[
    {
        "id": "db52e4cc-fd63-44c4-ad29-086b4805b72b",
        "handle": "11228/6396",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6396",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "เภสัชจลนศาสตร์ของยาต้านวัณโรค first-line และ second-line ในผู้ป่วยวัณโรคผู้ใหญ่ชาวไทย (ปีที่ 2)",
        "authors": [
            "ปาจรีย์ จริยวิลาศกุล",
            "Pajaree Chariyavilaskul",
            "กมล แก้วกิติณรงค์",
            "Kamon Kawkitinarong",
            "วีรยา ไพศาล",
            "Weeraya Phaisal",
            "กำพล สุวรรณพิมลกุล",
            "Gompol Suwanpimonkul",
            "อัญชลี อวิหิงสานนท์",
            "Anchalee Avihingsanon",
            "คุณาธิป นิสสัยพันธุ์",
            "Kunathip Nissaipan",
            "นพดล วัชระชัยสุรพล",
            "Noppadol Wacharachaisurapol"
        ],
        "description": "วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา งานวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความแปรปรวนของระดับความเข้มข้นของยาต้านวัณโรคในร่างกาย ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย รวมถึงความหลากหลายทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาต้านวัณโรคในประชากรไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาต้านวัณโรค 4 ชนิด ได้แก่ isoniazid, rifampicin, ethambutol และ pyrazinamide โดยอิงจากข้อมูลประชากรผู้ป่วยวัณโรคผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวน 59 ราย ผลการศึกษาพบว่า NAT2 phenotype ส่งผลต่อการกำจัดยา (clearance) ของ isoniazid และ HIV status ส่งผลต่อชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability) ของ isoniazid สำหรับ rifampicin พบว่า lean body weight มีผลต่ออัตราการดูดซึมของยา (absorption rate constant) และ HIV status ส่งผลต่อการกำจัดยาเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่า renal function มีผลต่อความแปรปรวนทางเภสัชจลนศาสตร์ของ ethambutol และ lean body weight มีผลต่อทั้งอัตราการดูดซึมและปริมาตรกระจาย (volume of distribution) ของ pyrazinamide ในการศึกษานี้ยังมีการรายงานค่า Minimum Inhibitory Concentration (MIC) ของยาต้านวัณโรคทั้งกลุ่ม first-line และ second-line ร่วมด้วย กล่าวโดยสรุป การวัดระดับยาต้านวัณโรคร่วมกับการตรวจทางเภสัชพันธุศาสตร์โดยเฉพาะ NAT2 genotype ร่วมกับข้อมูลทางคลินิก เช่น HIV status, lean body weight และ renal function อาจเป็นประโยชน์ต่อการปรับขนาดยาให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล และการติดตามระดับยาในเลือดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษา",
        "contractNo": "67-053",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-29T16:23:22.000+07:00"
    },
    {
        "id": "c50e71a1-4497-42ad-85a6-d34f350da414",
        "handle": "11228/6395",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6395",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาและขยายผลแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยโครงสร้างรถ ระบบจัดการอากาศและระบบรับแจ้งฉุกเฉินดิจิทัล",
        "authors": [
            "ศราวุธ เลิศพลังสันติ",
            "Sarawut Lerspalungsanti",
            "กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์",
            "Kitti Wongthavarawat",
            "ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล",
            "Nattanun Thatphithakkul",
            "ณรงค์ พิทักษ์ทรัพย์สิน",
            "Narong Pitaksapsin",
            "ปรารถนา กู้เกียรติกูล",
            "Pratana Kukieattikool",
            "ชัชวาลย์ หาญสกุลบรรเทิง",
            "Chatchawarn Hansakunbuntheung",
            "ฝอยฝน ศรีสวัสดิ์",
            "Foifon Srisawat",
            "ธีระพงษ์ บุญมา",
            "Teerapong Boonma"
        ],
        "description": "หลังสถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ด้วยการพัฒนารูปแบบ กลไก กระบวนการและแนวปฏิบัติในการจัดการระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินให้เหมาะสมอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม รถพยาบาลหรือรถฉุกเฉินที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในประเทศในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการออกแบบให้โครงสร้างของตัวรถและห้องโดยสารมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่กำลังช่วยเหลือผู้ป่วย กรณีที่เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้โครงสร้างของรถพยาบาลเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงนั้น ผู้โดยสารมีโอกาสสูงที่จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งแม้ว่าจำนวนอุบัติเหตุจะไม่สูงนัก แต่ความรุนแรงแต่ละครั้ง ก็นำมาซึ่งความสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ รวมถึงชีวิตผู้ป่วยด้วย ส่วนระบบการแจ้งเหตุรวมถึง Tele-EMS ทั้งในด้านการแจ้งเหตุ ติดตามสถานะ รวมถึงระบบแพทย์อำนวยการ ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานจริงหลายประการ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวโดยองค์รวม โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การพัฒนาต่อยอดต้นแบบรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ด้วยแพลตฟอร์มเทคโนโลยี 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ (1) แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างตัวถังและชุดยึดเครื่องมือแพทย์ของรถฉุกเฉินให้มีความแข็งแรงตามมาตรฐานระดับสากล ได้แก่ มาตรฐาน AMD Standard 001 - Ambulance body structure static load test และ SAE J3057 - Ambulance modular body evaluation-quasi-static loading และ EN 1789 - Medical vehicles and their equipment ตามลำดับ (2) แพลตฟอร์มเทคโนโลยีระบบจัดการอากาศภายในรถให้รองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ได้แก่ ระบบสร้างความดันลบ และอุปกรณ์แยกผู้ป่วยที่ได้มาตรฐาน ISO 14644 (3) แพลตฟอร์มดิจิทัลระบบรับแจ้งฉุกเฉิน ที่เพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการรับแจ้งเหตุ บันทึกเหตุการณ์ จากเครื่องมือต่าง ๆ ได้แก่ กล้องติดตามตัว กล้องบนรถ สัญญาณชีพ รวมไปถึงขั้นตอนการกรอกแบบรายงานปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน (Prehospital Care Record Form) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยทำการพัฒนาต้นแบบรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ และทดสอบตามมาตรฐานที่ผ่านการจำลองความแข็งแรง (Simulation) และทำการทดสอบต้นแบบที่แท่นทดสอบที่พัฒนาหรือปรับปรุงโดยคณะวิจัยร่วมกับสถาบันยานยนต์ จากนั้นจึงได้ดำเนินการทดสอบการใช้งานจริงของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่พัฒนา โดยตัวแทนหน่วยงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผลการดำเนินงาน มีประชาชนที่ได้ใช้ประโยชน์จากขั้นตอนการรับแจ้งเหตุจนถึงการเข้ารักษาพยาบาลมากกว่า 630 ราย อีกทั้งได้จัดทำข้อเสนอแนวปฏิบัติ (Guideline) และโครงสร้างต้นทุน (Cost structure) เสนอแก่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายผลแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงสู่การยกระดับนโยบายสาธารณสุขเชิงปฏิบัติ เป็นระบบดิจิทัลสุขภาพแห่งชาติ (National Telehealth Platform) ที่มีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Health Data Lake ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับบริการ Tele-EMS ในอนาคตต่อไป",
