[
    {
        "id": "df37cc2b-dcbe-4f51-b4b2-071b292d20f2",
        "handle": "11228/6426",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6426",
        "collection": "Articles",
        "title": "ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจพิเศษด้านรังสีวินิจฉัยที่มีราคาแพงภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า",
        "authors": [
            "จิรัชญา กลีบสุวรรณ์",
            "Jiratchaya Kleebsuwan"
        ],
        "description": "การจัดบริการสาธารณสุขเป็นภารกิจการจัดบริการสาธารณะของรัฐและมีสถานะเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐ หลักความเสมอภาคและหลักความเป็นธรรมในการใช้และบังคับใช้บริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม การรับรองสิทธิด้านสุขภาพในเชิงบทบัญญัติกฎหมายมิได้หมายความว่าสิทธิดังกล่าวจะเกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ หากยังคงปรากฏข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะบริการตรวจพิเศษทางรังสีวินิจฉัย ซึ่งเป็นบริการที่มีต้นทุนสูง ต้องอาศัยทรัพยากรและเทคโนโลยีเฉพาะด้าน และถูกกำหนดโดยระบบการเงิน ระบบประกันสุขภาพ และการจัดบริการของรัฐที่พึ่งพาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ดุลพินิจของหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐในการส่งตรวจรังสีวินิจฉัยทางการแพทย์ในฐานะการใช้อำนาจทางปกครองภายใต้กรอบกฎหมายมหาชนว่าด้วยการจัดบริการสาธารณะ การคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบด้าน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้บริการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography, CT scan) แก่ผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งสะท้อนความคลาดเคลื่อนระหว่างสถานะทางกฎหมายของบริการสาธารณะกับการปฏิบัติจริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง รูปแบบการจัดหาทรัพยากรทางการแพทย์ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของหน่วยบริการ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างความเสมอภาคในทางกฎหมายกับความเสมอภาคในการใช้สิทธิจริง การจำกัดการเข้าถึงบริการตรวจพิเศษโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์อาจเข้าข่ายเลือกปฏิบัติในทางข้อเท็จจริงอันขัดต่อหลักความเสมอภาค หลักความต่อเนื่องของบริการ และหลักความรับผิดของรัฐ นอกจากนี้บทความยังเสนอแนวคิด “สถาปัตยกรรมทางกฎหมายมหาชนของบริการตรวจ CT ฉุกเฉิน” เพื่อสร้างกรอบบูรณาการด้านกฎหมายและนโยบายอันมุ่งให้การจัดบริการสาธารณสุขในทางปฏิบัติเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้สิทธิด้านสุขภาพเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเสมอภาคและยั่งยืน",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 20,1 (ม.ค. - มี.ค. 2569) : 80-94",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-27T11:23:58.000+07:00"
    },
    {
        "id": "453a1215-a189-426f-bf5a-bc3df7bb35e0",
        "handle": "11228/6425",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6425",
        "collection": "Articles",
        "title": "การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขตเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด",
        "authors": [
            "สรประเวศ กระจ่างคันถมาตร์",
            "Sornpravate Krajangkantamatr",
            "นวภร จันทร์บรรจง",
            "Navaporn Chanbanchong",
            "โอม โตอาจ",
            "Oam To-aj",
            "วีระศักดิ์ พุทธาศรี",
            "Weerasak Putthasri"
        ],
        "description": "การบำบัดด้วยสัตว์และการบำบัดด้วยสุนัขเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยยังขาดกรอบนโยบายและมาตรฐานกลางในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงนโยบายสำหรับการพัฒนานโยบายสุขภาพในการจัดบริการสุนัขนักบำบัด โดยมุ่งเน้นขอบเขตการให้บริการ กลุ่มผู้ป่วยเป้าหมาย และประสิทธิผลและประสิทธิภาพการให้บริการ การวิจัยใช้วิธี scoping review ตามแนวทาง Joanna Briggs Institute สืบค้นเอกสารระหว่างปี ค.ศ. 2014–2024 จากฐานข้อมูลสากลและเอกสารกึ่งวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า (1) ขอบเขตบริการมีลักษณะเป็นระบบเครือข่าย ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การคัดกรองสัตว์และผู้ดูแล จนถึงการติดตามประเมินผล (2) กลุ่มผู้ป่วยมีความหลากหลาย โดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัย และความยินยอม และ (3) ประสิทธิผลและประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับมาตรฐานการดำเนินงาน ระบบติดตามประเมินผล และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม การศึกษานี้เสนอให้ประเทศไทยพัฒนากรอบนโยบายที่ชัดเจนและบูรณาการหลายภาคส่วน เพื่อให้การจัดบริการสุนัขนักบำบัดมีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และยั่งยืน",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 20,1 (ม.ค. - มี.ค. 2569) : 64-79",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-27T11:19:44.000+07:00"
    },
    {
        "id": "635421b3-3468-44da-9056-1bda5726a826",
        "handle": "11228/6424",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6424",
        "collection": "Articles",
        "title": "การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด RE-AIM",
        "authors": [
            "สายชล คล้อยเอี่ยม",
            "Saichon Kloyiam",
            "ปนัดดา ทองชัง",
            "Panutda Thongshang"
        ],
        "description": "กรอบแนวคิด RE-AIM (reach, effectiveness, adoption, implementation, maintenance) เป็นเครื่องมือสำหรับการวางแผนและประเมินผลการดำเนินงานที่สะท้อนผลผลิตและผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ประเมินผลในบริบทของการศึกษาวิจัยด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม การนำกรอบแนวคิด RE-AIM มาประยุกต์ใช้ในการประเมินการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการหน่วยงานยังไม่มีปรากฏในกระทรวงสาธารณสุข จึงไม่เห็นภาพรวมของผลกระทบของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการของส่วนราชการต่อผลลัพธ์ระดับบุคคลและองค์กร ที่ส่งผลให้การบริหารจัดการโครงการและกิจกรรมภายในแผนปฏิบัติการฯ อาจไม่เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพเท่าที่ควร  การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด RE-AIM ในการประเมินผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการหน่วยงานด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานสังกัดกรมอนามัย โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม มีหน่วยงานสังกัดกรมอนามัย จำนวน 37 หน่วยงาน ประกอบด้วยหน่วยงานส่วนกลาง 22 หน่วยงาน และหน่วยงานส่วนภูมิภาค 15 หน่วยงานร่วมดำเนินการ  ผลการศึกษา พบว่า ประเภทตัวชี้วัดที่ปรากฏในแผนปฏิบัติการกรมอนามัยมากที่สุดคือประเภท implementation (การดำเนินการ) คิดเป็นร้อยละ 37   รองลงมาคือประเภท reach (การเข้าถึง) คิดเป็นร้อยละ 21  ส่วนประเภทตัวชี้วัดที่ปรากฏน้อยที่สุดคือประเภท maintenance (การคงสภาพ) ทำให้จำเป็นต้องตัดตัวชี้วัดประเภทการคงสภาพออก เหลือไว้เพียง 4 ประเภทตัวชี้วัด หน่วยงานสังกัดกรมอนามัยสามารถเลือกรายการตัวชี้วัดที่สอดคล้องประเภทตัวชี้วัดที่กำหนดได้  