[
    {
        "id": "ba202220-057d-44e9-9c87-1ac51fe87d6c",
        "handle": "11228/6304",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6304",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประยุกต์ใช้การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน ในการพัฒนารูปแบบติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ กรณีศึกษาโครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และโครงการเหมืองแร่หินปูนและหินดินดาน เพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี",
        "authors": [
            "เพ็ญ สุขมาก",
            "Phen Sukmak",
            "พงค์เทพ สุธีรวุฒิ",
            "Pongthep Sutheravut",
            "ซูวารี มอซู",
            "Syuwari Morsu",
            "สิริมา มงคลสัมฤทธิ์",
            "Sirima Mongkolsomlit",
            "นิตย์ตะยา ผาสุขพันธุ์",
            "Nittaya Pasukphun",
            "มนพร วงศ์สุนทรชัย",
            "Manaporn Wongsoonthornchai",
            "เอกราช สมบัติสวัสดิ์",
            "Ekarat Sombatsawat",
            "ชโลบล ตรีศักดิ์",
            "Chalobon Treesak",
            "ไพสิฐ พาณิชย์กุล",
            "Paisit Panitchkul",
            "นาตยา พรหมทอง",
            "Nattaya Promthong",
            "สุวิชา ทวีสุข",
            "Suwicha Thaweesook",
            "สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์",
            "Supaporn Damrongphan",
            "ทรงพล ตุละทา",
            "Songpon Tulata",
            "อิสรา มิตรช่วยรอด",
            "Aitsara Mitchuayrod",
            "ไบตุลมาลย์ อาแด",
            "Baitulman Ardae"
        ],
        "description": "การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการติดตามประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชนในการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ ที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ตามกรณีศึกษาที่เลือกสรร และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางดำเนินการในการพัฒนาระบบการสนับสนุนการดำเนินงานของชุมชนในการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ และการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบเพื่อคุ้มครองสิทธิในสุขภาพของประชาชน โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด CIPP ประกอบด้วย บริบท (Context) ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลที่ได้ (Product)) ร่วมกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) เป็นฐานในการพัฒนาแนวทาง และใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ขั้นตอนการวิจัยเอกสาร การพัฒนารูปแบบ (model development) การนำรูปแบบไปทดลองปฏิบัติ (Model implementation) การประเมินผล (Model evaluation) และยืนยันรูปแบบ (Approve model) เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ปฏิบัติการใน 2 พื้นที่ ได้แก่ โครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และโครงการเหมืองแร่หินปูนและหินดินดาน เพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทของทั้ง 2 พื้นที่ คือ รูปแบบที่ชุมชนดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภายนอก โดยมีแกนนำที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก และมีกลุ่มนักวิชาการ ภาคส่วนราชการ นักพัฒนา นักกฎหมาย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นหน่วยหนุนเสริมให้กระบวนการ ผลการติดตาม และรายงานมีความน่าเชื่อถือและถูกต้องตามหลักวิชาการ 2) ขั้นตอนสำคัญในการติดตามเฝ้าระวังในชุมชนประกอบด้วย การจัดตั้งคณะทำงานชุมชนและสร้างความเข้าใจร่วมกัน การกำหนดประเด็นการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบ การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ผลกระทบ การสื่อสารผลลัพธ์สู่สาธารณะ และการใช้ผลการติดตามเฝ้าระวังในการผลักดันข้อเสนอนโยบายในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 พื้นที่มีปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการติดตามเฝ้าระวังแตกต่างกัน คือ พื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ชุมชนเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุด เนื่องจากชุมชนมีความเข้มแข็ง การรวมกลุ่มมีความหลากหลายและเป็นกลุ่มใหญ่ที่ขับเคลื่อนมาอย่างยาวนาน ทำให้มีศักยภาพทั้งด้านความรู้และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ในขณะที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ จะมีบทบาทหลักในการติดตามเฝ้าระวังในช่วงแรก และจะหนุนเสริมให้ชุมชนมีศักยภาพเพื่อมาดำเนินการหลักได้ในอนาคต ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับกลไกการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ การคุ้มครอง การเยียวยาความเสียหายและผลกระทบอันเนื่องมาจากการดำเนินโครงการที่รัฐอนุญาตแต่ละประเภท ประกอบด้วย 1. ปัญหาในมิติทางกฎหมายเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบและระบบการติดตามประเมิน 2. ปัญหากลไกของฝ่ายปกครองในการป้องกัน ติดตาม เฝ้าระวัง และระบบการแจ้งเตือน 3. ปัญหากลไกในระดับพื้นที่ในการดำเนินการแก้ไขผลกระทบจากการดำเนินนโยบายและโครงการ 4. ข้อจำกัดในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมิน เฝ้าระวัง และ 5. กลไกในการสื่อสารสาธารณะระบบและกลไกสนับสนุนการติดตามเฝ้าระวังประกอบด้วย 1.ระบบสนับสนุนด้านการพัฒนาศักยภาพโดยกลไกเครือข่ายวิชาการ HIA (Health Impact Assessment) หรือผู้เชี่ยวชาญการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในพื้นที่ 2. ด้านระบบข้อมูล รายงานที่เกี่ยวข้องและจำเป็นในการติดตามเฝ้าระวังโดยชุมชน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชนเจ้าของโครงการ หรือบริษัทที่ปรึกษาที่ทำหน้าที่จัดทำรายงานติดตามเฝ้าระวังผลกระทบของโครงการสนับสนุนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคณะทำงานติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบของชุมชน 3. ด้านทรัพยากรและการประสานงาน องค์กรปกครองท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณเพื่อการติดตามเฝ้าระวัง ผ่านกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กองทุนตำบล) หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัด ส่วนราชการ ช่วยในการประสานงานกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ 4. ระบบการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ กลไกการสื่อสารในพื้นที่ เช่น นักข่าวพลเมือง นักสื่อสารประชาสัมพันธ์ขององค์กรปกครองท้องถิ่นมีบทบาทในการสื่อสาร สร้างการรับรู้ ในกระบวนการติดตามเฝ้าระวังโดยชุมชน ทั้งการสื่อสารเพื่อแจ้งเตือนเบื้องต้น (Warning ) และการสื่อสารเพื่อกำหนดมาตรการแนวทางการแก้ไข ป้องกัน รวมทั้งสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กลไกสนับสนุนประกอบด้วย 1. กลไกวิชาการ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาที่มีความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญในการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ช่วยในการออกแบบการดำเนินงาน พัฒนาศักยภาพแกนนำ ร่วมพัฒนาเครื่องมือสำหรับคณะทำงานติดตามเฝ้าระวังโดยชุมชน 2. กลไกชุมชน คือแกนนำชุมชนที่มีคุณลักษณะเป็น active citizen มีความสนใจและดำเนินกิจกรรมในชุมชนด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 3. กลไกกองทุนตำบลขององค์กรปกครองท้องถิ่น