        "contractNo": "67-010",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-29T15:33:17.000+07:00"
    },
    {
        "id": "2d8fbdb5-2400-4ca8-9def-da1613c70e48",
        "handle": "11228/6394",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6394",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การขยายบทบาทงานบริการปฐมภูมิของร้านยาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2567-2568",
        "authors": [
            "อรอนงค์ วลีขจรเลิศ",
            "On-anong Waleekhachonloet",
            "ธนนรรจ์ รัตนโชติพานิช",
            "Thananan Rattanachotphanit",
            "ณัฐวัฒน์ ตีระวัฒนพงษ์",
            "Nattawat Teerawattanapong",
            "สุวรรณา ภัทรเบญจพล",
            "Suwanna Phattarabenjapol",
            "เชิดชัย สุนทรภาส",
            "Cheardchai Soontornpas",
            "กุสาวดี เมลืองนนท์",
            "Kusawadee Maluangnon",
            "ตวงรัตน์ โพธะ",
            "Tuangrat Phodha",
            "ศรวณีย์ อวนศรี",
            "Sonvanee Uansri"
        ],
        "description": "การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบทบาท ความพร้อม อุปสรรค และโอกาสของร้านยาในการให้บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (self-test) และบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) ภายใต้การกำกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งได้ขยายสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้ารับบริการดังกล่าวที่ร้านยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณปีงบประมาณ 2567–2568 ผลการสำรวจประชาชน 1,021 ราย การสำรวจเภสัชกรร้านยา 400 ราย การสำรวจกลุ่มเสี่ยง 452 ราย และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ผลการศึกษา พบว่าปริมาณบริการส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ยกเว้น OV-ATK ซึ่งมีอัตราเติบโตสูง ขณะที่บริการ HPV test ยังมีผู้รับบริการในระดับต่ำและมีความแตกต่างระหว่างเขตอย่างชัดเจน ประชาชนให้ความสนใจ self-test มากขึ้นหากมีการสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่การรับรู้สิทธิประโยชน์ที่ร้านยายังอยู่ในระดับต่ำ (<35%) และประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุร้านยาที่ให้บริการได้ ด้านบริการ PP ประชาชนยังคงนิยมรับบริการผ่านโรงพยาบาลเป็นหลัก ร้านยา หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรวิชาชีพสะท้อนอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ขั้นตอนการให้บริการที่ซับซ้อน ระบบยืนยันตัวตนที่สร้างความกังวล ความไม่เสถียรของระบบเทคโนโลยี และโครงสร้างค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง ขณะที่เภสัชกรมีความรู้เพียงพอในบางชุดตรวจ เช่น OV-ATK แต่ยังต้องการพัฒนาความรู้ชุดตรวจอื่น ๆ สำหรับบริการที่มีความเร่งด่วน เช่น PrEP/PEP ร้านยามีศักยภาพเพิ่มการเข้าถึงบริการ แต่จำเป็นต้องเริ่มในรูปแบบนำร่องร่วมกับเครือข่าย NGO ห้องปฏิบัติการ และโรงพยาบาล ภายใต้ระบบข้อมูลและเส้นทางการส่งต่อที่ชัดเจน องค์กรวิชาชีพมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนร้านยาให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผ่านการกำหนดมาตรฐาน การพัฒนาศักยภาพเภสัชกร การจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์ และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพบริการ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคด้านโครงสร้าง ระบบสนับสนุน และแรงจูงใจที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) พบว่าโครงการวิจัยนี้มีความคุ้มค่าเชิงสังคมสูง (SROI = 5.71) การศึกษานี้พบว่าร้านยามีศักยภาพในการเป็นช่องทางให้บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเองและบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ร้านยายังคงทำหน้าที่เป็นช่องทางเสริมมากกว่าช่องทางหลักของระบบบริการ การขยายบทบาทของร้านยาให้เกิดผลในระดับระบบ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยเพิ่มการสื่อสารสิทธิที่ชัดเจน ออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ตอบโจทย์ และปรับโครงสร้างค่าตอบแทน ระบบข้อมูล และมาตรฐานการให้บริการให้ปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายส่งต่อและระบบกำกับติดตาม หากคงนโยบายไว้ ควรเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและประเมินผลตามกรอบ RE-AIM (Reach (การเข้าถึง), Effectiveness (ประสิทธิผล), Adoption (การยอมรับ), Implementation (การนำไปใช้) และ Maintenance (การบำรุงรักษา)) และ SROI อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรณียุตินโยบาย ควรกำหนดแผนถอนนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมติดตามผลกระทบต่อการเข้าถึง ความเหลื่อมล้ำ และภาระของหน่วยบริการหลัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการทบทวนนโยบายในอนาคต การศึกษาพบว่าร้านยามีศักยภาพเป็นช่องทางเสริมในการให้บริการตรวจคัดกรองด้วยตนเองและบริการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยเจริญพันธุ์ การขยายบทบาทในระดับระบบจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ผ่านการสื่อสารสิทธิที่ชัดเจน การออกแบบสิทธิประโยชน์ โครงสร้างค่าตอบแทน ระบบข้อมูล และมาตรฐานบริการที่ปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับเครือข่ายส่งต่อและระบบติดตามประเมินผล",
        "contractNo": "67-170",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-28T15:20:09.000+07:00"
    },
    {
        "id": "945966d4-4034-4c26-87d2-260414c3c308",
        "handle": "11228/6393",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6393",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย การส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการที่เกี่ยวข้องสําหรับคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในประเทศไทย",
        "authors": [
            "พัทธรา ลีฬหวรงค์",
            "Pattara Leelahavarong",
            "ธีรพัฒน์ อังศุชวาล",
            "Theerapat Ungsuchaval",
            "อานนท์ คุณากรจรัสพงศ์",
            "Anon Khunakorncharatphong",
            "ภคนันท์ อังกาบ",
            "Pakkanan Angkab",
            "เบญจภรณ์ นามเสนา",
            "Benchaporn Namsena",
            "มินตรา หงษ์ธํารง",
            "Mintar Hongtumrong"
        ],
        "description": "ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในประเทศไทย เพื่อจัดทำข้อเสนอมาตรการการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับประชากรข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในประเทศไทย",
        "contractNo": "67-059",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-28T14:11:27.000+07:00"
    },
    {
        "id": "1e87c5e7-be26-480a-b896-313dd7a7256c",
        "handle": "11228/6392",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6392",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการที่เกี่ยวข้องสําหรับคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในประเทศไทย",
        "authors": [
            "พัทธรา ลีฬหวรงค์",
            "Pattara Leelahavarong",
            "ธีรพัฒน์ อังศุชวาล",
            "Theerapat Ungsuchaval",
            "อานนท์ คุณากรจรัสพงศ์",
            "Anon Khunakorncharatphong",
            "ภคนันท์ อังกาบ",
            "Pakkanan Angkab",
            "เบญจภรณ์ นามเสนา",
            "Benchaporn Namsena",
            "มินตรา หงษ์ธํารง",