แผนปฏิบัติการหน่วยงานของกรมอนามัยนำไปสู่การบรรลุผลเกินเป้าในประเภทการเข้าถึงมากที่สุด 3.7 เท่า  รองลงมาคือประเภทการนำไปประยุกต์ใช้ 3.4 เท่า และการดำเนินการอย่างครบถ้วน 2 เท่า นอกจากนี้ มีหน่วยงานที่บรรลุผลเกินค่าเป้าหมายของรอบ 5 เดือนหลังไปแล้วถึง 28 หน่วยงานจากทั้งหมด 37 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 75.7  การแสดงข้อมูลสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดตามประเภท RE-AI ด้วยกระดานข้อมูล ช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถดำเนินการปรับแผนปฏิบัติการหน่วยงานได้ทันการณ์ ทั้งในระยะสั้น (รายเดือน) และระยะกลาง (ในช่วง 5 เดือนหลังของปีงบประมาณ)  สรุป กรอบแนวคิด RE-AIM สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประเมินระดับความสำเร็จของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการหน่วยงานของกรมอนามัยได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยนำมาพิจารณาร่วมกับความครบถ้วนของกิจกรรมและงบประมาณที่ถูกดำเนินการไปในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐยุคใหม่",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 20,1 (ม.ค. - มี.ค. 2569) : 46-63",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-27T11:16:50.000+07:00"
    },
    {
        "id": "09ae7228-a857-4f09-8da6-324766ddf018",
        "handle": "11228/6423",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6423",
        "collection": "Articles",
        "title": "การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชนก่อนวัยสูงอายุ จังหวัดพิจิตร",
        "authors": [
            "จรรยา นราธรสวัสดิกุล",
            "Junya Naratornsawatdikul",
            "ไมตรี บูลย์ประมุข",
            "Maitree Boonpramook"
        ],
        "description": "ประชาชนวัยก่อนสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชนก่อนวัยสูงอายุ จะทำให้ประชาชนก่อนวัยสูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสาน (mixed methods) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อสม. จำนวน 412 คน  ภาคีเครือข่ายจำนวน 18 คน  อสม. พื้นที่ทดลอง 2 ตำบล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ stepwise multiple regression, paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา  ผลการวิจัย พบว่า อสม. มีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 60.0)  ปัจจัยที่ส่งผลและสามารถพยากรณ์ระดับการมีส่วนร่วม ได้แก่ การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ทัศนคติและความรอบรู้ด้านสุขภาพ (R2 adj = 0.402)  รูปแบบการส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่สร้างและพัฒนาขึ้น ได้แก่ 1) การจัดทำข้อตกลงการสนับสนุนการมีส่วนร่วมโดยผ่านคณะกรรมการสุขภาพจังหวัดพิจิตร  2) กำหนดนโยบายและประกาศเป็นวาระจังหวัดพิจิตร  3) พัฒนาศักยภาพ อสม. โดยการอบรมฟื้นฟู  4) ส่งเสริมให้ อสม. ได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมและแรงจูงใจที่เหมาะสม  5) ส่งเสริมให้ อสม. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ  6) พัฒนาการสื่อสารประชาสัมพันธ์  7) ประสานความร่วมมือในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ อสม. และ 8) ส่งเสริมให้มีกิจกรรมหรือเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยคะแนนเฉลี่ยการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ทัศนคติ ความรอบรู้และการมีส่วนร่วมหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ข้อเสนอแนะ ควรสนับสนุนให้ทุกอำเภอและทุกตำบลจัดทำแผนงานหรือโครงการโดยผ่านคณะกรรมการสุขภาพจังหวัดพิจิตร",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 20,1 (ม.ค. - มี.ค. 2569) : 30-45",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-27T11:14:40.000+07:00"
    },
    {
        "id": "6b7e43c6-22c8-4000-8a11-d58a00fddc31",
        "handle": "11228/6422",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6422",
        "collection": "Articles",
        "title": "ผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในชุมชน โรงพยาบาลบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี",
        "authors": [
            "วัชรินทร์ อินกลอง",
            "Watcharin Inklong",
            "นันตพร บุญธรรม",
            "Nuntaporn Boontham"
        ],
        "description": "ภูมิหลังและเหตุผล: ผู้ป่วยระยะสุดท้ายทั้งจากโรคมะเร็งและไม่ใช่โรคมะเร็งควรได้รับการเข้าถึงการรักษาแบบประคับประคองอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง เครือข่ายบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี\r\nระเบียบวิธีศึกษา: ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis  กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรจำนวน 51 คน ผู้ดูแลและผู้ป่วยประคับประคองกลุ่มละ 31 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ทีมวิจัยสร้างขึ้นมีค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.89 วิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed ranks test และ paired t-test\r\nผลการศึกษา: พบว่า การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในชุมชน มี 8 มาตรการ คือ 1) การเยี่ยมบ้านและฝึกทักษะผู้ดูแล 2) การให้คำปรึกษา 3) การดูแลแบบองค์รวม 4) การสนับสนุนพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ 5) การดูแลจิตใจ 6) การดูแลระยะท้าย 7) การดูแลให้ได้รับประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุด และ 8) การอโหสิกรรม ภายหลังการพัฒนาบุคลากรพบว่า ผู้ดูแลมีการปฏิบัติการดูแลประคับประคองโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) ผู้ดูแลมีความต้องการ ความเชื่อและการปฏิบัติที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.022) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีภาวะจิตใจสงบและทำกิจกรรมทางศาสนาร้อยละ 64.5 และมีอาการหนักในช่วงวาระสุดท้ายร้อยละ 90.3 หลังจากวางแผนเสียชีวิตมีอาการทรงตัวอย่างสงบ\r\nข้อยุติ: ผลที่ได้จากการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในชุมชน เครือข่ายบริการปฐมภูมินี้ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทีมผู้ให้บริการร่วมกับผู้ดูแล ส่งผลให้มีผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ป่วยควรนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 20,1 (ม.ค. - มี.ค. 2569) : 18-29",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-27T11:12:22.000+07:00"
    },
    {
        "id": "9ba7e0bb-4966-4f81-b9ca-fe494e557fe2",
        "handle": "11228/6421",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6421",
        "collection": "Articles",
        "title": "ต้นทุนประสิทธิผลของการใช้น้ำเกลือ 0.9% แบบสำเร็จรูป เปรียบเทียบกับการเตรียมเองในการหล่อเข็มฉีดยาชนิดล็อกสำหรับผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล",
        "authors": [
            "จิราภรณ์ คุ้มศรี",
            "Jiraporn Khumsri",
            "กนกพร สุวพานิช",
            "Kanokporn Suvapanich"
        ],
        "description": "ภูมิหลัง: การให้ยาหรือสารน้ำด้วยการแทงเข็มผ่านทางหลอดเลือดดำส่วนปลายเป็นหัตถการที่ปฏิบัติมากที่สุด คือร้อยละ 32-48 สำหรับผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล โดยอุปกรณ์นี้อาจเปลี่ยนเป็นแบบคาไว้ แล้วใช้น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ (นอร์มอลซาไลน์) หล่อเข็มไว้ สำหรับการให้ยาเป็นครั้งคราว เพื่อลดการให้สารน้ำโดยไม่จำเป็น ซึ่งน้ำเกลือสำหรับหล่อเข็มนี้ใช้น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์หรือนอร์มอลซาไลน์ที่ปราศจากเชื้อ แต่การเตรียมน้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์นี้มีกระบวนการหลายขั้นตอนทำให้มีความเสี่ยงในการปนเปื้อนจุลชีพระหว่างเตรียม ประกอบกับมีนวัตกรรมในการบรรจุนอร์มอลซาไลน์ไซริงพร้อมใช้แต่มีราคาสูงกว่า \r\nวัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลการปนเปื้อนโดยใช้สารเรืองแสงเป็นตัวแทนของจุลชีพ ในการเตรียมนอร์มอลซาไลน์ไซริง ระหว่างแบบสำเร็จรูปและการเตรียมเอง \r\nวิธีการ: จัดทำแบบจำลองแผนภูมิต้นไม้มุมมองผู้ให้บริการ กรอบเวลา 1 ปี การคำนวณต้นทุนแบบเตรียมเองคำนวณค่าอุปกรณ์และค่าแรงของพยาบาลที่ใช้ในการเตรียม ส่วนแบบสำเร็จรูปคำนวณเฉพาะค่าอุปกรณ์ วัดผลลัพธ์จากการปนเปื้อนสารเรืองแสง ระหว่างการเตรียมจากการทดลองทางคลินิก \r\nผล: การเตรียมเองพบปนเปื้อนสารเรืองแสง ร้อยละ 46.7 แบบสำเร็จรูป ร้อยละ 0 เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนต่อการเตรียม 1 ปี นอร์มอลซาไลน์ไซริงแบบสำเร็จรูป 213,853.5 บาท และเตรียมเอง 229,128.75 – 297,867.375 บาท เมื่อคำนวณอัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่มพบว่าต้นทุนเพิ่ม 2-10 บาทลดการปนเปื้อนได้ 1 ครั้ง \r\nสรุป: การใช้นอร์มอลซาไลน์ไซริงแบบสำเร็จรูปมีค่าใช้จ่ายมากกว่าแบบเตรียมเอง 2-10 บาท ในการป้องกันการปนเปื้อนได้หนึ่งครั้ง",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 20,1 (ม.ค. - มี.ค. 2569) : 5-17",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-27T10:13:59.000+07:00"
    },
    {
        "id": "a9f4e618-bc14-4cca-87a1-1a35aba0e082",
        "handle": "11228/6420",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6420",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพงานวิจัยด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ",
        "authors": [
            "อัญชลี เพิ่มสุวรรณ",
            "Unchalee Permsuwan"
        ],
        "description": "งานวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ จัดเป็นหลักฐานด้านวิชาการสำคัญ สำหรับการตัดสินใจบรรจุยาราคาแพงเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติหรือเทคโนโลยีด้านสุขภาพอื่นๆ ที่มิใช่ยาเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การประเมินคุณภาพงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้น เป็นขั้นตอนสำคัญที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ตัดสินใจเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นเครื่องมือที่เป็นเกณฑ์การประเมินจึงมีความสำคัญ คณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของบัญชียาหลักแห่งชาติจึงได้มอบหมายให้จัดทำเครื่องมือ rubric score ขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ช่วยในการประเมินคุณภาพของงานวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ การพัฒนาเครื่องมือ rubric score เริ่มจากการทบทวนคู่มือการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพสำหรับประเทศไทยทั้ง 3 ฉบับ ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่จัดทำขึ้น ได้นำเสนอในที่ประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ rubric score ที่ได้สร้างขึ้นนี้ มีจำนวนทั้งหมด 20 ข้อคำถาม ประเมินในส่วนงานวิจัยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข จำนวน 13 ข้อ และการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ จำนวน 7 ข้อ ข้อคำถามแต่ละข้อจะมีน้ำหนักเท่ากัน มีระดับการให้คะแนน 4 ระดับคือ ดีมาก (9-10 คะแนน) ดี (7-8 คะแนน) พอใช้ (4-6 คะแนน) ควรปรับปรุง (1-3 คะแนน) คะแนนรวมทั้งหมด 200 คะแนน ทั้งนี้ไม่มีเกณฑ์ (cut point) ที่ระบุว่างานวิจัยจะมีคุณภาพดีมาก/ดี/พอใช้/ควรปรับปรุง จากคะแนนรวมทั้งหมด การพิจารณาคุณภาพของงานวิจัย จะใช้ความสอดคล้องของคะแนนรวมที่ได้รับจากผู้ทบทวนเป็นหลัก ซึ่งไม่ควรจะแตกต่างกันมากนักตามเกณฑ์การให้คะแนนที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในแต่ละข้อคำถาม นอกจากการนำเครื่องมือ rubric score ไปใช้ในการประเมินคุณภาพงานวิจัยแล้ว เครื่องมือนี้สามารถช่วยผู้ทำวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการทำวิจัย เพราะผู้วิจัยสามารถใช้เครื่องมือนี้เป็นตัวช่วยในการเขียนโครงร่างวิจัย วางแผนการเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ หรือเขียนรายงานฉบับสมบูรณ์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์",
        "contractNo": "69-052",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-24T14:03:11.000+07:00"
    },
    {
        "id": "09ec396e-c123-404f-828f-418889e853a5",
        "handle": "11228/6419",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6419",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจด้านจีโนมิกส์สู่สาธารณะ",
        "authors": [
            "คริษ อรรคราช",
            "Kris Akkarach"
        ],
        "description": "รายงานฉบับนี้สรุปผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจด้านจีโนมิกส์สู่สาธารณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นของประชาชน บุคลากรสาธารณสุข หน่วยงานด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงความสำคัญของเทคโนโลยีจีโนมิกส์ต่อการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ โครงการยังมุ่งกระตุ้นการสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณ ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมทั้งผลิตเนื้อหาและออกแบบกิจกรรมสาธารณะให้เข้าถึงง่ายผ่านช่องทางของไทยพีบีเอส กิจกรรมประกอบด้วยการเสวนาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแพทย์จีโนมิกส์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผู้รับการตรวจจีโนมิกส์ การประกวดผลงานศิลปะ The Art of Genome ตลอดจนกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น Q&A Lab นิทรรศการ Art of Genome และกิจกรรม DNA Decode Boardgame เพื่อเสริมการเรียนรู้ของประชาชน โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน 200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้พักอาศัยในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 71 และกว่าร้อยละ 97.5 เห็นว่าข้อมูลพันธุกรรมมีความสำคัญต่อสุขภาพ ขณะที่กิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ บูธนิทรรศการและการประกวดศิลปะ โครงการยังดำเนินแผนการสื่อสารบนแพลตฟอร์มโทรทัศน์และออนไลน์ ผ่าน 3 รายการหลักของไทยพีบีเอส ได้แก่ รายการคนสู้โรค รายการวันใหม่วาไรตี้ และรายการเศรษฐกิจติดบ้าน โดยนำเสนอประเด็นด้านสุขภาพ สิทธิประโยชน์ ความปลอดภัยของข้อมูลพันธุกรรม และผลเชิงเศรษฐกิจของเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ รายการคนสู้โรคเผยแพร่เนื้อหาด้านจีโนมิกส์รวม 3 ตอน มียอดรับชมบน YouTube รวมกว่า 3,400 ครั้ง และบน Facebook เกิน 9,700 ครั้ง ส่วนรายการวันใหม่วาไรตี้นำเสนอ 4 ตอน ทั้งประเด็นสิทธิสุขภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลพันธุกรรม กรณีศึกษาผู้ป่วย และการประชาสัมพันธ์กิจกรรม มียอดรับชมตั้งแต่หลักหลายร้อยจนถึงกว่า 10,000 ครั้งในบางช่วง ขณะที่รายการเศรษฐกิจติดบ้านนำเสนอผลเชิงเศรษฐกิจของเทคโนโลยีจีโนมิกส์ผ่านเนื้อหาเฉพาะทางเพื่อสร้างความเข้าใจในมุมมองเศรษฐกิจสุขภาพ โดยสรุป โครงการสามารถขยายการรับรู้ด้านการแพทย์จีโนมิกส์สู่สาธารณะได้อย่างกว้างขวางผ่านกิจกรรมในพื้นที่จริง และสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอส สร้างผลลัพธ์เชิงความรู้ แรงสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมและข้อมูลเชิงสถิติที่สำคัญต่อการพัฒนาการสื่อสาร นโยบาย และการลงทุนด้านจีโนมิกส์ในอนาคต",
