุดตัวชี้วัดเพื่อทลายกับดักระบบ ประกอบด้วย (1) ตัวชี้วัดการทลายกับดัก \"ความสำเร็จตกแก่ผู้ประสบความสำเร็จ\" เช่น อัตราส่วนการเข้าถึงบริการสุขภาพระหว่างกลุ่มเศรษฐฐานะสูงสุดและต่ำสุด (2) ตัวชี้วัดการทลายกับดัก \"การโยกภาระ\" เช่น สัดส่วนงบประมาณด้านส่งเสริมสุขภาพต่องบรักษาพยาบาล (3) ตัวชี้วัดการทลายกับดัก \"ขีดจำกัดของการเติบโต\" เช่น ร้อยละของเทศบาลที่มีกลไกการมีส่วนร่วมครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง (4) ตัวชี้วัดการทลายกับดักระบบข้อมูล และ (5) ตัวชี้วัดการเปลี่ยนจากการทำงานหนักสู่การทำงานชาญฉลาด ชุดตัวชี้วัดเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนเมืองที่เป็นธรรม เมื่อเรามีข้อมูลที่ละเอียดและเปิดเผยความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เราจะสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อลดช่องว่างและสร้างระบบสุขภาพที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง","contractNo":"67-148","issuedDate":"2568-03","accessionedDate":"2025-03-25T09:42:27.000+07:00"},{"id":"00d1650f-6162-4268-9810-0192b2b632d4","handle":"11228/6246","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6246","collection":"Research Reports","title":"การประเมินความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ของการใช้สายสวนหลอดเลือดชนิดขดลวดเคลือบยาต้านการตีบซ้ำในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายชนิดรุนแรงในประเทศไทย","authors":["ภาณุมาศ ภูมาศ","Panumart Phumart","อารีรัตน์ ลีละธนาฤกษ์","Areerut Leelathanalerk","วิระพล ภิมาลย์","Wiraphol Phimarn","กฤษณี สระมุณี","Kritsanee Saramunee","สุรัชดา ชนโสภณ","Suratchada Chanasopon","พรชนก ศรีมงคล","Pornchanok Srimongkon"],"description":"ภูมิหลังและเหตุผล: โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral arterial disease, PAD) ชนิดรุนแรงที่รวมถึงกลุ่มอาการขาขาดเลือดขั้นวิกฤต (critical limb ischemia, CLI) ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ ปัจจุบันมีการเปิดหลอดเลือดเพื่อช่วยในการรักษา รวมถึงการใช้ขดลวดชนิดเคลือบยา (drug-eluting stent, DES) ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาข้อเสนอชุดสิทธิประโยชน์ของการใช้ DES ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายชนิดรุนแรงในประเทศไทย โดยการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ DES เปรียบเทียบกับการรักษาผ่านสายสวนชนิดอื่น และการผ่าตัด ศึกษาผลกระทบด้านงบประมาณและความเป็นไปได้ของการจัดบริการ วิธีการศึกษา: ศึกษาต้นทุนประสิทธิผลของใช้ DES เปรียบเทียบกับการเปิดหลอดเลือดด้วยวิธีอื่น ได้แก่ การใช้ percutaneous transluminal angioplasty (PTA) ด้วยบอลลูน การใช้ขดลวดชนิดไม่เคลือบยา (baremetal stent, BMS) และการผ่าตัด open surgery ในมุมมองทางสังคม โดยใช้แบบจำลอง markov model รวบรวมค่าพารามิเตอร์ในส่วนของประสิทธิผลด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์อภิมานและจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ต้นทุนอ้างอิงจากรายการต้นทุนมาตรฐานเพื่อการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สำหรับข้อมูลในส่วนของอรรถประโยชน์ได้จากการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ วิเคราะห์ความไม่แน่นอนและวิเคราะห์ขีดจำกัดของความคุ้มค่า จากนั้นวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณจากมุมมองของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยทำนายผลกระทบสำหรับ 5 ปี และศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดบริการจากมุมมองของแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และผู้เกี่ยวข้อง ด้วยวิธีการเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษา: DES เป็นวิธีการที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ได้ quality adjusted life years หรือ QALY เพิ่มขึ้น โดยมีค่า incremental cost-effectiveness ratio, ICER เท่ากับ 78,359 บาท ต่อ QALY (ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเนื่องจากอยู่ภายใต้ willingness to pay (WTP) ของประเทศไทยที่ 160,000 บาทต่อ QALY) ส่วน BMS และ Bypass นั้นไม่คุ้มค่าเนื่องจากมี ICER เกินจากค่า WTP และเมื่อทำการวิเคราะห์แบบ scenario analysis โดยการผันแปรจำนวน stent พบว่า หากกำหนดให้ใช้ stent ได้ 1 เส้นนั้น ทั้ง DES และ BMS มีความคุ้มค่าแบบ cost-saving ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ในการให้บริการและผลกระทบด้านงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับ endovascular intervention ที่ร้อยละ 90 ของผู้ป่วย CLI ร่วมกับอัตราการครอบคลุมของการให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทางและโรงพยาบาลที่สามารถให้บริการได้ประมาณร้อยละ 20 พบว่าผลกระทบด้านงบประมาณของการรักษาด้วย DES ในปีที่ 0-1 คิดเป็นต้นทุนรวมของการรักษาเท่ากับ 489.78 ล้านบาท ด้านความพร้อมของการให้บริการพบว่า การให้บริการเปิดหลอดเลือดด้วยสายสวนและขดลวดยังมีจำกัดในโรงพยาบาลศูนย์และโรงเรียนแพทย์ สรุปผล: การเปิดหลอดเลือดในผู้ป่วย CLI ในบริบทประเทศไทย พบว่าการใช้ขดลวด DES ถือว่ามีความคุ้มค่า เนื่องจากมีค่าอยู่ภายใต้ความยินดีจ่ายของประเทศไทย และยังได้ค่าปีสุขภาวะที่สูงกว่า BMS เมื่อมีการกำหนดให้บริการขดลวดในผู้ป่วยจำนวน 2 เส้น อย่างไรก็ตามเมื่อกำหนดให้มีการใช้ขดลวดจำนวน 1 เส้นพบว่าทั้ง DES และ BMS มี cost-saving เช่นเดียวกัน ปัจจุบันความครอบคลุมของการให้บริการยังมีจำกัด ดังนั้นควรมีการเตรียมความพร้อมด้านสิ่งสนับสนุนการให้บริการให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น","contractNo":"64-212","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-03-24T11:27:52.000+07:00"},{"id":"4c79bde4-a834-4c90-8237-ff3261f8770c","handle":"11228/6245","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6245","collection":"Research Reports","title":"การขยายผลองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพสู่ศูนย์สาธิตการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการรับมือกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ระดับเขตสุขภาพ","authors":["วิมล โรมา","Wimon Roma","ภารุจีร์ เจริญเผ่า","Parujee Charoenphao","สายชล คล้อยเอี่ยม","Saichon Kloyiam","กมลวรรณ สุขประเสริฐ","Kamonwan Sukprasert","ฐานิตา คุณารักษ์","Thanita Kunarak"],"description":"โครงการวิจัย เรื่องการขยายผลองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพสู่ศูนย์สาธิตการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการรับมือกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังระดับเขตสุขภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินผลกระบวนการขยายผลที่เหมาะสมในการขยายผลองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพสู่ศูนย์สาธิตการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดของ Consolidated framework for Implementation Research (CFIR) เพื่อใช้ค้นหาและกำหนดปัจจัยเอื้อและอุปสรรคต่อการขยายผล และใช้กระบวนการขยายผลของ Institute of Healthcare Improvement (IHI framework) ซึ่งแบ่งช่วงการดำเนินงานออกเป็นช่วง ๆ 5 ช่วง และให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมพื้นที่นำร่องก่อนที่จะนำต้นแบบลงไปทดลองขยายผลเต็มพื้นที่ คณะผู้วิจัยเลือกค้นหาต้นแบบการดำเนินงานองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพที่ดีจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และค้นหาต้นแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งปี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (HLO of the YEAR 2023) ที่จัดโดยศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กรมอนามัย ณ จังหวัดขอนแก่น โดยได้ต้นแบบจำนวน 5 แห่ง ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละภาค 5 ภาค ระยะเวลาในการทดลองขยายผลอยู่ระหว่าง 3 – 6 เดือน ผลการทดลองขยายผลพบว่า ฐานแนวคิดของ CFIR ที่สะท้อนปัจจัยแห่งความสำเร็จ 5 ด้านและกระบวนการตามกรอบแนวคิดของ IHI Framework มีความเหมาะสมสำหรับเป็นแนวทางในการขยายผลต้นแบบองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพไปสู่พื้นที่ใหม่อย่างเป็นระบบและสนับสนุนกระบวนการซึ่งกันและกัน ที่ช่วยให้คณะผู้วิจัยสามารถกำหนดองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบรองของต้นแบบเพื่อใช้เตรียมความพร้อมพื้นที่นำร่อง และปัจจัยเอื้อที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ซึ่งเป็นชุดความรู้อย่างน้อยที่สุด โดยทุกพื้นที่สามารถนำต้นแบบไปทดลองขยายผลได้ค่อนข้างครบทุกองค์ประกอบหลัก และมีระดับการเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นหรือใกล้เคียงกับหน่วยบริการต้นแบบ อีกทั้งผลลัพธ์ต่อสุขภาพของประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้ ยังค้นพบด้วยว่า การขยายผลองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพสู่ศูนย์สาธิตการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยเอื้อที่เหมาะสมอย่างน้อย 4 ปัจจัย ได้แก่ ทีมอำนวยการจากพื้นที่ ศูนย์สาธิตการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้นำสุขภาพ และสื่อประกอบการเรียนรู้เนื้อหาสาระหลัก ซึ่งสอดคล้องกับข้อแนะนำในการจัดเตรียมระบบสนับสนุนตามกรอบแนวคิด CFIR และ IHI framework ข้อค้นพบของการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การขยายผลต้นแบบที่ดีควรใช้กระบวนการดำเนินงานที่มีทฤษฎีรองรับและเป็นระบบอย่างสอดรับกัน อย่างเช่น กรอบแนวคิด CFIR และ IHI framework และปัจจัยเกื้อหนุนที่จำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นก่อนการทดลองขยายผล ประกอบด้วยอย่างน้อย 4 ปัจจัย ได้แก่ ทีมอำนวยการจากพื้นที่ศูนย์สาธิตการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้นำสุขภาพ และสื่อประกอบการเรียนรู้เนื้อหาสาระหลัก","contractNo":"66-165","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-03-18T11:18:02.000+07:00"},{"id":"f110c625-52d1-44b4-9a0b-d603e9e0121b","handle":"11228/6244","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6244","collection":"Research Reports","title":"ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพชีวิตของเด็กหูหนวกที่ได้รับการฝังประสาทหูเทียมในประเทศไทย","authors":["ภาธร ภิรมย์ไชย","Patorn Piromchai","ขวัญชนก ยิ้มแต้","Kwanchanok Yimtae","พนิดา ธนาวิรัตนานิจ","Panida Thanawirattananit","แสงระวี คีรินทร์","Saengrawee Keerin","ศิรวัฒน์ ศรีจันทร์","Sirawat Srichandr"],"description":"ประสาทหูเทียม เป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาหูหนวกที่มีราคาแพง และมีข้อมูลประสิทธิผลในประเทศไทยน้อย ในปี พ.ศ. 2560 ทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้ทุนวิจัยเพื่อจัดตั้งโครงการประสาทหูเทียมในประเทศไทย เพื่อติดตามผลการได้ยินของผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ในปัจจุบันมีผู้ป่วยในโครงการประมาณ 500 ราย และการได้ยินของผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้ ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2565 สวรส. ได้เสนอประสิทธิผลของประสาทหูเทียมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้เกิดประกาศเพิ่มสิทธิประโยชน์การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในเด็กหูหนวกที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี โครงการประสาทหูเทียมในประเทศไทย มีการวัดผลลัพธ์การผ่าตัดด้านการได้ยินและคุณภาพชีวิตโดยทั่วไป แต่ยังไม่มีการติดตามถึงการเรียนของเด็กที่ได้รับการผ่าตัดและคุณภาพชีวิตแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดประสาทหูเทียม โครงการ “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพชีวิตของเด็กหูหนวกที่ได้รับการฝังประสาทหูเทียมในประเทศไทย” เป็นโครงการระยะสั้น 1 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ทราบข้อมูลเบื้องต้นในเรื่องผลการเรียนของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม 2. พัฒนาเครื่องมือในการติดตามคุณภาพชีวิต สำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมโดยเฉพาะ แทนที่จะใช้เครื่องมือติดตามคุณภาพชีวิตทั่วไป 3. หาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการเรียนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม โครงการนี้มีสถาบันที่เข้าร่วมวิจัยจำนวน 4 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล มีจำนวนอาสาสมัครรวมทั้งหมด 148 ราย แบ่งเป็นกลุ่มอาสาสมัครเพื่อศึกษาผลการเรียนจำนวน 77 ราย และกลุ่มอาสาสมัครเพื่อพัฒนาเครื่องมือในการติดตามคุณภาพชีวิตจำนวน 71 ราย ในกลุ่มอาสาสมัครที่ศึกษาผลการเรียน มีอายุเฉลี่ย 12 ปี พบว่าส่วนใหญ่มีผลการเรียนในปัจจุบันอยู่ในระดับดี (\u003e 3.0) และดีมาก (\u003e3.5) และผลการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 3.06 ค่าเฉลี่ยคะแนน GPA สูงสุดเท่ากับ 4.0 ในขณะที่คะแนนต่ำสุดเท่ากับ 0.7 จากแบบสอบถามคุณภาพชีวิตแบบทั่วไป สอบถามจากผู้ปกครองจำนวน 60 คน พบว่าคุณภาพชีวิตแบบทั่วไปส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี (คะแนนน้อยคือดี) โดยพบว่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านสังคมมีคะแนนที่ดีที่สุด และจากแบบสอบถามผู้ป่วยเด็กจำนวน 30 แบบสอบถาม พบว่าคุณภาพชีวิตแบบทั่วไปส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี (คะแนนน้อยคือดี) โดยพบว่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านกายภาพมีคะแนนที่ดีที่สุด เมื่อทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการเรียน ผู้วิจัยพบว่าการสื่อสารในครอบครัวด้วยภาษาพูดเป็นปัจจัยเพียงอย่างเดียวที่สนับสนุนให้ผลการเรียนดีขึ้น ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ผู้วิจัยไม่พบว่ามีปัจจัยใดที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการพัฒนาเครื่องมือในการติดตามคุณภาพชีวิตแบบเฉพาะเจาะจง คณะผู้วิจัยได้เลือกแบบสอบถามชนิดจำเพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมจำนวน 3 แบบสอบถามมาทำการแปลเป็นภาษาไทย คือ Cochlear Implant Quality of Life questionnaire (CIQOL), Nijmegen cochlear implant questionnaire (NCIQ) และ Children with Cochlear Implants: Parent´s Perspectives questionnaire (CCIPP) โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 71 ราย ผลการศึกษาพบว่าทั้ง 3 แบบสอบถามมีค่าความสอดคล้องภายในมากกว่า 0.8 และมีค่าสัมประสิทธิ์ของความคงที่มากกว่า 0.7 โครงการวิจัยนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าผู้ป่วยเด็กที่หูหนวกและผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในปัจจุบันมีผลการเรียนและคุณภาพชีวิตทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การสื่อสารด้วยภาษาพูดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเรียน และได้เครื่องมือที่จะนำไปใช้ในการติดตามคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมต่อไปในอนาคต","contractNo":"67-004","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-03-17T11:41:32.000+07:00"},{"id":"3d9d330c-116a-4a92-a83a-71a058af8234","handle":"11228/6243","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6243","collection":"Research Reports","title":"คุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของเด็กปฐมวัย","authors":["ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ","Pattarawadee Leelataweewud","วรางคณา จิรรัตนโสภา","Varangkanar Jirarattanasopha","วลันยา สากลวารี","Walanya Sakolwaree","วิไล อริยะวุฒิกุล","Wilai Ariyavutikul","นพวรรณ โพชนุกูล","Noppawan Pochanukul","กรกมล นิยมศิลป์","Kornkamol Niyomsilp"],"description":"บทนำ โรคฟันผุในเด็กปฐมวัยยังคงเป็นปัญหาที่ชุกชุมถึงแม้จะมีความพยายามในการหยุดยั้งโรคนี้อย่างต่อเนื่อง การประเมินผลกระทบของโรคฟันผุปฐมวัยที่ผ่านมามีเฉพาะผลต่ออาการและการทำหน้าที่ของฟันเท่านั้น การศึกษานี้จึงเป็นการศึกษาแรกที่ศึกษาคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากในกลุ่มเด็ก ซึ่งเป็นตัวแทนของเด็กก่อนวัยเรียนและครอบครัวโดยใช้วัดคือ “มาตรวัดผลกระทบของโรคฟันผุในเด็กปฐมวัย