กลไกคณะกรรมการบริหารจังหวัด (กบจ.) ที่มีส่วนในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 4. กลไกภาครัฐ เช่น ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายใต้การควบคุมกำกับของนายอำเภอมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารผลการติดตามเฝ้าระวังโดยชุมชน สร้างการรับรู้ และการป้องกันผลกระทบเบื้องต้น การพัฒนารูปแบบการติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน สามารถเสริมพลังให้ชุมชนมีบทบาทในการกำหนดอนาคตของตนเอง ลดข้อขัดแย้ง และสร้างความยั่งยืนให้กับการพัฒนาในพื้นที่ได้ ทั้งนี้การดำเนินการต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และการพัฒนาศักยภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้เกิดการบูรณาการ การติดตามเฝ้าระวังโดยชุมชนกับกระบวนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) อย่างเป็นระบบ พัฒนาระเบียบหรือกฎหมายรองรับการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน และจัดให้มีงบประมาณสนับสนุนกลไกการเฝ้าระวังโดยชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนในระดับท้องถิ่นให้เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ เพื่อยกระดับระบบการติดตามประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน",
        "contractNo": "67-146",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-29T15:30:34.000+07:00"
    },
    {
        "id": "f4253a04-dae2-4b4d-ab35-b74b83d26941",
        "handle": "11228/6303",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6303",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาระบบฐานข้อมูลการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับการแข่งขันกีฬาที่มีภาวะมวลชนในประเทศไทย",
        "authors": [
            "พัฒนาวิไล นาหมื่นหงษ์",
            "Phatthanawilai Namuenhong",
            "จิราลักษณ์ นนทารักษ์",
            "Jiraluck Nontarak",
            "วรสิทธิ์ ศรศรีวิชัย",
            "Vorasit Sornsrivichai",
            "สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุล",
            "Suradech Doungthipsirikul",
            "ธีระ ศิริสมุด",
            "Teera Sirisamutr"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินระบบจัดเก็บข้อมูลการแพทย์ฉุกเฉิน สำหรับการแข่งขันกีฬาที่เหมาะสมกับการวางแผนด้านการแพทย์ฉุกเฉิน 2) เพื่อปรับปรุงแอปพลิเคชัน และระบบฐานข้อมูลให้ง่ายต่อ การใช้งาน 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของการใช้งานแอปพลิเคชันที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลจากผู้ใช้งาน 4) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการกำกับติดตาม/เฝ้าระวังในงานแข่งขัน และ 5) เพื่อสังเคราะห์เชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลในการแข่งขันกีฬาที่มีภาวะมวลชนในประเทศไทย โดยใช้วิธีการศึกษาแบบผสมที่ใช้ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้จัดการแข่งขันและทีมแพทย์ เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและประเมินการใช้งานระบบจริงจากการทดลองนำร่องในการแข่งขันวิ่งมาราธอน นำไปสู่การปรับปรุงแอปพลิเคชัน และระบบฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์การแพทย์ฉุกเฉินในงานแข่งขันที่มีประโยชน์ต่อการกำกับติดตามและเฝ้าระวัง ผลการศึกษาพบว่า แอปพลิเคชันสามารถบันทึกข้อมูลด้านการแพทย์ได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงประเด็นที่สะท้อนถึงการเตรียมงานที่ครอบคลุม และการจัดการด้านการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการคัดกรองสุขภาพนักวิ่งในขั้นตอนการลงทะเบียน ประเมินความเสี่ยง การประเมินทรัพยากรก่อนการจัดงาน การเตรียมความพร้อมทั้งทางการแพทย์ การใช้เทคโนโลยี และการป้องกันการบาดเจ็บในการแข่งขันมาราธอน สามารถช่วยให้การจัดการงานแข่งขันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผน และการเตรียมการที่ดีทั้งก่อนและระหว่างการแข่งขัน อย่างไรก็ตามการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการติดตามและประเมินผลการจัดการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงการจัดงานในอนาคต โดยเฉพาะในด้านการป้องกันการบาดเจ็บและเจ็บป่วย วางแผนการปฐมพยาบาล ไปจนถึงการแพทย์ฉุกเฉิน รวมไปถึงการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานะสุขภาพของนักวิ่งในการแข่งขันที่แตกต่างกัน (อายุ เพศ สถานะสุขภาพ) จะช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมของนักวิ่งในระดับที่เหมาะสม ในการศึกษาต่อไปควรขยายผลการพัฒนาแอปพลิเคชัน และระบบฐานข้อมูลทางการแพทย์ฉุกเฉินให้รองรับการแข่งขันกีฬาอื่นที่มีลักษณะภาวะมวลชน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมกีฬาในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ",
        "contractNo": "67-026",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-08-29T13:49:41.000+07:00"
    },
    {
        "id": "15f50bea-2b7e-4645-822d-775e9c9343d5",
        "handle": "11228/6302",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6302",
        "collection": "Photo",
        "title": "ตกขาวรักษาอย่างไร",
        "authors": [
            "สรวง รุ่งประกายพรรณ",
            "Suang Rungpragayphan",
            "ปิยะนุช เอื้อปัญจะสินธุ์",
            "Piyanut Ueapanjasin"
        ],
        "description": "Infographic ส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล สำหรับเภสัชกรร้านยา ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อดิจิทัลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล",
        "contractNo": "67-035",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-29T11:28:56.000+07:00"
    },
    {
        "id": "8c8d9fd0-028f-4c37-a56f-0c2eb72fb7bf",
        "handle": "11228/6301",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6301",
        "collection": "Photo",
        "title": "การเลือกยา NSAIDs ในผู้สูงอายุ",
        "authors": [
            "สรวง รุ่งประกายพรรณ",
            "Suang Rungpragayphan",
            "ปิยะนุช เอื้อปัญจะสินธุ์",
            "Piyanut Ueapanjasin"
        ],
        "description": "Infographic ส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล สำหรับเภสัชกรร้านยา ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อดิจิทัลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล",
        "contractNo": "67-035",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-29T11:23:33.000+07:00"
    },
    {
        "id": "18e4c558-0149-4abf-a6ff-273ed1022e18",
        "handle": "11228/6300",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6300",
        "collection": "Photo",
        "title": "ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด",
        "authors": [
            "สรวง รุ่งประกายพรรณ",
            "Suang Rungpragayphan",
            "ปิยะนุช เอื้อปัญจะสินธุ์",
            "Piyanut Ueapanjasin"
        ],
        "description": "Infographic ส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล สำหรับเภสัชกรร้านยา ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อดิจิทัลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล",