        "contractNo": "68-133",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-24T13:20:03.000+07:00"
    },
    {
        "id": "96782830-2a0c-471b-a969-8adaab0d22fa",
        "handle": "11228/6418",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6418",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การพัฒนากลไกส่งเสริม สนับสนุนศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการจัดการสุขภาพชุมชนบริบทหลังถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย",
        "authors": [
            "ฉวีวรรณ ศรีดาวเรือง",
            "Chaweewan Sridawruang",
            "อัจฉราวดี ศรียะศักดิ์",
            "Atcharawadee Sriyasak",
            "เพ็ญนภา ศรีหริ่ง",
            "Pennapa Sriring",
            "วุฒิกุล ธนากาญจนภักดี",
            "Wuttikul Thanakanjanaphakdee",
            "รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง",
            "Ratdawan Klungklang",
            "จีรวรรณ หัสโรค์",
            "Gerawan Haslo",
            "โศภิสุดา วิบูลย์พันธุ์",
            "Sophisuda Wiboonphan",
            "ยุวพร จิระวงศ์ประภา",
            "Yuwaphon Chirawongprapha",
            "ณรงค์ จันทร์แก้ว",
            "Narong Chankaew"
        ],
        "description": "การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ส่งผลต่อบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นกำลังหลักสุขภาพชุมชน แต่ระบบสนับสนุนยังขาดความเชื่อมโยง ทั้งข้อมูลนิเทศ พี่เลี้ยง และงบพัฒนาศักยภาพ ทำให้การสร้างผลลัพธ์สุขภาพยังไม่เต็มศักยภาพ วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนและเสริมศักยภาพ อสม. ในการจัดการสุขภาพชุมชนภายใต้บริบทหลังถ่ายโอนฯ ศึกษาความพร้อมและความเป็นไปได้ของหน่วยงานทุกระดับ วิเคราะห์ผลลัพธ์การเสริมสร้างศักยภาพ อสม. ตามกรอบ และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขยายผลสู่ระดับประเทศ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วย การสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสาร 32 รายการ และการศึกษาเชิงปฏิบัติการในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ถ่ายโอน รพ.สต. ร้อยละ 100 ได้แก่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มุกดาหาร และหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่าง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย อสม. บุคลากร รพ.สต. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ/จังหวัด และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมร้อยละ 100 ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.89–1.00 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha อยู่ระหว่าง 0.87–0.94 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (t-test) และความแปรปรวน ANOVA ส่วนเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการสังเคราะห์จากข้อมูลงานวิจัยพบว่า ระบบสนับสนุน อสม.ปัจจุบันยังเป็นแบบแยกส่วน ส่งผลให้คุณภาพการดำเนินงานไม่เท่าเทียมในแต่ละพื้นที่ จึงเสนอแนวคิด “One System – One Standard – One Goal” ประกอบด้วย 4 ระบบจำเป็น คือ ระบบข้อมูลเดียว (One Integrated Data System) ระบบพี่เลี้ยงเดียว (Unified Mentor System) ระบบงบประมาณแบบผลลัพธ์ (Result-based Budgeting) และระบบกำกับคุณภาพร่วม (Joint Governance System) ผลการสำรวจความพร้อมและความเป็นไปได้พบว่า หน่วยงานระดับอำเภอมีศักยภาพสูงสุดต่อการสนับสนุน อสม. โดยคะแนนรวมเฉลี่ยความพร้อมและความเป็นไปได้อยู่ที่ 4.08 (SD=0.10) อยู่ในระดับมาก แต่ยังมีช่องว่างเรื่องระบบข้อมูลและกำลังคนสนับสนุนการนิเทศติดตามเชิงรุก ผลการดำเนินการพัฒนาศักยภาพ อสม. ด้วยกรอบตามกรอบการพัฒนาศักยภาพ อสม. 5 มิติ: อาสาสมัครจิตอาสา–ความร่วมมือ–นวัตกรรม–เทคโนโลยี–การเสริมพลัง (VCITE Framework) ร่วมกับการใช้ Smart อสม. พบว่าคะแนนความรู้ด้านการจัดการ NCDs เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 67.4 เป็น 84.6, p<0.01) ทักษะเพิ่มขึ้นจาก 71.2 เป็น 88.1 (p<0.01) ขณะที่ผลลัพธ์สุขภาพประชาชน พบว่าค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar : FBS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 100.36 เป็น 97.50 mg/dL (p<0.001) ส่วนค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) และน้ำหนักตัวลดลงในทิศทางที่ดีขึ้น สะท้อนว่า “พี่เลี้ยง ข้อมูลดิจิทัล การเสริมพลังแบบต่อเนื่อง” สามารถสร้างผลลัพธ์สุขภาพในระดับครัวเรือนได้จริง ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนคือ พัฒนาระบบข้อมูลกลางระดับชาติ (One-Dashboard) และข้อตกลงแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Agreement – DSA) พร้อมมาตรฐานข้อมูล Data Dictionary และกระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Workflow) เดียวกัน ยกระดับสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) เป็นแกนกลางพี่เลี้ยง (District Mentor Hub) ทุกอำเภอ เชื่อมงาน สสอ. รพ.สต. องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อสม. สร้างมาตรฐานการอบรมและรับรองสมรรถนะ พัฒนาหลักสูตรแบบ Micro-Credential และระบบต่ออายุสมรรถนะ (Re-certification) จัดสรรงบพัฒนาศักยภาพ อสม. แบบผูกพันผ่านกองทุนเสริมพลัง อสม. (OSM Capacity Fund) เพื่อการอบรมดิจิทัล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาระบบแรงจูงใจเชิงคุณภาพ จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน เช่น การคัดกรองครบถ้วน การติดตามต่อเนื่อง และคุณภาพข้อมูล (Outcome-based Incentive)",
        "contractNo": "68-053",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-24T11:16:34.000+07:00"
    },
    {
        "id": "c4bbfeeb-7d6d-45cb-8530-16c780f6f544",
        "handle": "11228/6417",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6417",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต",
        "authors": [
            "สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ",
            "Surasak Kantachuvesiri",
            "รุ่งทิวา กิจเพิ่มเกียรติ",
            "Rungthiwa Kitpermkiat",
            "ศันสนีย์ ทศศิริ",
            "Sansanee Thotsiri",
            "ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย (ฉันทวศินกุล)",
            "Prapimporn Chattranukulchai Shantavasinkul",
            "สัญชัย พยุงภร",
            "Sunchai Payungporn",
            "เอกกมล ตันติสัตตโม",
            "Ekamol Tantisattamo",
            "นิภาพร บุตรสิงห์",
            "Nipaporn Butsing",
            "ชุติมา เจริญธนากิต",
            "Chutima Charoenthanakit",
            "อรรถกร ธนโชติรัศมิ์สกุล",