ฉบับภาษาไทย” วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของเด็กก่อนวัยเรียนด้วยมาตรวัดผลกระทบของโรคฟันผุในเด็กปฐมวัย ฉบับภาษาไทย วัสดุและวิธีการ ทำการตรวจวัดคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของเด็กอายุ 3 ถึง 5 ปี โดยให้พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กเป็นผู้ตอบ เสมือนเป็นผู้แทนของเด็ก โดยใช้แบบสอบถามแบบให้ผู้ตอบกรอกด้วยตนเอง ซึ่งพัฒนามาจากฉบับใช้เพื่อสัมภาษณ์ คำถามในแบบสอบถามประกอบด้วย ส่วนของเด็กและส่วนของครอบครัว โดยสอบถามถึงความถี่ที่เคยมีประสบการณ์หรือรับรู้ผลกระทบทางลบที่เกิดกับตัวเด็กและสมาชิกในครอบครัว และนำมาคิดเทียบเป็นคะแนน (สูงสุดได้ถึง 52) และทำการตรวจสุขภาพช่องปากของเด็ก ผลการศึกษาและอภิปรายผล คู่เด็กและพ่อแม่หรือผู้ดูแล จำนวน 1,053 คู่ เข้าร่วมการศึกษา ร้อยละ 52.9 ของพ่อแม่หรือผู้ดูแลรายงานผลกระทบทางลบต่อคุณภาพชีวิตอย่างน้อยหนึ่งข้อ โดยผลกระทบที่เห็นชัดชัดเจนที่สุดคือความเจ็บปวดและไม่สุขสบายของเด็ก การมีฟันผุเป็นรู ผุลึกถึงเนื้อเยื่อในโพรงฟัน มีประสบการณ์การอุดหรือถอนฟันก่อเกิดผลกระทบทางลบต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว สรุป ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กไทยก่อนวัยเรียนและครอบครัวได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากสุขภาพช่องปากไม่ดี การที่มีฟันผุลุกลามและการรักษาทางทันตกรรม","contractNo":"65-147","issuedDate":"2568-03","accessionedDate":"2025-03-17T09:53:37.000+07:00"},{"id":"0d54a0a1-6c54-4117-ad82-a8711c0c72ef","handle":"11228/6242","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6242","collection":"Research Reports","title":"การถอดบทเรียนเพื่อนําไปสู่ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนานโยบายการบําบัดทดแทนไตภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ","authors":["ยศ ตีระวัฒนานนท์","Yot Teerawattananon","จิรัฏฐ์ พรรณจิตต์","Jeerath Phannajit","วิรุฬ ลิ้มสวาท","Wirun Limsawart","นัชชา ยงพิพัฒน์วงศ์","Natcha Yongphiphatwong","Chavarina, Kinanti Khansa","Botwright, Siobhan","Dabak, Saudamini","จิราธร สุตะวงศ์","Jiratorn Sutawong","นาตาชา ชวาลา","Natasha Chawla","ธนัยนันท์ ชวนไชยะกูล","Tanainan Chuanchaiyakul","จุฬาทิพย์ บุญมา","Chulathip Boonma","วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย","Wanrudee Isaranuwatchai","ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี","Thunyarat Anothaisintawee","เด่นหล้า ปาลเดชพงศ์","Denla Paladechpong","จุฑามาศ ปิยะวงษ์","Jutamas Piyawong","สุพิชชา ถิตย์เจือ","Supichcha Thitjuea"],"description":"หลักการและเหตุผล : ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (End stage kidney disease, ESKD) เป็นโรคที่คุกคามชีวิตผู้คนจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อให้มีชีวิตยืนยาว ประเทศไทยเริ่มให้สิทธิในการบำบัดทดแทนไต ภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2551 โดยผู้ป่วย ESKD ที่ขอรับบริการล้างไตทางช่องท้อง (peritoneal dialysis; PD) เป็นทางเลือกแรกจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการบำบัดทดแทนไตมากขึ้น แต่ยังมีผู้ป่วยบางรายที่ไม่เข้าเกณฑ์ต้องร่วมจ่ายค่าล้างไต จน พ.ศ. 2565 กองทุนสุขภาพปรับนโยบายบำบัดทดแทนไตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาได้ไม่ว่าจะเลือกล้างไตวิธีใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่เกิดขึ้นชวนให้เกิดข้อสงสัยถึงเหตุผลของการปรับนโยบายที่จะสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการได้จริง รวมไปถึงผลกระทบที่จะตามมา วัตถุประสงค์ : เพื่อถอดบทเรียนจากนโยบายบำบัดทดแทนไตของประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2565 เพื่อให้เข้าใจถึงสภาวะแวดล้อมและการดำเนินงานของนโยบายบำบัดทดแทนไตในประเทศไทย สามารถนำไปอ้างอิงเพื่อการวิเคราะห์นโยบายในอนาคตสำหรับประเทศไทยและกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางอื่น