[
    {
        "id": "d5c4b97a-f164-4fec-bbb5-e729b8b90181",
        "handle": "11228/6352",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6352",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การทดสอบประสิทธิผลของพาสโปรแอปพลิเคชันในการคัดกรองการได้ยินเด็กนักเรียนอนุบาลอายุ 4-5 ปี",
        "authors": [
            "นิชธิมา ฉายะโอภาส",
            "Nichtima Chayaopas",
            "ขวัญชนก ยิ้มแต้",
            "Kwanchanok Yimtae",
            "พนิดา ธนาวิรัตนานิจ",
            "Panida Thanawirattananit",
            "ภาธร ภิรมย์ไชย",
            "Patorn Piromchai",
            "พรเทพ เกษมศิริ",
            "Pornthep Kasemsiri",
            "สมชาย ศรีร่มโพธิ์ทอง",
            "Somchai Srirompotong",
            "ภีม เอี่ยมประไพ",
            "Peem Eiamprapai",
            "กรประภา ไตรยะวิภาค",
            "Kornprapha Traiyawipak",
            "วิพรร ณัฐรังสี",
            "Wipan Nattarrangsi",
            "ธัชพงศ์ โปกุล",
            "Tatchapong Pokun",
            "ณัฐภรณ์ ท้วมใจดี",
            "Nattaporn Toumjaidee",
            "กัญญ์ทอง ทองใหญ่, ม.ล.",
            "Kanthong Thongyai",
            "พิทยาพล ปีตธวัชชัย",
            "Pittayapon Pitathawatchai",
            "รมิดา ดินดำรงกุล",
            "Ramida Dindamrongkul",
            "สุวิชา แก้วศิริ",
            "Suwicha Kaewsiri",
            "ศณัฐธร เชาวน์ศิลป์",
            "Sanathorn Chowsilpa",
            "ศิวะพร เกียรติธนะบำรุง",
            "Sivaporn Kiatthanabumrung",
            "พศิน อิศรเสนา ณ อยุธยา",
            "Pasin Israsena",
            "สังวรณ์ สีสุทัศน์",
            "Sangvorn Seesutas"
        ],
        "description": "บทนำ: การคัดกรองการได้ยินในเด็กอนุบาลอายุ 4-5 ปี มีความสำคัญในการค้นหาเด็กที่มีปัญหาการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียการได้ยินถาวร วัตถุประสงค์: เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมการตรวจคัดกรองการได้ยินพาสโปรแอปพลิเคชันในการตรวจคัดกรองที่โรงเรียน เปรียบเทียบกับการตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาลและการตรวจวินิจฉัยการได้ยินมาตรฐาน (conditioned play audiometry) วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาไปข้างหน้าแบบทดลอง เด็กนักเรียนอนุบาลอายุระหว่าง 4 – 5 ปี จาก 37 โรงเรียนในเขตภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร เด็กเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,479 คน ข้อมูลครบถ้วนเข้าสู่การวิเคราะห์ 1,431 คน เป็นผู้ชาย 716 คน ผู้หญิง 715 คน อายุเฉลี่ย 60.1 ± 6.82 เดือน ผลการศึกษา: เด็กมีการได้ยินปกติ 1,299 คน (ร้อยละ 90.8) ผิดปกติ 116 คน (ร้อยละ 8.1) ค่าความไวของการคัดกรองด้วยโปรแกรมพาสโปรที่หูขวาและหูซ้ายเท่ากับร้อยละ 82.4 และร้อยละ 73.8 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าความจำเพาะของการตรวจคัดกรองด้วยโปรแกรมพาสโปรที่หูขวาและหูซ้ายเท่ากับร้อยละ 88.0 และร้อยละ 90.1 ตามลำดับ ความไวของการคัดกรองด้วยโปรแกรมพาสโปรของหูขวาและหูซ้ายในการคัดกรองความพิการของการได้ยิน (PTA0.5, 1, 2, 4 kHz > 35 dB) เท่ากับร้อยละ 87.5 และร้อยละ 90.0 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าความจำเพาะของการตรวจคัดกรองด้วยโปรแกรมพาสโปรที่หูขวาและหูซ้ายเท่ากับร้อยละ 87.0 และร้อยละ 89.2 ตามลำดับ ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจด้วยโปรแกรมพาสโปรเฉลี่ย