            "Mintar Hongtumrong"
        ],
        "description": "การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ตอบสนองต่อความจําเป็นเฉพาะของคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (transgender and gender-diverse people: TGD) เป็นประเด็นสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการยอมรับความหลากหลายทางเพศในระดับสังคมและวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติ คนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้าง สังคม และเศรษฐกิจในการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการที่บริการดังกล่าวยังไม่ถูกบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ และหน่วยบริการที่มีความเชี่ยวชาญยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ได้แก่ (1) ศึกษารูปแบบการจัดบริการและเส้นทางการรับบริการฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศในหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ (2) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้าง สังคม เศรษฐกิจ และระบบบริการสุขภาพที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการในมุมมองของทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และ (3) สังเคราะห์ข้อค้นพบไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริการที่ครอบคลุม มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (mixed methods) ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการทบทวนเอกสารและแนวทางมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การสํารวจภาคตัดขวางแบบออนไลน์ในกลุ่มคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวน 521 คน และหน่วยบริการสุขภาพจำนวน 7 แห่ง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้รับบริการจำนวน 15 คน และหน่วยบริการสุขภาพจำนวน 11 แห่ง การสังเกตสถานบริการสุขภาพ รวมถึงการจัดอภิปรายกลุ่มเชิงนโยบายจำนวน 4 ครั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ และนครราชสีมา เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และออกแบบแนวทางนโยบายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วน ผลการศึกษาพบว่าระบบบริการฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศในประเทศไทยประกอบด้วยหน่วยบริการหลัก 3 ประเภท ได้แก่ คลินิกองค์กรชุมชน โรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุข และร้านยา โดยแต่ละประเภทมีบทบาท จุดแข็ง และข้อจํากัดที่แตกต่างกัน คลินิกองค์กรชุมชนมีความโดดเด่นด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการ ขณะที่โรงพยาบาลมีมาตรฐานบริการครบถ้วนแต่เข้าถึงได้จํากัด และร้านยามีศักยภาพสูงในการเป็นด่านหน้าของการเข้าถึงฮอร์โมนแต่ยังขาดระบบกำกับคุณภาพและการเชื่อมโยงกับบริการสุขภาพอื่น ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการอย่างมีนัยสําคัญ ได้แก่ ระดับการศึกษา ประเภทหน่วยบริการ ค่าใช้จ่าย และทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ แม้ว่าผู้รับบริการส่วนใหญ่จะมีความพึงพอใจในระดับสูง แต่ยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ภาระค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากของกระบวนการรับบริการ และการตีตราในระบบบริการสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้บางส่วนหันไปใช้ฮอร์โมนจากแหล่งที่ไม่ได้มาตรฐานและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ จากข้อค้นพบดังกล่าว การศึกษานี้เสนอทิศทางการพัฒนาระบบบริการหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การบรรจุการใช้ฮอร์โมนและบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องในชุดสิทธิประโยชน์ของกองทุนสุขภาพ (2) การขยายบริการสู่ระดับชุมชนโดยมีองค์กรชุมชนเป็นศูนย์กลาง และ (3) การพัฒนาระบบบริการแบบครบวงจร (one-stop service) ควบคู่กับข้อเสนอเชิงนโยบายระยะสั้นและระยะยาวที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม บทสรุปของการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศไม่ใช่เพียงประเด็นทางการแพทย์ แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิ สุขภาวะ และความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย",
        "contractNo": "67-059",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-28T14:00:42.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d8e563dc-597e-480f-8342-d3acaa3992c0",
        "handle": "11228/6391",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6391",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การขับเคลื่อนระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์: โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง ไปใช้ประโยชน์",
        "authors": [
            "สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช",
            "Suppachok Wetchaphanphesat",
            "มานิตา พรรณวดี",
            "Manita Phanawadee",
            "เดือนเพ็ญ โยเฮือง",
            "Duanpen Yohuang"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ : โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่นำร่อง โดยศึกษาความรอบรู้โภชนาการ และส่งเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ก่อนและหลังใช้ระบบระเบียนสุขภาพในแอปพลิเคชันหมอพร้อม และศึกษาความรอบรู้โภชนาการและส่งเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูง ระดับความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ก่อนและหลังใช้ระบบระเบียนสุขภาพในแอปพลิเคชันหมอพร้อม และเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนาข้อเสนอในการปรับปรุงการใช้งานระบบระเบียนสุขภาพส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในอำเภอบางระกำ จำนวน 446 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 แบบสัมภาษณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.77- 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลสถิติแบบพื้นฐานและการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นด้วยโปรแกรม R (เวอร์ชั่น 4.5.1) เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อน - หลัง (Paired Sample T-test) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต คะแนนรวมความรอบรู้สุขภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อม กลุ่ม Exposed และกลุ่ม unExposed โดยใช้ t-test กำหนดค่า pvalue < 0.05 มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบ่งเป็น paired t-test (เปรียบเทียบในกลุ่มเดียวกัน คือ กลุ่ม exposed หรือกลุ่ม unexposed ก่อนใช้แอปพลิเคชันและหลังใช้แอปพลิเคชัน) และ unpaired t-test เปรียบเทียบ 2 กลุ่ม คือเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต และคะแนนความรอบรู้ของกลุ่ม exposed เทียบกับกลุ่ม unexposed รวมทั้ง วิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิต เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อม ฟังก์ชันประเมินสุขภาพ และไม่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อม โดยใช้ chi-square test และตัดตัวแปรกวนด้วยวิธี multiple logistic regression กำหนดค่า pvalue < 0.05 มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อมประเมินสุขภาพมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงในการเก็บข้อมูลครั้งที่ 2 ซึ่งห่างจากครั้งที่ 1 ประมาณ 1 เดือน จาก 156.0 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นเป็น 148.2 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น และมีนัยสำคัญทางสถิตินั้น อาจเกิดจากผู้ป่วยเบาหวานได้รับความรอบรู้จากการใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อมแต่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่า 140 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น ได้ผลการวิเคราะห์ adjusted OR เปรียบเทียบกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อมกับไม่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อม และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด FBS 80-140 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น จึงเท่ากับ 0.73 อีกทั้งคะแนนรวมความรอบรู้สุขภาพของกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อมของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อมประเมินสุขภาพเทียบกับไม่ใช้แอปพลิเคชันประเมินสุขภาพ ข้อมูลที่เก็บครั้งที่ 2 จะพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยของกลุ่มใช้แอปพลิเคชันมีค่ามากกว่ากลุ่มไม่ใช้แอปพลิเคชัน 148.2 และ 146.1 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น อาจเป็นเพราะมีตัวแปรกวน เช่น ค่าดัชนีมวลกาย ระยะเวลาการป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น",