            "Attagone Thanachoterassakul",
            "วรฉัตร รอดเพชร",
            "Vorachat Rodphech",
            "ณภัทร เต่านํ้า",
            "Naphat Taonam",
            "บุตรี ตรีสัตยกุล",
            "Budtree Treesattayakul",
            "วาสนา ภู่เกตุ",
            "Wassana Pookate",
            "วราภรณ์ ศรีบุญสม",
            "Waraporn Sribunsom",
            "ปวีณา สร้อยรอด",
            "Paweena Soirod",
            "ไอริณ จริยะโยธิน",
            "Irin Jariyayothin",
            "บุริน เลาหะวัฒนะ",
            "Burin Lauhawatana",
            "Hossen, Sheikh Imran"
        ],
        "description": "ที่มาและความสำคัญ: การปลูกถ่ายไตเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังคงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าประชากรทั่วไป ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ โดยภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ หลักฐานในประชากรทั่วไปพบว่าการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าช่วยลดระดับความดันโลหิตและส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลําไส้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตยังมีจํากัด ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของรูปแบบการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าต่อระดับความดันโลหิต การทำงานของไต การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลําไส้ และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ดำเนินการในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตจำนวน 102 ราย แบ่งเป็นกลุ่มบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าและกลุ่มควบคุม ติดตามผลเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์หลักคือการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การทำงานของไต จุลินทรีย์ในลําไส้ และคุณภาพชีวิต ผลของการศึกษา: หลังติดตามครบ 12 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติของการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตซิสโตลิก (ค่าเฉลี่ยความแตกต่าง −2.00 มม.ปรอท; 95% CI −6.65 ถึง 2.65; p =0.40) และความดันโลหิตไดแอสโตลิก (−2.84 มม.ปรอท; 95% CI −5.91 ถึง 0.22; p = 0.07) ระหว่างสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามกลุ่มที่บริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่ามีแนวโน้มความดันโลหิตลดลงมากกว่า นอกจากนี้กลุ่มที่บริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่ายังมีระดับคอเลสเตอรอลรวมและระดับไขมันชนิดความหนาแน่นตํ่าลดลงอย่างมีนัยสําคัญจาก 195.90 ± 5.18 เป็น 173.06 ± 5.27 มก./ดล. และจาก 123.96 ± 4.81 เป็น 102.07 ±4.90 มก./ดล. ตามลำดับ อีกทั้งยังพบว่าน้ำหนักตัวลดลงร่วมกับการลดลงของมวลไขมัน โดยที่มวลกล้ามเนื้อคงที่และไม่พบผลเสียต่อการทำงานของไตหรือคุณภาพชีวิต การเปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลินทรีย์ในทั้งสองกลุ่มพบว่ามีความหลากหลายของจุลินทรีย์เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยเชื้อแบคทีเรียที่โดดเด่นขึ้นมาได้ในสัปดาห์ที่ 12 เมื่อเทียบกับตอนตั้งต้นในกลุ่มที่บริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าคือ Bacteroides thetaiotaomicron และ Parasutterella excrementihominis สรุป: การบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตมีความปลอดภัย และให้ประโยชน์ด้านเมตาบอลิซึม โดยเฉพาะการลดระดับไขมันในเลือดและมวลไขมัน พร้อมทั้งมีแนวโน้มช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตดีขึ้น ผลการศึกษานี้สนับสนุนบทบาทของอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมตํ่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต",
        "contractNo": "68-023",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-23T14:11:32.000+07:00"
    },
    {
        "id": "04b7ad16-efba-4b98-92cb-38bf167bab82",
        "handle": "11228/6416",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6416",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินผลโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่เป็นปัญหาในพื้นที่ ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้วยกรอบแนวคิด RE-AIM",
        "authors": [
            "อรอนงค์ วลีขจรเลิศ",
            "Onanong Waleekhachonloet",
            "สมสินทร์ แสงสว่าง",
            "Somsin Saengsawang"
        ],
        "description": "การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่เป็นปัญหาในพื้นที่ (PPA) ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในช่วงปีงบประมาณ 2563–2566 และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods) ภายใต้กรอบแนวคิด RE-AIM ซึ่งประกอบด้วย Reach, Effectiveness, Adoption, Implementation และ Maintenance จากการพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพโครงการจำนวน 22 รายการ ผ่านกระบวนการ Delphi จากผู้เชี่ยวชาญ 22 คน และนำไปประเมินโครงการ PPA จำนวน 459 โครงการทั่วประเทศ ผลการศึกษาพบว่าโครงการส่วนใหญ่ดำเนินการในระดับจังหวัด และเน้นประเด็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งใช้งบประมาณสูงที่สุด คะแนนคุณภาพโครงการตามกรอบ RE-AIM แบบไม่ถ่วงน้ำหนักมีค่าเฉลี่ย 11.3 จาก 22 คะแนน (ระดับปานกลาง) โดยมีเพียงร้อยละ 9–10 ที่มีคุณภาพระดับดีอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถ่วงน้ำหนักตามงบประมาณ คะแนนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 12.0 คะแนน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตลอดช่วงเวลา (β = +0.19 คะแนน/ปี, p<0.05) เมื่อพิจารณาตามมิติ พบว่า Implementation มีคะแนนสูงที่สุด สะท้อนความสามารถในการดำเนินงานตามแผน ขณะที่ Reach และ Maintenance มีคะแนนต่ำอย่างต่อเนื่องในทุกเขตสุขภาพ แสดงถึงข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและความยั่งยืนของโครงการ ข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ว่าการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ส่งผลทั้งเชิงบวกและข้อจำกัด โดยช่วยเพิ่มความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ แต่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านศักยภาพและความต่อเนื่องของบุคลากร ปัจจัยเอื้อสำคัญ ได้แก่ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ โครงสร้างบริหารที่เข้มแข็ง และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณ ระยะเวลาดำเนินงานสั้น และระบบข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ โดยสรุป คุณภาพโครงการ PPA มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีจุดอ่อนสำคัญในมิติ Reach และ Maintenance ข้อเสนอเชิงนโยบายหลัก คือ ยกเลิกงบประมาณ PPA และบูรณาการเข้าสู่ระบบ PP Basic โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาชุดบริการมาตรฐาน และปรับระบบติดตามผลลัพธ์โดยไม่เพิ่มภาระงาน ทั้งนี้ควรดำเนินการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ยังคงงบประมาณ PPA ไว้ ควรปรับบทบาทเป็นกลไกยกระดับคุณภาพ โดยลดจำนวนโครงการ เพิ่มความเข้มข้นของงบประมาณ ใช้กรอบ RE-AIM ในการคัดเลือก และเสริมระบบสนับสนุนทางวิชาการและการติดตามผลลัพธ์ระยะยาว",
        "contractNo": "68-011",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-18T13:50:53.000+07:00"