ๆ อีกทั้งเพื่อสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับสิ่งที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการบรรจุบริการบำบัดทดแทนไตในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระเบียบวิธีการศึกษา : เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 1) การทบทวนวรรณกรรม 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกและการอภิปรายกลุ่ม 3) การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการบำบัดทดแทนไต 4) การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และ 5) การจัดประชุมคณะกรรมการเพื่อการเรียนรู้นโยบายบำบัดทดแทนไตในประเทศไทย สำหรับพิจารณาร่างข้อเสนอต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ผลการศึกษา : นโยบายบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้วยการฟอกเลือด (hemodialysis; HD) มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วย ESKD เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มเดิม 50,478 คน เป็น 68,238 คน เกิดหน่วยบริการ HD ที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนมากขึ้น จำนวนและอัตราผู้ป่วยเสียชีวิตจากการล้างไตสูงขึ้น โดยเฉพาะการเสียชีวิตในระยะเวลา 90 วัน หลังเริ่มล้างไตด้วยวิธี HD ภาระงบประมาณในการให้บริการบำบัดทดแทนไตของกองทุนสุขภาพเพิ่มขึ้น ขีดความสามารถในการให้บริการ PD ลดลงอย่างรวดเร็ว การเกิดแรงจูงใจทางการเงินที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของอายุรแพทย์โรคไตในการแนะนำเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตและการเลือกหน่วยบริการให้แก่ผู้ป่วย สรุปผลการศึกษา : การปรับเปลี่ยนนโยบายบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 สร้างผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อการแพทย์ เศรษฐกิจ สังคม และจริยธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย สถานพยาบาล และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ อีกทั้งเป็นนโยบายที่ใช้ทรัพยากรมากกว่าแต่ได้ประโยชน์ทางสุขภาพโดยรวมต่ำกว่านโยบาย พ.ศ. 2551 ข้อดีของนโยบายใหม่ประการเดียวคือ การให้โอกาสผู้ป่วยเลือกวิธีการล้างไตได้ทั้ง HD และ PD ตามที่ผู้ป่วยต้องการและตัดสินใจสอดคล้องกับหลักการเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย (patient autonomy) และสามารถลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวิธีการบำบัดทดแทนไตเมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิการรักษาของกองทุนการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ในประเทศ","contractNo":"67-067","issuedDate":"2568-01","accessionedDate":"2025-03-05T10:38:37.000+07:00"},{"id":"bff679eb-3f79-44c5-8c85-68bc9a0dc85c","handle":"11228/6241","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6241","collection":"Research Reports","title":"การวิจัยเชิงสังเคราะห์ : การพัฒนาชุดตัวชี้วัดระบบสุขภาพ ติดตาม ประเมินผล เพื่อจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เรื่องกำลังคนด้านสุขภาพ","authors":["ฑิณกร โนรี","Thinakorn Noree"],"description":"จากธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565 มีเป้าหมายในระยะ 5 ปี เพื่อให้มีการกระจายบุคลากรระหว่างพื้นที่มีความเป็นธรรม มีการปรับการทำงานจากเชิงกายภาพสู่ดิจิทัล และมีระบบการศึกษา การผลิต และการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศ ตลอดจนมีระบบติดตามประเมินผลนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพ และการกำหนดมาตรการในการเปลี่ยนแปลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและจัดทำ “ชุดตัวชี้วัดกำลังคนด้านสุขภาพ” ตามธรรมนูญสุขภาพ การจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้ใช้หลักการ AAAQ ได้แก่ 1) มิติความเพียงพอ (Availability) 2) มิติทางด้านการการะจาย (Accessibility) 3) คุณลักษณะความสามารถการให้บริการ (Acceptability) และ 4) คุณภาพ (Quality) และใช้การทบทวนวรรณกรรม การรวบรวบข้อมูล