        "contractNo": "68-103",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-20T15:10:43.000+07:00"
    },
    {
        "id": "c3d294ac-b955-46ea-bff6-fea8b3c15e1f",
        "handle": "11228/6390",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6390",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การตีความขอบเขตของข้อถือสิทธิการใช้ภายใต้มาตรา 9(4) พระราชบัญญัติสิทธิบัตรไทยและการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ในคำขอรับสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทางยา: เปรียบเทียบกฎหมายและแนวปฏิบัติของต่างประเทศและความเห็นของบุคคลที่ 3",
        "authors": [
            "อุษาวดี สุตะภักดิ์",
            "Usawadee Sutapuk",
            "ลักษมีเพ็ญ สารชวนะกิจ",
            "Lucksamephen Sarnchawanakit",
            "เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล",
            "Chalermsak Kittitrakul",
            "สุรชัย เดชพงษ์",
            "Surachai Dechpong"
        ],
        "description": "การวิจัยแบบผสมผสาน (Mix method) ระหว่างวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสารนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การตีความของกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อคําขอรับสิทธิบัตรที่ถูกคัดค้าน ที่มีเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงข้อถือสิทธิหรือรายละเอียดในคําขอรับสิทธิบัตรและที่มีข้อถือสิทธิการใช้ 2) สังเคราะห์ความเห็นของบุคคลที่ 3 และข้อมูลทางวิชาการในต่างประเทศในประเด็นการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์และข้อถือสิทธิการใช้ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการกำหนดขอบเขตของการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์และข้อถือสิทธิการใช้ เสนอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดำเนินการวิจัยเป็นระยะเวลา 10 เดือน ทำการศึกษาโดย 1) สืบค้นคําขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ทางยาที่มีการยื่นคัดค้านหรือยื่นความเห็นโดยบุคคลที่ 3 ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2567 จำนวน 32 ฉบับ และวิเคราะห์เนื้อหาคำขอรับสิทธิบัตรในประเด็นการเปลี่ยนแปลงข้อถือสิทธิภายหลังการยื่นขอรับสิทธิบัตร และคำขอรับสิทธิบัตรที่มีข้อถือสิทธิการใช้ (use claim) 2) ศึกษากฎหมายและกฎระเบียบด้านสิทธิบัตรของไทย เปรียบเทียบกับกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางการพิจารณาของต่างประเทศจำนวน 5 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินเดีย บราซิล และอาร์เจนติน่า 3) สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปฏิบัติงานและบุคคลที่ 3 ประกอบด้วย ภาคประชาสังคม ภาคอุตสาหกรรม อาจารย์คณะนิติศาสตร์, นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา, ศาลทรัพย์สินทางปัญญา จำนวนรวม 15 คน และ 4) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงวิชาการในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของการประดิษฐ์และการวินิจฉัยข้อถือสิทธิการใช้ เสนอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ขอรับสิทธิบัตรมีการขอแก้ไขคำขอรับสิทธิบัตรภายหลังการประกาศโฆษณามากถึง 16 ฉบับ (ร้อยละ 50.0) โดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรเป็นผู้อนุมัติการแก้ไขนั้น และพบการแก้ไขข้อถือสิทธิในภายหลังโดยอ้างอิงสิทธิบัตรที่เป็น patent family นอกจากนี้ยังพบว่ามีคำขอรับสิทธิบัตร 16 ฉบับจากทั้งหมด 32 ฉบับที่มีข้อถือสิทธิการใช้ ทั้งในรูปแบบการใช้ (use), วิธีการบำบัดรักษา, สารประกอบ/องค์ประกอบสำหรับใช้รักษา หรือรูปแบบ Swiss-type claim และในจำนวนนั้นเป็นคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้รับอนุมัติสิทธิบัตรแล้ว 4 ฉบับ 2. จากการเปรียบเทียบกฎหมายใน 6 ประเทศ พบว่าประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการอนุญาตให้แก้ไขข้อถือสิทธิมากที่สุด โดยอนุญาตให้มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อถือสิทธิได้หากมีเนื้อหาปรากฎในรายละเอียดการประดิษฐ์ในคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นในครั้งแรก และอนุญาตให้ยื่นแก้ไขได้ตลอดระยะเวลาก่อนการอนุมัติสิทธิบัตร ในขณะที่แนวทางของต่างประเทศ เช่น อินเดียและอาร์เจนติน่าจำกัดการแก้ข้อถือสิทธิเฉพาะการจำกัดขอบเขตของข้อถือสิทธิ การแก้ไขคำผิด และการทำให้ข้อถือสิทธิมีความชัดเจนมากขึ้น หรือสิงคโปร์และบราซิลกำหนดให้สามารถยื่นแก้ไขข้อถือสิทธิเฉพาะก่อนการยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์เท่านั้น 3. บุคคลที่ 3 เห็นว่ายังมีความไม่ชัดเจนในขอบเขตของคำว่า “การเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์” รวมถึงความไม่ชัดเจนในแนวทางการพิจารณาข้อถือสิทธิการใช้ยาเพื่อรักษา และเห็นว่าควรอนุญาตให้มีการยื่นแก้ไขข้อถือสิทธิโดยอิสระในระยะเวลาก่อนประกาศโฆษณาเท่านั้น นอกจากนี้ควรพิจารณาข้อถือสิทธิการใช้ตามมาตรา 9(4) โดยเคร่งครัดโดยพิจารณาจุดมุ่งหมายของการขอถือสิทธิเป็นหลัก และอนุญาตเฉพาะข้อถือสิทธิรูปแบบ SWISS type claims เฉพาะที่มีเนื้อหาของ “กระบวนการผลิตยา” ในรายละเอียดการประดิษฐ์เท่านั้น ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ กำหนดหลักการพิจารณาการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ และข้อถือสิทธิการใช้ให้ชัดเจน, แก้ไขกฎกระทรวงเพื่ออนุญาตยื่นแก้ไขคำขอรับสิทธิบัตรโดยอิสระเฉพาะก่อนการประกาศโฆษณา หรือหากอนุญาตให้มีการยื่นแก้ไขภายหลังการประกาศโฆษณาต้องให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาในระดับสูงเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น",
        "contractNo": "68-077",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-20T14:43:38.000+07:00"
    },
    {
        "id": "c3a05cbc-d71e-4032-8fd6-6cf7e6dadf85",
        "handle": "11228/6389",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6389",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 : ระยะที่ 3 การประเมินผลกระทบต่อสถานะสุขภาพและการจัดบริการสุขภาพจากการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง และการจัดทำกรณีศึกษา",
        "authors": [
            "จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์",
            "Jiruth Sriratanaban",
            "นภชา สิงห์วีรธรรม",
            "Noppcha Singweratham",
            "ดาวรุ่ง คำวงศ์",
            "Daoroong Komwong",
            "มโน มณีฉาย",
            "Mano Maneechay",