        "contractNo": "67-035",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-29T10:07:38.000+07:00"
    },
    {
        "id": "fca0a2e7-9161-43bb-a131-c0d83863c7f1",
        "handle": "11228/6299",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6299",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ยุทธศาสตร์เพื่อการรองรับโรคความเสื่อมของระบบประสาท ระยะที่ 4 : สู่ระบบการดูแลผู้ป่วยโดยอาศัยตัวชี้วัดชีวภาพ",
        "authors": [
            "ภูษณุ ธนาพรสังสุทธิ์",
            "Poosanu Thanapornsangsuth"
        ],
        "description": "วัตถุประสงค์ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความชุกของโรคในกลุ่มความเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegenerative Diseases: NDDs) เพิ่มขึ้นอย่างมาก นำมาสู่ภาระทางเศรษฐกิจสังคมอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง การรับมือจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการหลายด้าน ทั้งการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง การวางระบบดูแลผู้ป่วย และการส่งเสริมงานวิจัยเพื่อบรรเทาผลกระทบ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้ตัวชี้วัดชีวภาพ (biomarkers) เพื่อวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะก่อนมีอาการ ทำให้สามารถดำเนินมาตรการป้องกันแบบแม่นยำเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะด้วยยาที่มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการดำเนินโรค (disease modifying therapies, DMTs) ซึ่งเริ่มมีใช้แล้วในบางโรค หรือเน้นย้ำกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างศักยภาพในการตรวจ biomarker ในคนไข้ไทย เตรียมตัวสำหรับการดูแลผู้ป่วย NDDs ด้วย biomarkers อย่างเต็มรูปแบบ วัสดุและวิธีการ โครงการศูนย์เฝ้าระวังพยาธิวิทยาโรคพริออนแห่งชาติ (NPDPSC) ผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยโรคพริออนได้รับการประเมินแบบสอบถามและเก็บน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจตัวชี้วัดชีวภาพโรคพริออนต่าง ๆ รวมถึงการอ่านแปลผลเอ็มอาร์ไอจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โครงการที่พัฒนาการตรวจหา ⍺-synuclein ด้วยวิธี RT-QuIC ได้มีการทดลองตรวจ ⍺-synuclein RT-QuIC สามแบบจากตัวอย่างน้ำไขสันหลังผู้ป่วยที่มีอาการพาร์กินสัน ในโครงการศึกษาการเกิดและดำเนินของโรคทางปริชานปัญญา (NCT06375213) อาสาสมัครถูกรวบรวมมาจากผู้ที่สนใจผ่านการประชาสัมพันธ์และติดต่อเข้ามา หรือผู้ป่วยที่มาใช้บริการคลินิกความจำที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาสาสมัครแต่ละคนจะได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจวัดตัวชี้วัดชีวภาพ ได้แก่ phosphorylated tau217 (p-tau217) และตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการตรวจแบบทดสอบทางปริชานปัญญาและแยกอาสาสมัครเป็นระยะต่าง ๆ ตามความรุนแรงของอาการ อาสาสมัครบางส่วนจะได้รับการตรวจเพทแสกน (positron emission tomography, PET) หลังจากนั้น อาสาสมัครจะได้รับการนัดติดตามทุกหนึ่งปี (กลุ่มที่ตรวจพบความผิดปกติทางปริชานปัญญา) หรือสองปี (กลุ่มที่ปกติ) สำหรับการวิเคราะห์ผลในปีที่ 4 นี้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ผลในอาสาสมัครที่มีความผิดปริชานปัญญาบกพร่องเล็กน้อย (mild cognitive impairment, MCI) และสมองเสื่อมระยะต้น (mild dementia) ที่มีผลการติดตามอย่างน้อยสองปี การศึกษานี้จะใช้ค่าตัวชี้วัดชีวภาพตั้งต้นเป็นตัวทำนายแยกอาสาสมัครเกิดความเสื่อมถอยของปริชานปัญญาเมื่อติดตามไปสองปี โดยใช้สถิติ receiver operating characteristics (ROC) นอกจากนี้ อาสาสมัครจะถูกแยกเป็นสองกลุ่มตามค่าตัวชี้วัดชีวภาพแต่ละตัวที่ศึกษา (Q1-Q3 vs Q4) และผู้วิจัยจะอาศัย linear mixed effect model ปรับตามอายุ เพศและระดับการศึกษา เพื่อคำนวณอัตราการเสื่อมถอยของคะแนนแบบทดสอบทางปริชานปัญญาเฉลี่ยในอาสาสมัครแต่ละกลุ่ม ในโครงการศึกษาค่าอ้างอิงของระดับ neurofilament light chain (NFL) ในเลือดคนไทย ตัวอย่างเลือดจากอาสาสมัครสุขภาพดีในช่วงอายุต่าง ๆ ถูกนำมาวัดค่า NFL เพื่อหาค่าอ้างอิงโดยอาศัยค่าเปอร์เซนไทล์ที่ 95 ในแต่ละกลุ่มอายุ ผลการศึกษา โครงการศูนย์เฝ้าระวังโรคพริออนฯ มีผู้ป่วยที่เข้าร่วมแล้ว 65 คน จากทั่วทุกภูมิภาค ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคพริออนทั้งหมด 37 คน (มี RT-QuIC ได้ผลบวก 33 คน) ทุกคนไม่มีลักษณะของโรคพริออนที่เกิดจากการติดเชื้อ โครงการ ⍺-synuclein ใช้โปรตีนที่สังเคราะห์เองตรวจได้สอดคล้องกับโปรตีนสำเร็จรูปที่มีมาตรฐานมากกว่า 80% โครงการศึกษาการเกิดและดำเนินของโรคทางปริชานปัญญามีอาสาสมัครเข้าร่วมแล้ว 391 คน โดยเป็นอาสาสมัครกลุ่มปริชานปัญญาปกติ 235 คน กลุ่ม MCI 131 คน และกลุ่มสมองเสื่อม 25 คน จากอาสาสมัครทั้งหมด มีคนที่มีการติดตามแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง จำนวน 116 คน การวิเคราะห์ผลจากอาสาสมัคร MCI และ mild dementia ที่มีการติดตามเกินสองปีทั้งหมด 47 คน พบว่ามีอาสาสมัครที่มีคะแนน Montreal Cognitive Assessment (MoCA) ลดลงมากกว่า 3 คะแนนต่อปี 8 คน (18.18%) และมีคะแนน Clinical Dementia Rating Scale – Sum of Boxes (CDR-SOB) เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 คะแนนต่อปี 15 คน (31.91%) และกลุ่มที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งรวม 19 คน (40.43%) ตัวชี้วัดชีวภาพที่ทำนายการเปลี่ยนแปลงของ MoCA ได้ดีที่สุดคือ tau-PET (AUC = 0.91; 95%CI: 0.83–1.0) รองลงมาคือระดับ p-tau217 ในพลาสมา (AUC = 0.84;95%CI: 0.72–0.96) ตัวชี้วัดชีวภาพที่ทำนายการเปลี่ยนแปลงของ CDR-SOB ได้ดีที่สุดคือ tau-PET (AUC =0.86, 95%CI: 0.73–0.98) รองลงมาคือระดับ p-tau217 ในพลาสมา (AUC = 0.79, 95%CI: 0.66–0.93) ตัวชี้วัดชีวภาพที่ทำนายการเปลี่ยนแปลงของ MoCA หรือ CDR-SOB ได้ดีที่สุดคือ tau-PET (0.94; 95%CI: 0.86–1.0) รองลงมาคือระดับ p-tau217 ในพลาสมา (AUC = 0.83, 95%CI: 0.71–0.95) การวิเคราะห์โดยใช้ linear mixed-effects model พบว่า ภายในเวลา 3 ปี ผู้ป่วยในกลุ่มที่มี p-tau217MSD มากกว่า 15.9 mg/mL (Q4) จะมีคะแนน MoCA ลดลงเฉลี่ย 6.98 และคะแนน CDR-SOB เพิ่มขึ้น 4.25 เทียบกับคนที่ได้ค่าต่ำกว่า 15.9 mg/mL (Q1–Q3) ที่จะมีคะแนน MoCA ลดลงเฉลี่ย 1.92 และคะแนน CDR-SOB เพิ่มขึ้นเพียง 0.88 ในโครงการศึกษาค่าอ้างอิงของระดับ NFL ในเลือดคนไทย รวบรวมอาสาสมัครได้ 543 คน มีอายุตั้งแต่ 19-89 ปี เมื่อแบ่งอาสาสมัครตามกลุ่มอายุพบว่าค่า NFL ในกลุ่มอายุ 19-30 ปี ไม่แตกต่างจากกลุ่มอายุ 31-40 ปี กลุ่มอายุ 31-40 ปี ไม่แตกต่างจากกลุ่มอายุ 41-50 ปี และกลุ่มอายุ 71-80 ปี ไม่แตกต่างจากกลุ่มอายุ 81-89 ปี อย่างมีนัยสำคัญ ค่าอ้างอิงของระดับ NFL ในคนไทยอายุ 19-50 ปี, 51-60 ปี, 61-70 ปี และ 71-90 ปี ได้แก่ 11.6, 16.1, 22.0 และ 37.0 pg/mL ตามลำดับ และโครงการประเมินการป้องกันและดูแลภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยตัวชี้วัดชีวภาพ ผู้วิจัยได้เตรียมการเพื่อรับตัวอย่างส่งตรวจจากทั่วประเทศ คาดว่าจะพร้อมเริ่มเก็บข้อมูลได้ในปีที่ 5 ตามกำหนด สรุป จากการศึกษาในปีที่ 4 โครงการศูนย์เฝ้าระวังโรคพริออนฯ ยังไม่พบโรคพริออนที่น่าสังสัยว่าเกิดจากการระบาด โครงการศึกษาการเกิดและดำเนินของโรคทางปริชานปัญญาสามารถรวบรวมอาสาสมัครได้ตามเกณฑ์ ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่มี MCI และสมองเสื่อมระยะต้น ตัวชี้วัดชีวภาพที่ทำนายการเสื่อมถอยทางปริชานปัญญาได้ดีที่สุดคือ tau-PET อย่างไรก็ดีการตรวจตัวชี้วัดชีวภาพ p-tau217 ในเลือดสามารถทำนายได้ดีเป็นอันดับที่สอง โดยมีความแม่นยำใกล้เคียง tau-PET ทำให้มีศักยภาพในการนำไปใช้คัดกรองผู้ป่วยที่จะเกิดการเสื่อมถอยทางปริชานปัญญาได้ ค่าอ้างอิงของระดับ NFL ในเลือดของคนไทยใกล้เคียงกับของต่างประเทศ",