    },
    {
        "id": "ca663815-431d-4ab6-b597-04f1a55e0b4a",
        "handle": "11228/6415",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6415",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมาตรฐานระบบข้อมูลสารสนเทศความปลอดภัยทางทะเลแบบบูรณาการ",
        "authors": [
            "ประสิทธิ์ วุฒิสุทธิเมธาวี",
            "Prasit Wuthisuthimethawee",
            "ประกิจ สาระเทพ",
            "Prakit Sarathep",
            "ปฏิพล หอมหวล",
            "Patipon Homhual",
            "ทัศนีย์ สุนทร",
            "Thassanee Soontorn",
            "ชนนท์ กองกมล",
            "Chanon Kongkamol",
            "ธรรมสินธ์ อิงวิยะ",
            "Thammasin ingviya",
            "อติชาต ขวัญเยื้อง",
            "Atichart Kwanyuang",
            "สิทธิโชค ไชยชูลี",
            "Sitthichok Chaichulee",
            "มรรษยุว์ อิงคภาสกร",
            "Massayu Engkapasakorn"
        ],
        "description": "ความสำคัญและที่มา ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวนานาประเทศทั่วโลก การพัฒนาการท่องเที่ยวปลอดภัยจะส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน จึงเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขทางทะเลซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว การพัฒนาศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศแบบบูรณาการที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเหตุ การตอบสนองฉุกเฉิน และการจัดการความเสี่ยงในพื้นที่ทางทะเล รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระบบข้อมูลสารสนเทศความปลอดภัยทางทะเลแบบบูรณาการ วิธีการดำเนินงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการออกแบบโครงสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศโดยผู้เชี่ยวชาญ เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์และเชิงปริมาณจากแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ผลการศึกษา ประชากรกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และจังหวัดภูเก็ต จำนวน 209 คน แบ่งเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยว 130 คน บุคลากร 47 คน และผู้บริหาร 32 คน โดยผลการประเมินพบว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง 89.6%, 94.3%, 92.6% ในกลุ่มผู้บริการ บุคลากรและประชาชน ตามลำดับ ไม่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 4.2%, 0%, 1.5% ในกลุ่มผู้บริหาร บุคลากร และประชาชน ตามลำดับ ผู้บริหารให้ข้อเสนอแนะด้านขั้นตอนการลงทะเบียนควรดำเนินการง่ายและสะดวกและการบริหารจัดการบุคลากรเสนอให้นำเสนอข้อมูลในเชิงสร้างสรรค์ และการอบรมบุคลากรในพื้นที่และประชาชนเสนอแนะด้านความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล สรุป มาตรฐานระบบข้อมูลสารสนเทศความปลอดภัยทางทะเลแบบบูรณาการ สามารถตอบสนองการใช้งานสำหรับผู้บริหาร บุคลากร และประชาชนหรือนักท่องเที่ยว โดยควรมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยด้านข้อมูล",
        "contractNo": "68-012",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-16T11:01:47.000+07:00"
    },
    {
        "id": "88ca1c3e-9196-4a16-9f0a-25f5276541ec",
        "handle": "11228/6414",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6414",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ความชอบและความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับเทคโนโลยีทางการแพทย์: กรณีศึกษายาสูดพ่นแบบผสม ICS/LAMA/LABA รุ่นใหม่ และการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม",
        "authors": [
            "ธนนรรจ์ รัตนโชติพานิช",
            "Thananan Rattanachotphanit",
            "อรอนงค์ วลีขจรเลิศ",
            "On-anong Waleekhachonloet",
            "ธันยพร เกื้อกูลศิริโรจน์",
            "Thanyaporn Kuagoolsirirot",
            "สุรชัย สิทธิบดินทร์",
            "Surachai Sittibodin"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยนี้ทำการศึกษาความชอบและความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อยาสูดพ่นแบบผสม ICS/LAMA/LABA รุ่นใหม่ และความชอบและความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม (mammography) ประเมินโดยใช้แบบสอบถาม discrete choice experiment (DCE) ที่พัฒนาขึ้น ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีสัมภาษณ์รายบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาสำหรับประเด็นยาสูดพ่นแบบผสม ICS/LAMA/LABA รุ่นใหม่ คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติได้รับยาสูดพ่นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือประกันสังคม กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาสำหรับประเด็นการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม คือ ผู้หญิงอายุ 40-70 ปี ไม่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือมีโรคที่รุนแรงของเต้านม และเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ทำการเก็บข้อมูลในพื้นที่ 4 ภูมิภาค (เหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และใต้) ทำการวิเคราะห์ DCE ภายใต้กรอบทฤษฎีความพึงพอใจแบบสุ่ม โดยใช้ Mixed logit model แบบสอบถาม DCE ที่นำมาใช้ประเมินความชอบและความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อยาสูดพ่นแบบผสม ICS/LAMA/LABA รุ่นใหม่ ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะ (attributes) ดังนี้ 1) โอกาสเกิดความผิดพลาดในการใช้ยา 2) จำนวนหลอดยาสูดพ่นที่ใช้ 3) ความถี่ในการใช้ยา 4) แรงที่ใช้ในการสูดยา และ 5) ค่ายาที่ต้องจ่ายเอง จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 543 คน พบว่า คุณลักษณะที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ค่ายาที่ต้องจ่ายเพิ่มเอง ความชอบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อจำนวนหลอดยาสูดพ่นสำหรับควบคุมอาการลดลงเหลือเพียงหนึ่งหลอด โอกาสในการใช้ยาไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดเล็กน้อย แรงในการสูดยาน้อย และความถี่ในการใช้ยาหนึ่งครั้งต่อวัน คุณลักษณะที่กลุ่มตัวอย่างให้มูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายสูงสุดคือ การลดจำนวนหลอดยาสูดพ่นจากสามหลอดเหลือหนึ่งหลอด (ความเต็มใจที่จะจ่าย 964.33 บาทต่อเดือน) จากการสอบถามความเต็มใจที่จะจ่ายค่ายาสูดพ่นแบบผสม ICS/LAMA/LABA ด้วยการสอบถามโดยตรง พบว่าสัดส่วนของผู้ยินดีที่จะจ่ายคิดเป็น ร้อยละ 83.5 โดยร้อยละ 71.0 มีความเต็มใจที่จะจ่ายในราคาไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน แต่หากเพิ่มเพดานจ่ายเป็น 400 บาท 800 บาท และ 1,600 บาทต่อเดือน สัดส่วนของผู้ยินดีที่จะจ่ายลดลงเหลือร้อยละ 54.0, 23.2 และ 6.2 ตามลำดับ สำหรับแบบสอบถาม DCE ที่นำมาใช้ประเมินความชอบและความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม ประกอบด้วย 4 คุณลักษณะ ดังนี้ 1) ระยะเวลารอนัดตรวจ 2) ระยะเวลาการเดินทาง 3) ช่วงเวลาที่ให้บริการ และ 4) ค่าตรวจแมมโมแกรม จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 558 ราย พบว่า คุณลักษณะที่มีความสำคัญต่อความชอบมากที่สุดคือ ค่าตรวจแมมโมแกรม คุณลักษณะที่กลุ่มตัวอย่างให้มูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายสูงสุดคือ ช่วงเวลาที่ให้บริการขยายจากเฉพาะในเวลาราชการเป็นเปิดบริการทั้งในและนอกเวลาราชการ และเสาร์อาทิตย์ (ความเต็มใจที่จะจ่าย 1,006.29 บาท) จากการสอบถามความเต็มใจที่จะจ่ายสำหรับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม ด้วยการสอบถามโดยตรง พบว่าร้อยละ 84.6 มีความเต็มใจที่จะจ่ายในราคาไม่เกิน 500 บาท แต่หากเพิ่มเพดานจ่ายเป็น 1,000, 2,000 และ 3,000 บาท สัดส่วนของผู้ยินดีที่จะจ่ายลดลงเหลือร้อยละ 79.5, 56.0 และ 24.6 ตามลำดับ และมีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 13.2 ที่ไม่ยินดีที่จะจ่ายและไม่ยินดีที่จะตรวจคัดกรอง โดยสรุป ค่าใช้จ่ายเป็นคุณลักษณะที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญมากที่สุด",