            "พัลลภ เซียวชัยสกุล",
            "Pallop Siewchaisakul",
            "นิตย์ธิดา ภัทรธีรกุล",
            "Nittida Pattarateerakun",
            "สุพัสตรา เสนสาย",
            "Supustra Sensai",
            "ทักษิณา วัชรีบูรพ์",
            "Tuksina Watchareeboon"
        ],
        "description": "การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 : ระยะที่ 3 การประเมินผลกระทบต่อสถานะสุขภาพและการจัดบริการสุขภาพจากการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง และการจัดทำกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาประเมินผลกระทบทางสุขภาพที่มีต่อประชาชน, สัญญาณเตือนการเปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยเสี่ยงของการเกิดผลกระทบทางสุขภาพ, การเปลี่ยนแปลงของการจัดการทรัพยากร การจัดบริการสุขภาพและการดำเนินงานด้านสาธารณสุข และสังเคราะห์แนวทางในการบริหารจัดการเชิงระบบที่จำเป็นเพื่อจัดระบบนิเวศน์ทางสาธารณสุขที่แวดล้อมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ของผลกระทบทางสุขภาพ โดยทำการดำเนินการใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) การศึกษาแบบกลุ่มย้อนหลังโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล 43 แฟ้ม จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประมวลผลข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2565 เป็นข้อมูลพื้นฐาน และข้อมูลปีงบประมาณ 2566 และ 2567 เป็นผลการดำเนินการภายหลังการถ่ายโอน ครอบคลุมตัวชี้วัดในการเข้าถึงบริการ ประสิทธิผลของกระบวนการ และผลลัพธ์ทางสุขภาพสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพปฐมภูมิและการดำเนินงานสาธารณสุข โดยประมวลผลจากข้อมูลรายบุคคลของประชาชน ตามภูมิลำเนาหน่วยบริการประจำตัวในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ (2) กรณีศึกษาระดับจังหวัด 14 พื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ที่มีการถ่ายโอน รพ.สต. ทั้งหมด ถ่ายโอนบางส่วน และพื้นที่ที่ไม่มีการถ่ายโอนเลยเพื่อเป็นพื้นที่ควบคุม และกรณีศึกษาเจาะลึกเฉพาะด้าน เช่น การจัดการทรัพยากรบุคคลด้านพยาบาล, การจัดการยา โดยเก็บข้อมูลจากการประชุมสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์ผู้รับผิดชอบ และการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาที่สำคัญ พบว่า พื้นที่ที่มีการถ่ายโอน รพ.สต. จากภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิของประชาชนในหลายเรื่องต่ำกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ถ่ายโอน ในขณะที่การเจ็บป่วยเป็นผู้ป่วยในด้วยโรคติดต่อที่สำคัญ ได้แก่ ไข้เลือดออกสูงกว่า และมีสัญญาณเตือนการเปลี่ยนแปลงหรือปัจจัยเสี่ยงของการเกิดผลกระทบทางสุขภาพอันเป็นผลเชื่อมโยงมาจากการถ่ายโอน รพ.สต. ที่สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้ ได้แก่ (1) ขนาดของ รพ.สต. เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรในเขตรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ระหว่าง รพ.สต. กับโรงพยาบาลแม่ข่ายของเครือข่ายการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ (2) สัดส่วน รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในพื้นที่น้อย (3) การจัดสรรเงินค่าบริการสาธารณสุขและเงินเพื่อใช้ในการบริการสาธารณสุข, (4) การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เช่น การหมุนเวียนและแพทย์ที่มาสนับสนุนการทำงาน, จำนวนพยาบาลและเจ้าหน้าที่ รพ.สต. รวมถึงศักยภาพทางวิชาการ, ระบบบริหารงานบุคคลของ อบจ. (5) การสนับสนุนยา/เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา (6) การจัดบริการปฐมภูมิที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ในพื้นที่ (7) ประสิทธิผลของการควบคุมโรคติดต่อที่สำคัญ (8) ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (9) ความสามารถในการควบคุมกำกับติดตามงานตามตัวชี้วัด และวางแผนสุขภาพระดับพื้นที่ (10) แนวโน้มและผลการดำเนินการเชิงสัมพัทธ์ระหว่างพื้นที่ของการติดตามตัวชี้วัดในระยะยาวที่ยังไม่สามารถแสดงแนวโน้มที่ดี หรือมีระดับต่ำกว่าพื้นที่เปรียบเทียบ หรือทั้งสองประการ ผลการศึกษาบ่งชี้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทบทวนและปรับปรุงการบริหารจัดการเชิงระบบที่จำเป็นภายใต้บริบทการกระจายอำนาจทางสาธารณสุข การใช้เครื่องมือทางการเงินการคลัง สารสนเทศและกฎหมายเพื่อจัดระบบนิเวศน์ทางสาธารณสุขที่แวดล้อม รพ.สต. ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ของผลกระทบทางสุขภาพที่เปลี่ยนไป",
        "contractNo": "68-018",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-20T09:44:28.000+07:00"
    },
    {
        "id": "60d8ff8d-02b1-48bf-bfd9-e7028cf0862d",
        "handle": "11228/6388",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6388",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทท้องถิ่น",
        "authors": [
            "อารี บุตรสอน",
            "Aree Butsorn",
            "จิราภรณ์ หลาบคำ",
            "Chiraporn Labcom",
            "สง่า ทับทิมหิน",
            "Sanga Tubtimhin",
            "นิตยา ชาคำรุณ",
            "Nittaya Chakhamrun",
            "ลักษณีย์ บุญขาว",
            "Laksanee Boonkhao",
            "อรุณ บุญสร้าง",
            "Arun Boonsang",
            "กิตติ เหลาสุภาพ",
            "Kitti Laosupap",
            "กล้าณรงค์ วงศ์พิทักษ์",
            "Klarnarong Wongpituk",
            "ฐิติมา แสนเรือง",
            "Thitima Saenrueang",
            "สิริทรัพย์ สีหะวงษ์",
            "Sirisup Sihawong",
            "บุญทิวา พ่วงกลัด",
            "Boonthiwa Paunglad",
            "ภูษณิศา มีนาเขตร",
            "Phusanisa Meenakate"
        ],
        "description": "ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในประเด็นท้าทายคือการที่ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องใช้ชีวิตตามลำพัง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุขภาพกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย สถิติจากกรมกิจการผู้สูงอายุ (2566) พบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังมากกว่า 1.3 ล้านคนทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนสูงสุด โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งมีผู้สูงอายุอยู่ลำพังราว 34,836 คน ปัญหาดังกล่าวนำมาซึ่งความเปราะบางในหลายมิติ เช่น ความเหงา ความซึมเศร้า ภาวะทุพโภชนาการ อุบัติเหตุในที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำกัด งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนและดำเนินมาตรการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการวิจัยได้ดำเนินงานในพื้นที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ แสนสุข คำน้ำแซบ และโนนโหนน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานท้องถิ่น สาธารณสุข ชุมชน และผู้สูงอายุ เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบ Web Application สำหรับจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ข้อมูลครอบคลุม 5 มิติ คือ สุขภาพกายและการเข้าถึงบริการสุขภาพ จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม/ความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย จากการสำรวจภาคสนาม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำและพึ่งพาเบี้ยยังชีพเป็นหลัก ขณะเดียวกันพบปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และข้อเข่าเสื่อม ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังจำนวนไม่น้อยขาดการมีส่วนร่วมทางสังคมและมีระดับความพึงพอใจในชีวิตต่ำกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยกับครอบครัว ระบบข้อมูลที่พัฒนาขึ้นช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็นปัจจุบัน วิเคราะห์กลุ่มเสี่ยง และออกแบบกิจกรรมหรือบริการที่ตรงกับความต้องการ เช่น การจัดระบบเยี่ยมบ้าน การส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่ขาดการมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับบริการสาธารณสุขในพื้นที่ ผลการทดสอบระบบในพื้นที่วิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้สูง สามารถใช้งานง่าย รวดเร็ว และตอบโจทย์การบริหารจัดการข้อมูลเชิงนโยบาย งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ซึ่งไม่เพียงช่วยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัย แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณสุข การมีระบบข้อมูลที่ดีจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ คัดกรองกลุ่มเสี่ยง วางแผนการช่วยเหลือ และติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผลการวิจัยยังสะท้อนว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน และภาคประชาชน มีความสำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงในพื้นที่จะทำให้การวางแผนด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมของผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการสร้างระบบสารสนเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างต้นแบบการบริหารจัดการผู้สูงอายุเชิงพื้นที่ที่สามารถขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยให้มีความมั่นคงและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคมสูงวัยต่อไป",
        "contractNo": "67-173",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-15T13:10:18.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0695d986-75a9-4575-a187-d40271901fb0",
        "handle": "11228/6387",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6387",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคมของเศรษฐกิจสุขภาพในประเทศไทย",
        "authors": [
            "พรพจน์ ศรีดัน",
            "Pornpod Sridan",
            "นุชนาฏ หวนนากลาง",
            "Nuchanad Hounnaklang",
            "อรอุมา ซองรัมย์",
            "Onuma Zongram",
            "ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ",
            "Thidasil Plainlaor",
            "ชลิดา พนังวิเชียร",
            "Chalida Panangvichian",
            "สุวนันท์ ยงกลาง",
            "Suwanan Yongklang"
        ],
        "description": "โครงการการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคมของเศรษฐกิจสุขภาพในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ของระบบเศรษฐกิจสุขภาพในประเทศไทย วิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน และพัฒนาแผนธุรกิจและการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ ตลอดจนสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจสุขภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากลและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยทำการศึกษาใน 4 ประเด็น ใน 6 พื้นที่ ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Methods) กระบวนการในการศึกษาประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Method) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสาร (Documentary Research) ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) การจัดสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนได้เสีย (Focus Group) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) และแบบสอบถาม (Questionnaire) ตลอดจนการแปลงคุณค่าทางสังคม (social value) หรือผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการมาเป็นมูลค่าทางการเงิน (financial proxy) ผ่านการวิเคราะห์มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value) ต้นทุนและผลตอบแทนของโครงการ (Cost-Benefit Analysis) และการคำนวณผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ด้วยอัตราคิดลดตามพันธบัตรรัฐบาล (Discount Rate) ร้อยละ 3 ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ของเศรษฐกิจสุขภาพใน 4 ประเด็น จากการศึกษาใน 6 พื้นที่ พบว่า ประเด็นที่ 1 การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โภชนาการ การลดน้ำหนัก (Healthy Eating, Nutrition, & Weight Loss) ผลการประเมินโครงการศูนย์ The next food center ภายใต้อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ในช่วงปี พ.ศ. 2566 – 2567 พื้นที่ศึกษาจังหวัดขอนแก่น มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 0.52 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการศูนย์ The next food center จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 0.52 บาท และผลการประเมินโครงการอาหารเป็นยา ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ ในช่วงปี พ.ศ. 2566 – 2567 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 0.32 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการอาหารเป็นยา ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 0.32 บาท ประเด็นที่ 2 การให้บริการดูแลความสวยและความงาม (Personal Care & Beauty) ผลการประเมินโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทยด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าเครื่องสำอางตามเอกลักษณ์ท้องถิ่นไทย (Thai Cosmetopoeia) กรณีศึกษาใบหมี่ จังหวัดน่าน ในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2567 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 1.33 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทยด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าเครื่องสำอางตามเอกลักษณ์ท้องถิ่นไทย (Thai Cosmetopoeia) จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 1.33 บาท และผลการประเมินโครงการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจสุขภาพจังหวัดน่าน ในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 1.21 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจสุขภาพจังหวัดน่าน จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 1.21 บาท ประเด็นที่ 3 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ผลการประเมินโครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. 2566 – 2567 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 0.39 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 0.39 บาท และผลการประเมินโครงการเชียงใหม่เมืองแห่งอุตสาหกรรมและธุรกิจสุขภาพระดับโลก ในช่วงปี พ.ศ. 2568 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 0.11 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการเชียงใหม่เมืองแห่งอุตสาหกรรมและธุรกิจสุขภาพระดับโลก จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 0.11 บาท รวมถึงผลการประเมินโครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ในช่วงปี พ.ศ. 2566-2567 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 0.29 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 0.29 บาท และผลการประเมินโครงการศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามัน ในส่วนกิจกรรม: วิทยาลัยสุขภาพนานาชาติ ในช่วงปี พ.ศ. 2563 – 2572 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 1.24 เท่า และในส่วนกิจกรรม: โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ม.อ.ภูเก็ต ในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2574 มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 0.06 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามันใน 2 กิจกรรม จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 1.24 บาท และ 0.06 บาท ตามลำดับ ประเด็นที่ 4 เวชศาสตร์เชิงป้องกันและการแพทย์เฉพาะบุคคลและสาธารณสุข (Preventive and personalized medicine and public health) ผลการประเมินแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย ปีพ.ศ. 2563-2567) พื้นที่ศึกษาจังหวัดชลบุรี มีผลตอบแทนทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 6.51 เท่า กล่าวคือ งบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนในการดำเนินโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย จะสร้างประโยชน์ทางสังคมด้วยมูลค่า 6.51 บาท",