        "contractNo": "67-154",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-27T11:11:50.000+07:00"
    },
    {
        "id": "f358317a-aea0-41f1-a3d6-25d163a23026",
        "handle": "11228/6298",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6298",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิเคราะห์แนวทางการป้องกันปัญหาผู้รับเหมาก่อสร้างทิ้งงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: กรณีศึกษาการรับเหมาก่อสร้างโรงพยาบาล สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข",
        "authors": [
            "นิรมัย พิศแข มั่นจิตร",
            "Niramai Phitkhae Manjit",
            "ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา",
            "Tatchalerm Sudhipongpracha",
            "สุรศักดิ์ บุญเรือง",
            "Surasak Boonrueang",
            "โกเมนทร์ ทิวทอง",
            "Komain Tewtong",
            "สุรศักดิ์ บุญญานุกูลกิจ",
            "Surasak Boonyanukoolkit",
            "จุมพล แดงสกุล",
            "Jumpol Daengsakul",
            "ทองดี มุ่งดี",
            "Tongdee Mungdee",
            "ดารณี นนทสวัสดิ์ศรี",
            "Daranee Nonthasawadsri",
            "พิมพ์วิไล เก่งงาน",
            "Pimwilai Keng-ngarn",
            "สุพิชชา ตุ้มสวัสดิ์",
            "Supitcha Tumsawad"
        ],
        "description": "การศึกษาวิจัย เรื่อง “การวิเคราะห์แนวทางการป้องกันปัญหาผู้รับเหมาก่อสร้างทิ้งงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: กรณีศึกษาการรับเหมาก่อสร้างโรงพยาบาล สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข” มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาเหตุและปัญหาที่แท้จริงในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติที่นำไปสู่ปัญหาความล่าช้าและการทิ้งงานก่อสร้างของผู้รับเหมาก่อสร้างโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นขั้นตอน “ก่อน” การลงนามในสัญญาเป็นสำคัญ การศึกษาวิจัยใช้รูปแบบการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์และข้อมูลเชิงคุณภาพจากข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ อาทิ การสัมภาษณ์เชิงลึก หรือสนทนากลุ่มย่อย การค้นคว้าและรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งกฎหมายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายกลุ่มสหภาพยุโรป และกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ ตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการของรัฐและองค์กรตุลาการซึ่งมีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พบว่า บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักเกณฑ์ที่ไม่ครอบคลุมปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายใต้นิติสัมพันธ์ของการจ้างก่อสร้างซึ่งเป็น “สัญญาจ้างทำของ”แม้จะมีการตราพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และกฎหมายลำดับรองต่าง ๆ แต่หลักเกณฑ์และรายละเอียดทางกฎหมายมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ในขณะที่เป้าหมายเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลกล่าวไว้เป็นหลักการ ตลอดจนปัญหาเชิงบริหารจัดการที่เกิดในทางปฏิบัติจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จึงนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาด้านกลไกและมาตรการทางกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการจัดซื้อจัดจ้าง งานก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล",
        "contractNo": "68-035",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-08-26T11:15:05.000+07:00"
    },
    {
        "id": "6fffaf6c-4c6c-44d7-81bb-03a18595a3c0",
        "handle": "11228/6297",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6297",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "รูปแบบการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิได้ดีขึ้น",
        "authors": [
            "ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา",
            "Tatchalerm Sudhipongpracha",
            "สุพัตรา ศรีวณิชชากร",
            "Supatra Srivanichakorn",
            "สายฝน สุเอียนทรเมธี",
            "Saifon Suindramedhi",
            "อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี",
            "Achakorn Wongpreedee",
            "นิรมัย พิศแข มั่นจิตร",
            "Niramai Phitkhae Manjit",
            "โกเมนทร์ ทิวทอง",
            "Komain Tewtong",
            "ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ",
            "Paitoon Ongate",
            "ทนง คําศรี",
            "Tanong Kamsri",
            "นพรัตน์ วัชรขจรกุล",
            "Nopparat Wacharakajornkula",
            "อนุวัตร แก้วเชียงหวาง",
            "Anuwat Kaewchiangwang",
            "เกศยา ทรัพย์สมพล",
            "Kaetsaya Subsompon",
            "พูลพฤกษ์ โสภารัตน์",
            "Poolpruek Soparat",
            "พงษ์ศักดิ์ ราชสมณะ",
            "Pongsak Ratsamana",
            "มูหาหมัดอาลี กระโด",
            "Muhamadalee Krado",
            "วาลิกา รัตนจันทร์",
            "Valika Rattanachun",
            "ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์",
            "Pattaranon Boonyaudomsart",
            "ลาลิน ประสงค์ศิลป์",
            "Lalin Prasongsilp",
            "ปิยวรรณ คําศรีพล",
            "Piyawan Khamsripon",
            "เสาวณีย์ อุ่ยตระกูล",
            "Saowanee Uitrakul",
            "สมบัติ ชูเถื่อน",
            "Sombat Chutuean",
            "ภัชร์จิรัสม์ ธัชเมฆรัตน์",
            "Pachjirat Thachmakerat",
            "ยุทธชัย แสวงสุทธิ์",
            "Yuthachay Sawangsuthi",
            "สมหมาย ไกรสมเด็จ",
            "Sommai Kraisomdet",
            "ลัดดาวรรณ น้อยอรุณ",
            "Laddawan Noiarun"
        ],
        "description": "การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) และแนวคิดการสร้างและบริหารจัดการเครือข่าย (Network Building and Management) ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ได้รับการถ่ายโอนให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และศึกษาการอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิโดยเครือข่ายหน่วยบริการในระบบสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดและการบูรณาการยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขระหว่าง อบจ. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) คณะวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลองใน 11 จังหวัด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มจังหวัดที่ศึกษาวิจัยและขับเคลื่อนการบูรณาการความร่วมมือทั้งพื้นที่จังหวัด กลุ่มจังหวัดที่ศึกษาวิจัยและขับเคลื่อนการบูรณาการความร่วมมือในอำเภอที่ รพ.สต. ทุกแห่งได้รับการถ่ายโอนให้แก่ อบจ. กลุ่มจังหวัดที่ศึกษาวิจัยและขับเคลื่อนการบูรณาการความร่วมมือในอำเภอที่ รพ.สต. บางแห่งได้รับการถ่ายโอนให้แก่ อบจ. และจังหวัดที่ อบจ. ตั้งหน่วยบริการประจำและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (Contracting Units for Primary Care: CUPs) ของ อบจ. การเก็บรวบรวมข้อมูลผสมผสานข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ คณะวิจัยใช้แบบสอบถาม 2 ชุดซึ่งได้รับการปรับปรุงจาก Primary Care Assessment Tool (PCAT) ของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในการสํารวจความคิดเห็นบุคลากรในระบบสุขภาพปฐมภูมิในแต่ละจังหวัดและตัวแทนประชาชนผู้รับบริการ “ก่อน” และ “หลัง” การศึกษาวิจัย ทั้งนี้ บุคลากร จำนวน 934 คน ตอบแบบสอบถามก่อนการศึกษาวิจัย และ 930 คน ตอบแบบสอบถามหลังการศึกษาวิจัย ประชาชน จำนวน 1,757 คน ตอบแบบสอบถามก่อนการศึกษาวิจัย และ 1,682 คน ตอบแบบสอบถามหลังการศึกษาวิจัย นอกจากนี้ข้อมูลทุติยภูมิผลงาน 11 ตัวชี้วัดได้รับการสกัดจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อประเมินผลก่อน-หลังการศึกษาวิจัย รวมทั้งตัวแทนบุคลากรในแต่ละจังหวัดได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน พ.ศ. 2567 มากกว่า 1 ครั้ง เพื่อออกแบบกิจกรรมการบูรณาการความร่วมมือและประเมินผลเพื่อถอดบทเรียน การศึกษานี้พบว่า องค์ประกอบ (Factor) หรือกลุ่มตัวแปรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกพื้นที่ภายหลังการศึกษาวิจัย ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ระบบสุขภาพปฐมภูมิเป็นบริการเบื้องต้นที่ประชาชนใช้บริการโดยไม่ต้องเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลก่อน และองค์ประกอบที่ 3 การประสานบริการระหว่าง รพ.สต. ถ่ายโอนกับโรงพยาบาล โดยเฉพาะระบบรับ-ส่งต่อผู้ป่วย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแบบเครือข่าย (Network Governance) และหลักเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อการบูรณาการความร่วมมือในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นการขับเคลื่อนภารกิจบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้สังกัด อบจ. ทั้งจังหวัด (ระยองและปราจีนบุรี) และพื้นที่เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (CUP) ที่ รพ.สต. บางแห่งถ่ายโอนไปยัง อบจ. หรือพื้นที่ CUP อกแตก (สุโขทัย น่าน กําแพงเพชร เพชรบูรณ์) คณะวิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่ หน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางควรพิจารณาลดการสื่อสารต่อสื่อสาธารณะที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับพื้นที่หรือการตีความนโยบายการกระจายอำนาจที่สับสนและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเน้นการขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายและนโยบายให้มีผลในทางปฏิบัติ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขควรเร่งรัดพัฒนาศักยภาพบุคลากรในราชการบริหารส่วนภูมิภาคให้มีภาวะผู้นําเชิงบูรณาการและเครือข่าย (Collaborative Leadership) และสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ",
        "contractNo": "67-086",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-08-21T15:52:27.000+07:00"
    },
    {
        "id": "85a1c478-be9e-4880-bf2e-392afd2e9a9c",
        "handle": "11228/6296",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6296",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาสื่อดิจิทัลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล",
        "authors": [
            "สรวง รุ่งประกายพรรณ",
            "Suang Rungpragayphan",
            "ปิยะนุช เอื้อปัญจะสินธุ์",
            "Piyanut Ueapanjasin"
        ],
        "description": "ปัญหาการใช้ยาไม่สมเหตุผลยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย แม้จะมีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผลต่าง ๆ ออกมา หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาหรือการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยาสมเหตุผลคือ การสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการใช้ยาสมเหตุผล และความรู้ในการใช้ยาที่ถูกต้อง ทั้งต่อบุคลากรการแพทย์และประชาชนทั่วไป โครงการนี้เป็นโครงการพัฒนาสื่อรูปแบบดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผลใน 3 รูปแบบได้แก่ อินโฟกราฟิก โมชันอินโฟกราฟิก และวิดีโอสั้น เพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเภสัชกร และประชาชนทั่วไป นักวิจัยได้กำหนดหัวข้อสื่อโดยทำการทบทวนวรรณกรรม เพื่อคัดเลือกหัวข้อสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นทำการจัดเตรียมเนื้อหา พัฒนาสื่อทั้งสามรูปแบบ เมื่อสร้างสื่อร่างแรกแล้วเสร็จ ได้ส่งสื่อทั้งหมดให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาสมเหตุผล จำนวน 3 ท่าน ช่วยพิจารณาให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง จากนั้นทำการปรับปรุงสื่อตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิจนได้สื่อฉบับสมบูรณ์ แบ่งตามประเภท ดังนี้ สื่ออินโฟกราฟิก จำนวน 24 ชิ้น สื่อโมชันอินโฟกราฟิก จำนวน 5 ชิ้น สื่อวิดีโอสั้น จำนวน 5 ชิ้น ทำการเผยแพร่สื่อและให้กลุ่มเป้าหมายประเมินประโยชน์และความน่าสนใจของสื่อพบว่ากลุ่มเป้าหมาย ร้อยละ100 เห็นว่าสื่อที่พัฒนาขึ้นมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย และสื่อมีความน่าสนใจอยู่ในระดับมากขึ้นไป (มากกว่า 4 จาก 5 คะแนน) สื่อที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปเผยแพร่ให้ความรู้ ส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล และสามารถนำไปเป็นสื่อเพื่อทำวิจัยเรื่องผลของสื่อต่อการใช้ยาสมเหตุผลต่อไป",
        "contractNo": "67-035",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-21T15:08:16.000+07:00"
    },
    {
        "id": "c6c5ebec-9d94-4355-9302-6137bbf2b9cc",
        "handle": "11228/6295",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6295",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในด้านการบริหารจัดการและนัยยะจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย",
        "authors": [
            "ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร",
            "Nuttanan Wichitaksorn",
            "วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์",
            "Worawan Chandoevwit",
            "นครินทร์ อมเรศ",
            "Nakarin Amarase",
            "จิราภรณ์ แผลงประพันธ์",
            "Jiraporn Plangpraphan",
            "ธิปไตร แสละวงศ์",
            "Tippatrai Saelawong",
            "ยศ วัชระคุปต์",
            "Yos Vajragupta",
            "นันทพร เมธาคุณวุฒิ",
            "Nuntaporn Methakunavut",
            "กัมพล ปั้นตะกั่ว",
            "Kamphol Pantakua",
            "พันปรีชา ภู่ทอง",
            "Punpreecha Bhuthong",
            "ธนรัต โชติกเสถียร",
            "Thanarat Chotikasathian",
            "เทียนสว่าง ธรรมวณิช",
            "Tiensawang Thamwanich",
            "อามานี หะมุ",
            "Amanee Hamu",
            "มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์",
            "Manatchaya Chuyingsakultip",
            "ชณิสรา ดำคำ",
            "Chanisara Dumkum",
            "ธงชัย นาพิมพ์",
            "Tongchai Naphim",