        "contractNo": "67-169",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-10T09:58:50.000+07:00"
    },
    {
        "id": "f5d0da1d-0e5d-4b05-9491-29db22194a60",
        "handle": "11228/6413",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6413",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "สถานการณ์และรูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยภายใต้การถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "ธีรชัย บุญยะลีพรรณ",
            "Teerachai Boonyaleepan",
            "สุธรรม นันทมงคลชัย",
            "Sutham Nanthamongkolchai",
            "กิติมา พัวพัฒนกุล",
            "Kitima Puapattanakul",
            "เปรมฤทัย เกตุเรน",
            "Premruthai Ketrain",
            "ไพลิน วิญญกูล",
            "Pailin Winyagoon",
            "เขมิกา ฉัตรก้องภพ",
            "Khemika Chatkongpob",
            "อลิสา ใหมพรหม",
            "Alyssa Maiphom",
            "เบญจพร กุศลปฏิการ",
            "Benjaporn Kusonpatikarn",
            "วัชราภรณ์ เถาว์แล",
            "Watcharaphon Taolai",
            "ธริชยา ยี่ภิญโญ",
            "Tarichaya Yeepinyo"
        ],
        "description": "การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย ได้แก่ พฤติกรรมการเลี้ยงดูและการใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual ; DSPM) ของผู้เลี้ยงดูหลัก และศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย 2) ศึกษารูปแบบการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายใต้การถ่ายโอนเข้าสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้เลี้ยงดูหลักเป็นพ่อหรือแม่หรือบุคคลในครอบครัวที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและเด็กปฐมวัย ที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนถึงอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน จำนวน 3,961 คน จาก 12 เขตสุขภาพ และเขตกรุงเทพมหานครของประเทศไทย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลครอบครัว ข้อมูลเด็ก พฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการตามคู่มือ DSPM และความพึงพอใจต่อคู่มือ DSPM ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็กปฐมวัยเบื้องต้น โดยใช้การทดสอบไคสแควร์ (Chi- square) ทดสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติก (Multiple Logistic Regression) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือปลัด หรือผู้อำนวยการกองสาธารณสุข/นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ (กรณีที่ยังไม่มีการถ่ายโอนของ รพ.สต. ไปยังองค์การปกครองส่วนจังหวัด) 2) สาธารณสุขอำเภอหรือผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพ 3) ผู้อำนวยการ รพ.สต. หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานพัฒนาการเด็กปฐมวัย 4) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 5) ครูผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 6) ครอบครัวเด็กปฐมวัย หรือผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัย จำนวน 53 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านระดับการศึกษาของพ่อแม่ ความเพียงพอของรายได้ครอบครัว สถานภาพความสัมพันธ์ของพ่อแม่ การได้รับนมแม่ในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน การเข้าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การเข้าถึงและพฤติกรรมการใช้คู่มือ DSPM ของผู้เลี้ยงดูหลัก มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ได้รับนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก การไม่ได้รับคู่มือ DSPM และไม่ได้นำคู่มือ DSPM มาใช้หรือใช้นานๆ ครั้ง เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการสงสัยล่าช้าของเด็กปฐมวัย ขณะที่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของ รพ.สต. ภายใต้การถ่ายโอนเข้าสู่ อปท. ยังขาดการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ปัญหาหลัก ได้แก่ บุคลากรไม่เพียงพอ งบประมาณไม่ชัดเจน ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และการให้ความสำคัญในกลุ่มเด็กปฐมวัยน้อยกว่ากลุ่มวัยอื่นๆ ข้อเสนอแนะ คือ การให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัย มุ่งเน้นการทำงานเชิงบูรณาการในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง",
        "contractNo": "67-128",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-09T10:06:27.000+07:00"
    },
    {
        "id": "2343739b-64a5-4d11-935b-117fc323d0d0",
        "handle": "11228/6412",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6412",
        "collection": "Policy Brief",
        "title": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา",
            "Tatchalerm Sudhipongpracha"
        ],
        "description": "ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการวิจัยเรื่อง การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อวิเคราะห์และถอดบทเรียนการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยมุ่งศึกษาว่าแนวคิดการสร้างและบริหารจัดการเครือข่าย (Network Building and Management) และการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovation) สามารถสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวในบริบทการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนเพียงใด จากการศึกษามีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1) กระทรวงสาธารณสุขควรปรับบทบาทจากผู้ควบคุมระบบสุขภาพไปสู่ผู้เสริมพลังและพี่เลี้ยงเชิงระบบ โดยสนับสนุนการจัดการความรู้จากงานวิจัย การพัฒนาศักยภาพด้านการเงินสุขภาพ และการออกแบบกลไกความร่วมมือเชิงวิชาการระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ถ่ายโอน 2) สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรปรับเปลี่ยนบทบาทจากการมุ่งถ่ายโอนภารกิจไปสู่การถ่ายโอนขีดความสามารถ (Capacity-oriented Decentralization) โดยใช้แนวคิดกระบะทรายเชิงนโยบาย (Policy Sandbox) และออกแบบหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจ และระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนที่แตกต่างกันตามสภาพบริบทของแต่ละพื้นที่ 3) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ควรพัฒนาบทบาทจากผู้รับโอนไปสู่ผู้นำระบบนิเวศสุขภาพเชิงพื้นที่ผ่านการบูรณาการการทำงานภายในองค์กรและภายนอกองค์กร การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ด้านข้อมูลและโทรเวชกรรม และการพัฒนาความรู้ด้านการเงินสุขภาพ 4) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเชื่อมโยงเครือข่ายท้องถิ่น มากกว่าการกำกับดูแลเชิงระเบียบกฎหมายเพียงอย่างเดียว 5) หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยควรปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตความรู้ไปสู่หุ้นส่วนการเปลี่ยนแปลง โดยทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Learning Facilitator) ในระบบนิเวศสุขภาพของพื้นที่",