        "contractNo": "68-014",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2026-01-14T13:19:10.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0964b7be-5f19-4691-84fd-2a0dd655914c",
        "handle": "11228/6386",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6386",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การใช้แมชชีนเลิร์นนิงอัลกอริทึมและการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการจราจรบนถนน กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร",
        "authors": [
            "มรกต วรชัยรุ่งเรือง",
            "Morakot Worachairungreung",
            "กันยพัชร์ ธนกุลวุฒิโรจน์",
            "Kunyaphat Thanakunwutthirot",
            "ณยศ กุลพานิช",
            "Nayot Kulpanich",
            "พรเพิ่ม แซ่โง้ว",
            "Pornperm Saengow"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้เทคนิคแมชชีนเลิร์นนิงและดีปเลิร์นนิงกับข้อมูลเหตุอุบัติเหตุจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2567 รวมกว่า 70,000 เหตุการณ์ การวิเคราะห์ประกอบด้วย (1) การวิเคราะห์เชิงพรรณนาและเชิงพื้นที่ เพื่อระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดอุบัติเหตุ และ (2) การสร้างแบบจำลองคาดการณ์ด้วยอัลกอริทึม Random Forest, XGBoost และ Logistic Regression โดยใช้ตัวแปรด้านเวลา พื้นที่ ประชากร และสภาพแวดล้อม ผลการศึกษา พบว่าช่วงเวลา 00.00–06.00 น. เป็นช่วงเสี่ยงสูงสุด กลุ่มเสี่ยงหลักคือ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อายุ 20–25 ปี และพื้นที่เสี่ยงสูง ได้แก่ เขตลาดกระบัง บางขุนเทียน ประเวศ ดอนเมือง และมีนบุรี ปัจจัยเชิงพื้นที่ที่มีอิทธิพลสูง ได้แก่ ความหนาแน่นของจุดสนใจ (POI) เช่น โรงเรียน ร้านสะดวกซื้อ และทางแยก แบบจำลอง Random Forest ให้ค่า ROC-AUC = 0.76 และ Balanced Accuracy = 0.72 แสดงถึงความสามารถในการจำแนกพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การจัดตั้ง “เขตปลอดภัยทางถนน (Road Safety Zones)” รอบสถานศึกษาและจุดชุมชน การเพิ่มระบบไฟส่องสว่างและป้ายเตือนในพื้นที่เสี่ยง การสร้างระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุแบบเรียลไทม์ และการจัดตั้งคณะกรรมการข้อมูลอุบัติเหตุระดับชาติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย",
        "contractNo": "68-028",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-14T11:13:52.000+07:00"
    },
    {
        "id": "783e2987-3ff4-48ec-b9dd-8b3d35dc5304",
        "handle": "11228/6385",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6385",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี (ปีที่ 2)",
        "authors": [
            "วรรณา ชัยเจริญกุล",
            "Wanna Chaijaroenkul",
            "เกศรา ณ บางช้าง",
            "Kesara Na-Bangchang",
            "ตุลยากร เปล่งสุริยการ",
            "Tullayakorn Plengsuriyakarn",
            "มยุรี ธาราสุข",
            "Mayuri Tarasuk",
            "กัลยรัตน์ บุญประเสริฐ",
            "Kanyarat Boonprasert"
        ],
        "description": "โรคมะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มะเร็งชนิดนี้มีความรุนแรงมากเนื่องจากไม่มีเครื่องมือในการวินิจฉัยระยะเริ่มแรก และผลการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมีการตอบสนองไม่ดี ดังนั้นการค้นหาเครื่องมือทางชีวภาพชนิดใหม่จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไมโครอาร์เอ็นเอ (microRNA/miRNA) เป็นสารพันธุกรรมที่ควบคุมการแสดงออกของยีน oncogenes และ tumor suppressor genes ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเซลล์มะเร็งหลายชนิด รวมทั้งมะเร็งท่อน้ำดี การศึกษาในครั้งนี้ทำการเปรียบเทียบการแสดงออกของ miRNA และ mRNA ในซีรัมและในเลือดของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี และอาสาสมัครสุขภาพดี โดยวัดปริมาณการแสดงออกของ miRNA และ mRNA ด้วยวิธี Nanostring technology ผลการศึกษาพบการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ miR-122-5p โดยการแสดงออกของ miRNA-122-5p มีความเชื่อมโยงกับการแสดงออกของยีน EGFR ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี จากผลการศึกษานี้แสดงถึงความน่าจะเป็นไมโครอาร์เอ็นเอเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญเป็น oncogenes ในการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทย ซึ่ง miRNA-122-5p นี้สามารถนำไปเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีต่อไป ส่วนการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของจีโนมนั้นพบว่ามีความหลากหลายของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะดำเนินการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งท่อน้ำดีต่อในอนาคต",
        "contractNo": "66-109",
        "issuedDate": "2569-01",
        "accessionedDate": "2026-01-13T11:41:28.000+07:00"
    },
    {
        "id": "dfa71f58-be14-4751-bc52-67744860adac",
        "handle": "11228/6384",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6384",
        "collection": "Policy Brief",
        "title": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย G-EOC แผนที่ช่วยชีวิต : ยกระดับการตอบสนองภัยพิบัติ และบริการการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์",
        "authors": [
            "บุญญาภัทร ชาติพัฒนานันท์",
            "Boonyapat Shatpattananunt",
            "เกรียงศักดิ์ ปินตาธรรม",
            "Kriangsak Pintatham",
            "สิทธิชัย ชูสำโรง",
            "Sittichai Choosumrong",
            "ธวัชชัย อภิเดชกุล",
            "Tawatchai Apidechkul",
            "วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร",
            "Wongchan Petpichetchian",
            "กิตติพันธุ์ ฤกษ์เกษม",
            "Kittipan Rerkasem",
            "พฤทธิ์ พุฒจร",
            "Pruet Putjorn",
            "พีรดนย์ ศรีจันทร์",
            "Peeradone Srichan",
            "จิราณี ปัญญาปิน",
            "Jiranee Panyapin",
            "อาภัสรี บัวประดิษฐ์",
            "Arpasree Buapradit"
        ],