วิเคราะห์วัตถุประสงค์ของตัวชี้วัดระดับองค์กร ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงใช้กระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ (Consultative meeting) โดยการศึกษาครั้งนี้กำหนดตัวชี้วัดออกเป็น 4 หมวด รวมจำนวน 13 ตัวชี้วัด จากข้อมูลตัวชี้วัดทำให้สามารถประเมินสถานการณ์แนวโน้มที่เกี่ยวกับกำลังคนด้านสุขภาพ ดังนี้ ตัวชี้วัดกลุ่มที่ 1 สถานการณ์การผลิตกำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบัน ศักยภาพของสถาบันการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการผลิตบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานพยาบาลและสาธารณสุข ตัวชี้วัดกลุ่มที่ 2 การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ พบถึงความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลตัวเลขผู้สอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ อัตราการสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพไม่เต็ม 100% ของจำนวนบัณฑิตที่จบมาในแต่ละปี ซึ่งสามารถสะท้อนคุณภาพของกระบวนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง ตัวชี้วัดกลุ่มที่ 3 ปัจจุบันฐานข้อมูลทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพของสภาวิชาชีพ ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าบุคลากรเหล่านั้นยังประกอบวิชาชีพอยู่หรือไม่ (active status) หรือ ทำงานอยู่ที่ไหน การใช้ฐานข้อมูลจากหน่วยบริการ (Facility-based data) และความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายบุคลากรทางภูมิศาสตร์ (Geographical mal-distribution) ยังคงปรากฏอยู่ ตัวชี้วัดกลุ่มที่ 4 ตัวชี้วัดเชิงมาตรการ หลายมาตรการมีการดำเนินงานอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข แต่อาจจะขาดการบูรณาการจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคเอกชน ทั้งในการจัดตั้งกลไกอภิบาลนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ และคณะกรรมการปฏิรูปกำลังคนด้านสุขภาพในภาพรวม รวมถึง Digital platform ในการเชื่อมโยงข้อมูล ที่ผ่านมาแต่ละสภาวิชาชีพมีการพัฒนาฐานข้อมูลสมาชิกของตนเอง ในขณะที่ในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขพยายามพัฒนาระบบฐานข้อมูลทั้งการบริการ การเงินการคลัง รวมถึงกำลังคนด้านสุขภาพ บนแนวคิด Facility-based ที่ใช้หน่วยบริการเป็นผู้นำเข้าข้อมูล (Input data) ข้อเสนอในเชิงการจัดกลไกการจัดการ ดังนี้ กลไกที่ 1 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิชาชีพ (Health workforce registry) โดยการพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานวิชาชีพ (Minimal dataset) กลไกที่ 2 การจัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลหลักระหว่างหน่วยงาน (Data sharing platform) และกลไกที่ 3 การพัฒนาระบบอภิบาลนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศ และระดับพื้นที่ ที่สามารถดำเนินการได้ในระยะยาว คือ กระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาจัดเก็บ และควบคุมกำกับตัวชี้วัด ให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนเชิงเทคนิคในการพัฒนากลไกการเชื่อมโยงข้อมูล (Data sharing platform) และจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลกลางกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ ภายใต้หลักการในการรักษาความลับ (Confidentiality) ของข้อมูล และให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสภาวิชาชีพ เป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดข้อมูลจำเป็นพื้นฐาน (Minimal data-set) และพัฒนามาตรฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับระดับนานาชาติ รวมถึงให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนาระบบการรายงานข้อมูลผู้ปฏิบัติงานจริงในสถานบริการเอกชน ทั้งในระดับโรงพยาบาลและคลินิก ให้สภาวิชาชีพกำหนดเงื่อนไขคำว่า Active workforce ของตนเอง และพัฒนาระบบฐานข้อมูลสมาชิก (Registry) และจัดทำมาตรฐานข้อมูลเฉพาะทาง (Specialty classification) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติ รวมถึงข้อเสนอต่อกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้พัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหลักสูตรในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในทุกมหาวิทยาลัยและในทุกระบบการรับ (Admission) และพัฒนาระบบฐานข้อมูลรายบุคคล (Individual data) รวมถึงให้นำข้อมูลความต้องการของผู้ใช้ไปวางแผนการผลิตบัณฑิต ให้เกิดความเพียงพอทั้งด้านจำนวนและสมรรถนะที่เหมาะสม","contractNo":"67-120","issuedDate":"2567-12","accessionedDate":"2025-03-04T15:01:54.000+07:00"},{"id":"82993841-3c94-4af3-8422-ccb996f704f9","handle":"11228/6240","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6240","collection":"Research Reports","title":"การออกแบบระบบและการพัฒนาเครื่องมือสำหรับใช้คัดเลือกนวัตกรรมด้านสุขภาพในระยะเริ่มต้น ก่อนลงทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อให้มีโอกาสบรรจุเข้าในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ","authors":["ยศ ตีระวัฒนานนท์","Yot Teerawattananon","ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์","Teerawat Wiwatpanit","อาภาพร สุทธิพัฒนสมบุญ","Arpaporn Sutipatanasomboon","พลวัตร มากี","Ponlawat Maki","กติกา อรรฆศิลป์","Katika Akksilp","ปัณณรัศม์ ศิลปะรัตนวงศ์","Paunnarust Silaparattanawong","Dabak, Saudamini","จารวี สุขมณี","Jarawee Sukmanee","Chavarina, Kinanti Khansa","อภิวัฒน์ พิริยพล","Apiwat Piriyapol","ภูวดล เชวงกุล","Puwadol Chawengkul","นิธิโรจน์ พสิษฐ์ธนภัค","Nitirot Phasitthanaphak","สิริยาดา กิจบำรุง","Siriyada Kitbamrung","ณัฐฐยา วิชยุตม์พสุ","Natthaya Wichayutpasu","Yi, Wang"],"description":"โครงการออกแบบระบบและการพัฒนาเครื่องมือสำหรับใช้คัดเลือกนวัตกรรมด้านสุขภาพในระยะเริ่มต้นก่อนลงทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อให้มีโอกาสบรรจุเข้าในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ ดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนากระบวนการประเมินเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพในระยะเริ่มต้นวิจัยและพัฒนา หรือ Early Health Technology Assessment (early HTA) ซึ่งประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ในวงกว้างในระหว่างการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างข้อมูลและเครื่องมือให้นักพัฒนานวัตกรรมนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการการวิจัยและพัฒนา โดยได้จัดลำดับความสำคัญด้านอุปสงค์ของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบ และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุขภาพจากการสังเคราะห์ภาระโรคและภาระค่าใช้จ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพ ศึกษาปัจจัยที่มิใช่ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในการเลือกใช้นวัตกรรมด้านการแพทย์ และศึกษาวิธีการกำหนดคุณลักษณะเป้าหมายผลิตภัณฑ์ หรือ Target Product Profile (TPP) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่องค์การอนามัยโลกใช้ในการผลักดันนวัตกรรมด้านสุขภาพให้ตอบสนองความต้องการของระบบสุขภาพในระดับโลกในปัจจุบัน จากนั้นจึงใช้แนวทางที่พัฒนาขึ้นในการประเมินนวัตกรรมด้านยาต้านโรคกลุ่มอาการเมตาบอลิกจากสารสกัดสมุนไพรและนวัตกรรมดิจิทัลประเภทเกมเพื่อการศึกษาเสริมทักษะการป้องกันและจัดการโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขและปศุสัตว์เพื่อเป็นกรณีศึกษา และขยายผลโครงการโดยการเผยแพร่ความรู้ด้านการประเมินความคุ้มค่าในระยะเริ่มต้นก่อนลงทุนวิจัยที่ได้รับจากการดำเนินการวิจัยภายใต้โครงการนี้ เพื่อสร้างความตระหนักด้านการประเมินความคุ้มค่านวัตกรรมในระยะวิจัยและพัฒนา และเพิ่มศักยภาพของนักพัฒนานวัตกรรม ผู้บริหารองค์กรที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และผู้ให้ทุนพัฒนานวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ","contractNo":"67-083","issuedDate":"2567-11","accessionedDate":"2025-03-04T10:59:57.000+07:00"}]