        "contractNo": "68-128",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-04T14:25:28.000+07:00"
    },
    {
        "id": "49464437-4c0d-4ecc-ae74-0d9f41ae6717",
        "handle": "11228/6411",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6411",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การขับเคลื่อนการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การขยายผลแนวทางการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา",
            "Tatchalerm Sudhipongpracha",
            "อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี",
            "Achakorn Wongpreedee",
            "สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ",
            "Suwat Wiriyapongsukit",
            "นันทกา เทพาอมรเดช",
            "Nantaka Tepaamondej",
            "โสรยา วงศ์วิไล",
            "Soraya Wongwilai",
            "นิทิกร สอนชา",
            "Nithikorn Sorncha",
            "ภุชงค์ วงศ์หิรัญรัชต์",
            "Phuchong Wonghiranrat",
            "ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ",
            "Paitoon Ongate",
            "วิทิตา แจ้งเอี่ยม",
            "Withita Jangiam",
            "นารท เจนประวิทย์",
            "Nart Jenprawit",
            "พูลพฤกษ์ โสภารัตน์",
            "Poolpruek Soparat",
            "ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์",
            "Pattaranon Boonyaudomsart",
            "ลาลิน ประสงค์ศิลป์",
            "Lalin Prasongsilp",
            "ดวงพร ยอดจันทร์",
            "Duangporn Yodjan",
            "ศศิรินทร์ พันธุ์กิติยะ",
            "Sasirintra Phankitiya",
            "เสาวณีย์ อุ่ยตระกูล",
            "Saowanee Uitrakul",
            "สมบัติ ชูเถื่อน",
            "Sombat Chutuean",
            "ภัชร์จิรัสม์ ธัชเมฆรัตน์",
            "Pachjirat Thachmakerat",
            "สมเกียรติ ชูศรีทอง",
            "Somkiat Choosrithong",
            "ปัญจะ ยาแก้ว",
            "Panja Yakaew",
            "ซัมซูดิน รอเซะ",
            "Samsudin Roseh",
            "วิโรจน์ ย่องเหล่ายูง",
            "Wirot Yonglaoyoong",
            "สุริยะ ศิริวัฒน์",
            "Suriya Siriwat",
            "ราชรุจิ จินดาสวัสดิ์",
            "Ratruji Jindasawat",
            "ยุทธชัย แสวงสุทธิ์",
            "Yuthachay Sawangsuthi",
            "รอศักดิ์ อาดํา",
            "Rosak A-dam",
            "ฐิตารีย์ เชื้อพราหมณ์",
            "Titaree Chuephram",
            "บัณฑิต ตั้งเจริญดี",
            "Bundit Tungcharoendee",
            "สมหมาย ไกรสมเด็จ",
            "Sommai Kraisomdet",
            "อโนทัย ถวัลย์เสรีวัฒนา",
            "Anothai Tawansareewattana",
            "เพ็ญทิวา สารบุตร",
            "Pentiva Saraboot"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และถอดบทเรียนการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยมุ่งศึกษาว่าแนวคิดการสร้างและบริหารจัดการเครือข่าย (Network Building and Management) และการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovation) สามารถสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวในบริบทการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืนเพียงใด งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ควบคู่กับการประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation) ครอบคลุมพื้นที่ศึกษา 10 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร นราธิวาส ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา พิจิตร ขอนแก่น ยะลา สมุทรสาคร และศรีสะเกษ โดยอาศัยกลไก “นักวิจัยพี่เลี้ยง” ทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดี และ “นักวิจัยในพื้นที่” ที่ร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงบนฐานงานวิจัย การศึกษานี้ใช้การวิจัยแบบกึ่งการทดลอง (Quasi-experimental Research) โดยออกแบบการวิจัยเป็นการเปรียบเทียบหลายกลุ่มก่อน–หลังการแทรกแซง (Multiple-group Pre-test–Post-test Design) เพื่อประเมินผลการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ มุกดาหาร นราธิวาส ปทุมธานี ชลบุรี สงขลา พิจิตร ขอนแก่น ยะลา สมุทรสาคร และศรีสะเกษ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากระบบ Health Data Center (HDC) ก่อนและหลังการแทรกแซง ครอบคลุมตัวชี้วัดสุขภาพประชากร 21 ตัวชี้วัด ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 40 คน และการประชุมเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มตัวอย่าง 895 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบก่อน–หลัง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการบริหาร แต่เป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่การเติบโตของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการออกแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น โครงการเรือธงของ อบจ. ในพื้นที่ศึกษา มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับการเข้าถึงคุณภาพ และความต่อเนื่องของบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนากระดานข้อมูลสุขภาพประชากรเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบูรณาการเครือข่ายการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การพัฒนาระบบการดูแลต่อเนื่องและการดูแลแบบประคับประคอง และความพยายามในการขยายเครือข่ายทันตสาธารณสุขในระดับพื้นที่ในด้านประสิทธิผล ผลการวิจัยพบว่าการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิเชิงบูรณาการภายใต้ อบจ. ส่งผลให้ผลผลิตด้านบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยเฉพาะการคัดกรองและติดตามผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในเด็ก ในขณะที่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพประชากรมีแนวโน้มดีขึ้นในบางตัวชี้วัด แม้ยังไม่ปรากฏนัยสําคัญทางสถิติในภาพรวม ด้านประสิทธิภาพ พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตรวมและผลได้ต่อขนาด โดยปัจจัยสำคัญมาจากการยอมรับและประยุกต์ใช้งานวิจัย นวัตกรรม และข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าการเพิ่มทรัพยากรนําเข้าเพียงอย่างเดียว การวิเคราะห์ภายใต้กรอบ Six Building Blocks of a Health System ขององค์การอนามัยโลก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทุกมิติ โดยเฉพาะบทบาทใหม่ของโรงพยาบาลแม่ข่ายในฐานะศูนย์สนับสนุนทางวิชาการ และความสำคัญของภาวะผู้นําเชิงเครือข่ายแบบกระจายตัว ผลการศึกษาสรุปว่าการถ่ายโอน รพ.สต. เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ หากทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้างระบบนิเวศสุขภาพเชิงพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง",
        "contractNo": "68-128",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-03-04T10:31:59.000+07:00"
    }
]