            "ธีริศรา สีลพัทธ์กุล",
            "Theerisara Silaphatkul"
        ],
        "description": "ประเทศไทยดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามานานกว่า 20 ปี โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและจัดบริการตามนโยบายดังกล่าว ที่ผ่านมา แม้หลายหน่วยงานได้ติดตามและประเมินผลนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งในระดับประเทศและสากลอย่างต่อเนื่อง แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ยังคงเน้นผลลัพธ์ด้านบริการและการเข้าถึงของประชาชน ขณะที่การประเมินการบริหารจัดการของ สปสช. ยังมีจำกัด โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบทบาทการบริหารของ สปสช. ในฐานะหน่วยปฏิบัตินโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว การประเมิน สปสช. จำแนกเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ (1) การบริหารจัดการในระดับองค์กรและนโยบาย (governance) (2) ผลลัพธ์ทางสุขภาพ (health outcome) และ (3) การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แนวทางการประเมินใช้หลัก “3 E” ได้แก่ Execution (การดำเนินงานในทางปฏิบัติ) Evidence (การใช้ข้อมูลหลักฐานมาประกอบการตัดสินใจ) และ Efficiency (การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ) คณะผู้วิจัยใช้หลักฐานจากเอกสาร รายงานการประชุม งานวิจัย และฐานข้อมูลของ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และฐานข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการประเมินสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของนโยบายพร้อมข้อเสนอแนะที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากการประเมินการกำกับองค์กรของ สปสช. พบว่าโครงสร้างการกำกับองค์กรยังขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 และ 15 ที่มุ่งเน้นการถ่วงดุลอำนาจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เนื่องจากกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขดำรงตำแหน่งต่อเนื่องหลายวาระสลับกัน นอกจากนี้ กรรมการหลักฯ บางรายยังดำรงตำแหน่งในอนุกรรมการมากกว่า 3 คณะในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดบทบาทซ้ำซ้อนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย (principal) และผู้ดำเนินงาน (agent) โดยเฉพาะเมื่อบุคคลเดียวกันมีบทบาทในระดับเขตพื้นที่ร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อลดการผูกขาดอำนาจ กฎหมายควรป้องกันการสลับการดำรงตำแหน่งระหว่างกรรมการหลักฯ กับกรรมการควบคุมฯ โดยกำหนดให้มีช่วงเว้นว่างจากตำแหน่งภายหลังครบ 2 วาระ พร้อมจำกัดการเป็นอนุกรรมการไม่เกิน 2 คณะต่อวาระ และทบทวนการแต่งตั้งกรรมการส่วนกลางเป็นอนุกรรมการระดับเขตพื้นที่ นอกจากนี้ การประเมินการบริหารจัดการด้านอื่นพบผลสำคัญคือ แม้ สปสช. พยายามสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ เช่น การอ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ในการจัดทำข้อเสนองบกองทุนและการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างค่อนข้างครบถ้วน แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น ความซ้ำซ้อนของกระบวนการจัดทำข้อเสนองบกองทุน ความไม่ชัดเจนของเกณฑ์การจัดสรรงบขาลง การประกาศหลักเกณฑ์ที่มีผลย้อนหลัง และความล่าช้าในการเบิกจ่ายช่วงปลายปีงบประมาณ ขณะเดียวกัน การติดตามคุณภาพบริการสาธารณสุขแม้ สปสช. ได้ประสานงานและยุติข้อร้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังขาดระบบติดตามสถานะเรื่องร้องเรียนแบบ real-time ที่สำคัญคือประชาชนจำนวนมากไม่ทราบช่องทางร้องเรียนที่เหมาะสม ด้านการจัดการข้อมูล แม้ สปสช. จะทำได้ค่อนข้างดีในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย แต่ยังต้องปรับปรุงเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะที่นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการของ สปสช. ที่ผ่านมาสะท้อนถึงบทบาทสำคัญด้านการจัดสรรทรัพยากรสำหรับบริการสุขภาพ จากการประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพและผลตอบแทนทางสังคมพบว่า ผลลัพธ์ด้านประสิทธิผลของการรักษา (effective coverage) มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและให้ผลตอบแทนทางสังคมที่คุ้มค่า อาทิ บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ และบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care) ขณะที่บางส่วน อาทิ บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง พบผลตอบแทนทางสังคมต่ำกว่าค่าคุ้มทุนเนื่องจากต้นทุนที่สูง แม้ว่าการดำเนินงานจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการและลดภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือนผ่านการผลักดันชุดสิทธิประโยชน์ก็ตาม ผลการประเมินข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า สปสช. ควรจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักความคุ้มค่าทางสังคมและข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นสำคัญ",
        "contractNo": "67-155",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-21T13:58:57.000+07:00"
    },
    {
        "id": "4d1ba349-2917-4e60-91c6-80b3f0b77144",
        "handle": "11228/6294",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6294",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ความพึงพอใจของประชาชนในการรับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "ดวงใจ เปลี่ยนบำรุง",
            "Doungjai Plianbumroong",
            "พัชราภรณ์ ตุลยกุล",
            "Phatcharapon Tulyakul",
            "พรรณปพร ชุนหบดี",
            "Punpaphon Chunhabordee",
            "ศศิธร คำพันธ์",
            "Sasitorn Kampan",
            "จารุวรรณ ศุภศรี",
            "Jaruwan Suppasri",
            "รุ่งฤดี อุสาหะ",
            "Rungrudee Usaha",
            "อัศรีย์ พิชัยรัตน์",
            "Aussaree Pichairat",
            "เบญจวรรณ ช่วยแก้ว",
            "Benjawan Chuaykaew",
            "ชุติกาญจน์ แซ่ตั้น",
            "Chuttikarn Saetan",
            "เบญจวรรณ จันทรซิว",
            "Benjawan Jantarasiew",
            "จิรานุวัฒน์ ชาญสูงเนิน",
            "Jiranuwat Chansungnoen",
            "เพ็ญนภา เพ็ชรเล็ก",
            "Pennapa Petchlek",
            "กนกพรรณ พรหมทอง",
            "Kanokpun Promtong",
            "วรารัตน์ ทิพย์รัตน์",