        "description": "ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการวิจัยเรื่อง การขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: นวัตกรรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การตอบสนองภัยพิบัติ และการเยี่ยมบ้าน สนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย\r\nเพื่อนำนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบูรณาการข้อมูล Geohealth และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน การประยุกต์ใช้นวัตกรรมในบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การเสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้วยนวัตกรรมการยกระดับระบบการเยี่ยมบ้านหลังเกิดภัยพิบัติ และภาวะปกติ การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า Geohealth-Emergency Operations Center (G-EOC) เป็นเว็บแอปพลิเคชันศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ตอบสนองภัยพิบัติ ประกอบด้วย 1) การออกแบบเว็บแอปพลิเคชันศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ 2) การออกแบบ UX/UI สำหรับเว็บแอปพลิเคชันจัดการภัยพิบัติ 3) ระบบการรองรับข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำมาวิเคราะห์ 4) ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มีเพื่อให้ระบบมีความครบถ้วนสมบูรณ์ และ 5) ระบบ Geohealth ทำงานสนับสนุนระบบศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน",
        "contractNo": "68-027",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2026-01-13T10:39:37.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d12f0d03-dcea-44b6-b5f2-06bba3a789b1",
        "handle": "11228/6383",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6383",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "The 56th Asia Pacific Academic Consortium for Public Health Conference (APACPH 2025) : Public Health Challenges in a Disruptive World (Proceeding)",
        "authors": [
            "Asia-Pacific Academic Consortium for Public Health",
            "Mae Fah Luang University, School of Health Science",
            "World Health Organization",
            "International Organization of Migration, UN Migration",
            "Ministry of Public Health, Thailand",
            "Health Systems Research Institute (HSRI), Thailand"
        ],
        "description": "The APACPH Conference 2025 aims to bring together public health professionals,\r\nresearchers, educators, and policymakers to critically examine and address the\r\nemerging and persistent public health challenges in an increasingly disruptive world.\r\nAs societies face rapid technological change, environmental crises, geopolitical\r\ninstability, pandemics, and widening health inequities, this conference serves as a vital\r\nplatform for sharing evidence-based solutions, innovative strategies, and collaborative\r\nmodels to strengthen public health systems and resilience across the Asia-Pacific\r\nregion and beyond.\r\nThrough interdisciplinary dialogue and regional collaboration, the conference seeks to\r\ninspire actionable insights and foster partnerships that drive forward-thinking public\r\nhealth leadership in times of uncertainty and transformation.",
        "contractNo": "68-175",
        "issuedDate": "2025-11",
        "accessionedDate": "2026-01-13T09:39:21.000+07:00"
    },
    {
        "id": "b2bcb276-c428-4c22-bcdc-b2c2bea419b9",
        "handle": "11228/6382",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6382",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: นวัตกรรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การตอบสนองภัยพิบัติ และการเยี่ยมบ้าน สนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย",
        "authors": [
            "บุญญาภัทร ชาติพัฒนานันท์",
            "Boonyapat Shatpattananunt",
            "สิทธิชัย ชูสำโรง",
            "Sittichai Choosumrong",
            "จิราณี ปัญญาปิน",
            "Jiranee Panyapin",
            "พีรดนย์ ศรีจันทร์",
            "Peeradone Srichan",
            "พฤทธิ์ พุฒจร",
            "Pruet Putjorn",
            "เกรียงศักดิ์ ปินตาธรรม",
            "Kriangsak Pintatham",
            "อาภัสรี บัวประดิษฐ์",
            "Arpasree Buapradit"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานแบบเป็นลำดับโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพก่อน จากนั้นจึงใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการโดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยนำไปปฏิบัติและประเมินผลลัพธ์ตามกรอบแนวคิด RE-AIM มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อนำนวัตกรรมสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การตอบสนองต่อภัยพิบัติ และการเยี่ยมบ้านไปใช้ประโยชน์ สนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คัดเลือกแบบเจาะจง คือ เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตอบสนองภัยพิบัติ จำนวน 53 คน และประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือผู้ดูแลจำนวน 425 คน ในอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย งานวิจัยนี้ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เลขที่ COA 149/2567 ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง กันยายน พ.ศ. 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ สังเกต การศึกษาเอกสาร ทุกขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและใช้การตรวจสอบแบบสามเส้านำเสนอแบบความเรียง การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลที่ได้จากระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่และแผนที่คำบ่งชี้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ฯ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์และนำเสนอแบบบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า มี 8 กลยุทธ์การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อนำนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบูรณาการข้อมูล Geohealth และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน การประยุกต์ใช้นวัตกรรมในบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การเสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้วยนวัตกรรมการยกระดับระบบการเยี่ยมบ้านหลังเกิดภัยพิบัติ และภาวะปกติ การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า Geohealth-Emergency Operations Center (G-EOC) เป็นเว็บแอปพลิเคชันศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ตอบสนองภัยพิบัติ ประกอบด้วย 1) การออกแบบเว็บแอปพลิเคชันศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ 2) การออกแบบ UX/UI สำหรับเว็บแอปพลิเคชันจัดการภัยพิบัติ 3) ระบบการรองรับข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำมาวิเคราะห์ 4) ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มีเพื่อให้ระบบมีความครบถ้วนสมบูรณ์ และ 5) ระบบ Geohealth ทำงานสนับสนุนระบบศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ผลของการประเมินการใช้ประโยชน์นวัตกรรม G-EOC จากทั้งสองกลุ่มตัวอย่างพบว่า ทุกด้านมีประโยชน์มาก (M = 3.87 - 4.80) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับเขตสุขภาพ คือ 1) บูรณาการ G-EOC กับการวางแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉินและการเยี่ยมบ้าน โดยจัดทำแผนที่ชุมชนเสี่ยงและพื้นที่เข้าถึงบริการสุขภาพจำกัด เพื่อกำหนดเป้าหมายการเยี่ยมบ้านทั้งภาวะปกติและหลังภัยพิบัติ และ 2) กำหนดตัวชี้วัดและกลไกการติดตามประเมินผลเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์และปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง",
        "contractNo": "68-027",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2026-01-08T10:45:36.000+07:00"
    }
]