            "Wararat Tiparat"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยความพึงพอใจของประชาชนในการรับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นโครงการวิจัยที่ติดตามประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลงานการบริการ ความคาดหวังต่อบริการ ผลลัพธ์บริการที่ได้รับจริง ความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการ ผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการบริการตามตัวชี้วัดของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. และ รพ.สต. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของผลงานการบริการ ความคาดหวังต่อบริการ ผลลัพธ์บริการที่ได้รับจริง ผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการบริการตามตัวชี้วัด ความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการ กับประเภทของ รพ.สต. สังกัด อบจ. และรพ.สต. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10,435 คน ในพื้นที่ 16 จังหวัด ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคาดหวังต่อบริการอยู่ในระดับสูง (n =3185, 30.52%) รับรู้ระดับผลงานการบริการของ รพ. สต. อยู่ในระดับดี (n = 4138, 39.44%) ผลลัพธ์บริการที่ได้รับจริงอยู่ในระดับสูงกว่าความคาดหวัง (n = 3166, 30.34%) และมีความพึงพอใจต่อบริการอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (n = 5603, 53.69%) ความคาดหวังต่อบริการของ รพ.สต. ทั้งสองสังกัดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U = 9045733.5, Z = -8.373, p < .001) โดย รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. มีค่าเฉลี่ยความคาดหวังต่อบริการ (M = 5081.00) ต่ำกว่า รพ.สต. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (M = 5635.96) ด้านผลงานการบริการ พบว่าผลงานการบริการของ รพ.สต. ทั้งสองสังกัดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. มีค่าเฉลี่ยผลงานการบริการ (M = 5090.73) ต่ำกว่า รพ.สต. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (M = 5606.29), U = 9,122,151.5, Z = -7.904, p < .001) ผลการเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์บริการที่ได้รับจริงและความพึงพอใจต่อบริการของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนให้แก่ อบจ. และที่ยังคงสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ไม่มีความแตกต่าง เมื่อพิจารณาตามกลุ่ม ร้อยละการถ่ายโอนของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. ความคาดหวัง การรับรู้ผลงาน ผลลัพธ์บริการที่ได้รับจริง และความพึงพอใจต่อบริการ ระหว่างกลุ่มพื้นที่ที่มีการถ่ายโอนครบ ร้อยละ 100 กลุ่มที่มีการถ่ายโอน ร้อยละ 50-99 และกลุ่มที่มีการถ่ายโอนน้อยกว่า ร้อยละ 50 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) เมื่อพิจารณาตามจังหวัดของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. ความคาดหวัง การรับรู้ผลงาน ผลลัพธ์บริการที่ได้รับจริง และความพึงพอใจต่อบริการระหว่างจังหวัดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการบริการตามตัวชี้วัดกับความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการของ รพ.สต. ทั้งสองสังกัด พบว่ามีเพียงตัวชี้วัดร้อยละหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการในหน่วยบริการได้รับยาเม็ดที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนกับความพึงพอใจบริการคลินิกฝากครรภ์ และร้อยละของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการบริการตามตัวชี้วัดกับความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวชี้วัดด้านสุขภาพและบริการที่มีสัมพันธ์เชิงบวกกับ รพ.สต. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข คือ ร้อยละของประชากร 35 ปีขึ้นไปได้รับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง และร้อยละของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ส่วนตัวชี้วัดด้านสุขภาพและบริการที่มีสัมพันธ์เชิงลบกับ รพ.สต. สังกัด อบจ. คือ ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนแต่ละชนิดครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุครบ 2 ปี ร้อยละของผู้ป่วยนอกได้รับบริการการแพทย์แผนไทย อัตราการคัดกรองมะเร็งเต้านม การคัดกรองผู้สูงอายุ 9 ด้าน ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้น เพื่อให้การถ่ายโอน รพ.สต. ไปสังกัดอบจ. สามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพบริการสุขภาพและระดับความพึงพอใจของประชาชนในบางด้าน แนวทางการบริหารจัดการคุณภาพโดยรวมเป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน",
        "contractNo": "67-043",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-08-19T09:49:45.000+07:00"
    },
    {
        "id": "776672f2-8bcd-4936-9d65-889c4c88108d",
        "handle": "11228/6293",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6293",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเพื่อป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังแบบครบวงจร โดยเภสัชกรเครือข่ายร้านยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศไทย",
        "authors": [
            "สุณี เลิศสินอุดม",
            "Sunee Lertsinudom",
            "วีรศักดิ์ แผ่นเงิน",
            "Weerasak Panngern",
            "เพียงขวัญ ศรีมงคล",
            "Piangkwan Srimongkhol"
        ],
        "description": "ที่มาและความสำคัญ: โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบทั้งด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนและภาระค่าใช้จ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การป้องกันและชะลอโรคไตในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในระดับบริการปฐมภูมิ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในระบบปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณและการเข้าถึงบริการสุขภาพในการดูแลโรคไตเรื้อรังของประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิแบบครบวงจรโดยบูรณาการบทบาทของเภสัชกรร้านยาเครือข่ายภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการป้องกันและชะลอไตเสื่อมในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย วิธีการศึกษา: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method) โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ร่วมกับการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental study) ในกลุ่มตัวอย่างคือผู้รับบริการร้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในเขตสุขภาพที่ 7 ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง จำนวนทั้งสิ้น 1,000 คน การดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัยระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบบริการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังแบบครบวงจรโดยเภสัชกรเครือข่ายร้านยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย โดยใช้รูปแบบการตรวจการคัดกรองการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะด้วยชุดตรวจ Microalbuminuria rapid test (MRT) หากพบผลตรวจเป็นบวกหรือการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะได้รับการตรวจอัตราการกรองของไต (Estimated glomerular filtration rate (eGFR)) และมีค่า eGFR น้อยกว่า 60 ml/min/1.73 m2 ซึ่งจะได้รับการส่งต่อการรักษาด้วยโรคไตเรื้อรังที่คลินิกโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลในเครือข่ายบริการของกลุ่มเป้าหมาย หากผลตรวจเป็นลบหรือไม่พบการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะหรือมีค่า eGFR มากกว่า 60 ml/min/1.73 m2 ซึ่งจะได้รับการแนะนำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตเพื่อชะลอไตเสื่อมโดยเภสัชกรร้านยา รวมถึงการติดตามเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนด้วยการให้บริบาลเภสัชกรรมทางไกลและนัดติดตามผล MRT ในเดือนที่ 3 เพื่อดูการทำงานของไตหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 72.0) มีอายุเฉลี่ย 61 ปี (S.D.= 8.5 ปี) ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 24.7 kg/m2 (S.D.=4.0) โดยมีภาวะน้ำหนักเกิน (ร้อยละ 73.0) ส่วนใหญ่อาสาสมัครมีค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ (ร้อยละ 83) โดยมีค่าอัตราการกรองไตเฉลี่ย 75.1 ml/min/1.73 m2 (S.D.=4.4) ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ อายุเกิน 60 ปี (ร้อยละ 38) ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 24) และเบาหวาน (ร้อยละ 23) โดยไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 36) รองลงมาคือเบาหวาน (ร้อยละ 23) และความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 22) มีโรคร่วมไม่เกิน 1 โรค (ร้อยละ 37) และไม่มีโรคร่วม (ร้อยละ 35) ผลการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังจำนวน 1,000 คน พบการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ จำนวน 205 คน (ร้อยละ 20.5) และไม่พบการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะ จำนวน 795 คน (ร้อยละ 79.5) ซึ่งต้องได้รับการแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอไตเสื่อมและติดตามผล MRT ในเดือนที่ 3 ส่วนกรณีที่พบการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะอย่างน้อย 20 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จำนวน 205 คน จะได้รับการตรวจ eGFR พบว่าอาสาสมัครมีค่า eGFR มากกว่า 60 ml/min/1.73 m2 จำนวน 155 คน (ร้อยละ 75.6) และมีค่า eGFR น้อยกว่า 60 ml/min/1.73 m2 จำนวน 50 คน (ร้อยละ 24.4) ส่วนการตรวจครั้งที่ 2 พบการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะอย่างน้อย 20 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จำนวน 107 คน จะได้รับการตรวจ eGFR พบว่าอาสาสมัครมีค่า eGFR มากกว่า 60 ml/min/1.73 m2 จำนวน 83 คน (ร้อยละ 77.6) และมี GFR น้อยกว่า 60 ml/min/1.73 m2 จำนวน 24 คน (ร้อยละ 22.4) ซึ่งอาสาสมัครที่ได้รับการส่งต่อการรักษาจำนวนทั้งสิ้น 74 คน โดยได้รับการวินิจฉัยด้วยโรคไตเรื้อรังและรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 24 คน (ร้อยละ 32.4) จะเห็นว่าหลังได้รับการแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตเพื่อชะลอไตเสื่อมจากเภสัชกรเป็นเวลา 3 เดือน มีผลลดการเกิดการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะจาก 205 คนเป็น 107 คน (ร้อยละ 47.8) ซึ่งการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการจัดการตนเอง ส่งผลให้ค่าอัตราการกรองของไตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อโครงการอยู่ในระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย 4.93, S.D.=0.30) ข้อสรุปและอภิปรายผล: การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิโดยเภสัชกรร้านยาเพื่อการคัดกรอง ให้คำปรึกษา ติดตาม และส่งต่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น มีความเป็นไปได้และให้ผลลัพธ์เชิงบวกทั้งในด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พฤติกรรมสุขภาพ และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ซึ่งการเพิ่มบทบาทเภสัชกรร้านยาในการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังมีผลลดการรั่วของโปรตีนทางปัสสาวะและเพิ่มอัตราการกรองของไตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ดังนั้นรูปแบบนี้ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านนโยบาย งบประมาณ และการพัฒนาศักยภาพเภสัชกร เพื่อขยายผลในระดับประเทศอย่างยั่งยืน ข้อเสนอเชิงนโยบายและการนำไปใช้ประโยชน์: จากการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะจากเภสัชกรที่ร่วมในโครงการจำนวน 10 ร้านยา และตัวแทนสภาเภสัชกรรม ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การส่งเสริมบทบาทร้านยาในการเป็นจุดให้บริการสุขภาพเชิงรุกในการคัดกรอง ป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การพัฒนารูปแบบการคัดกรองและติดตามผู้ป่วย ให้สามารถปรับใช้ได้ในระดับชุมชนโดยเน้นการบูรณาการร่วมกับเภสัชกรและทีมสหวิชาชีพ โดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน การสนับสนุนระบบข้อมูลสารสนเทศและการติดตามผล เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการดูแลต่อเนื่อง การติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกและขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ และการเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทเภสัชกรชะลอการเกิดโรคไตเรื้อรังครบวงจรในร้านยาต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ",
        "contractNo": "67-135",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-08-13T11:44:58.000+07:00"
    },
    {
        "id": "211ff716-47de-4e98-b6cc-e0312c29a76f",
        "handle": "11228/6292",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6292",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การจัดการความสัมพันธ์และการสื่อสารแบบมีภาวะผู้นำที่เกื้อหนุนต่อการให้บริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายใต้นโยบายการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ",
        "authors": [
            "จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์",
            "Jirayudh Sinthuphan",
            "วราภรณ์ ฉัตราติชาต",
            "Waraporn Chatratichart",
            "ญาณินี เพชรานันท์",
            "Yaninee Petcharanan",
            "วิไลรักษ์ สันติกุล",
            "Wilairuck Suntikul",
            "ธันย์ชนก รื่นถวิล",
            "Tanchanok Ruendhawil",
            "จตุพร สุวรรณสุขุม",
            "Jatuporn Suwansukhum"
        ],
        "description": "การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้นโยบายปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย มิได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน บทบาทผู้นำ และระบบการสื่อสาร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าการจัดการความสัมพันธ์และการสื่อสารแบบมีภาวะผู้นำที่เกื้อหนุนสามารถสนับสนุนการให้บริการสุขภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างไร โดยมุ่งทำความเข้าใจพลวัตของความไว้วางใจ การสร้างความหมายร่วม และความสอดประสานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนภารกิจ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ภาวะผู้นำ และระบบสุขภาพ โดยเก็บข้อมูลจากจังหวัดนำร่องที่อยู่ระหว่างการถ่ายโอนหรือมีประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านแล้ว กรอบวิเคราะห์อิงจากแนวคิดภาวะผู้นำแบบเกื้อหนุน ทฤษฎีระบบการสื่อสาร และทุนทางสังคม ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการถ่ายโอนภารกิจมิได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมเชิงโครงสร้างเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยการสร้างความไว้วางใจ การสื่อสารอย่างเปิดเผย และการสร้างความหมายร่วม ผู้นำที่สามารถรับฟังอย่างลึกซึ้ง เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน จะสามารถลดความขัดแย้งและเสริมสร้างพันธะร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยเสนอรูปแบบความสัมพันธ์ 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะเตรียมการถ่ายโอน: เปิดใจกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง (2) ระยะถ่ายโอน: ร่วมมือกำหนดอนาคตร่วมกัน และ (3) ระยะหลังถ่ายโอน: ไว้วางใจกันและกัน โดยระบบการสื่อสารเชิงโครงสร้าง การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการสร้างกลไกความร่วมมือในระดับพื้นที่ ควรถูกวางเป็นองค์ประกอบสำคัญในยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจด้านสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น",
        "contractNo": "67-165",
        "issuedDate": "2568-06",
        "accessionedDate": "2025-08-07T13:53:22.000+07:00"
    }
]