ไม่ว่าจะทำโดยครู หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่นักแก้ไขการได้ยินที่เชี่ยวชาญการตรวจเด็ก ใช้เวลาใกล้เคียงกัน เท่ากับ 81.45 วินาที และ 77.11 วินาทีตามลำดับ ซึ่งระยะเวลาที่ใช้น้อยกว่าระยะเวลาการตรวจด้วยวิธี conventional play audiometry 391.38 วินาที หรือประมาณ 6 นาที สรุปผลการศึกษา โปรแกรมพาสโปร สามารถใช้ในการคัดกรองเด็กอายุ 4-6 ปีที่มีปัญหาความผิดปกติของการได้ยินที่โรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องใช้บุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หากต้องการใช้คัดกรองที่โรงเรียนอาจต้องเพิ่มการอบรมการใช้งานและปรับแก้ไขโปรแกรม เพื่อเพิ่มค่าความไวและความจำเพาะของการตรวจคัดกรองที่โรงเรียนต่อไป",
        "contractNo": "66-040",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-30T14:17:03.000+07:00"
    },
    {
        "id": "76ec196e-e052-41cf-9372-9083f53a6d1f",
        "handle": "11228/6351",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6351",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "พัลพ์โพโตมีเปรียบเทียบกับการรักษาคลองรากฟันในฟันที่มีอาการอักเสบแบบผันกลับไม่ได้: ชุดของการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและการวิเคราะห์อภิมานแบบไปข้างหน้า (ระยะที่ 1)",
        "authors": [
            "ภาพิมล ชมภูอินไหว",
            "Papimon Chompu-inwai",
            "ธนิดา ศรีสุวรรณ",
            "Tanida Srisuwan",
            "ภูมิศักดิ์ เลาวกุล",
            "Phumisak Louwakul",
            "ชนิกา แมนมนตรี",
            "Chanika Manmontri",
            "วรัตม์ ลีลาพรพิสิฐ",
            "Warat Leelapornpisid",
            "อาณัติ เดวี",
            "Anat Dewi",
            "กิตติพิชญ์ กลั่นเลี้ยง",
            "Kittipit Klanliang",
            "ณัฐกานต์ ชัยพัฒนาวรรณ",
            "Nattakan Chaipattanawan"
        ],
        "description": "จุดประสงค์: จุดประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อเปรียบเทียบความเจ็บปวดหลังการรักษาด้วยโคโรนัลพัลพ์โพโตมี (coronal pulpotomy : CP) และการรักษาคลองรากฟัน (root canal treatment : RCT) ในฟันกรามที่มีปลายรากปิดและมีการอักเสบแบบผันกลับไม่ได้ วิธีวิจัย: ฟันกรามที่มีปลายรากปิดและมีการอักเสบแบบผันกลับไม่ได้จำนวน 60 ซี่ จากอาสาสมัคร 60 คน ได้เข้าร่วมงานวิจัย และถูกสุ่มให้อยู่ในกลุ่มการรักษาด้วย RCT หรือ CP ในกลุ่ม RCT ฟันถูกรักษาด้วยวิธีมาตรฐาน ในกลุ่ม CP เนื้อเยื่อในถูกตัดถึงรูเปิดคลองรากฟัน ทำการห้ามเลือด และล้างด้วย 2.5% sodium hypochlorite จากนั้นใส่ Biodentine แล้วฟันจึงถูกบูรณะด้วย glass ionomer cement ตามด้วย composite resin อาสาสมัครบันทึกความเจ็บปวดโดยใช้ Numeric Rating Scale (NRS) ที่เวลา 3 และ 7 วันหลังการรักษา ภายหลังการรักษาและตอบแบบสอบถาม เหลืออาสาสมัครอยู่ในงานวิจัย 50 คน (กลุ่มละ 25 คน) วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ Independent t-test; Chi-square; Fisher’s exact test, and Mann-Whitney U test ระดับนัยสำคัญทางสถิติคือ 0.05 ผลการวิจัย: ไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความเจ็บปวดหลังการรักษาด้วย CP และ RCT ในฟันกรามที่มีปลายรากปิดและมีการอักเสบแบบผันกลับไม่ได้ (p > 0.05) ทั้งที่เวลา 3 และ 7 วันหลังการรักษา ระดับของความเจ็บปวดบันทึกโดย NRS มีระดับมากที่สุดก่อนการรักษาและลดลงในวันที่ 3 และลดลงมากที่สุดในวันที่ 7 วันหลังการรักษา นอกจากนี้ยังพบอีกว่าการใช้ยาระงับปวดไม่ต่างกันระหว่างสองกลุ่มการรักษา สรุปผล: ไม่พบความแตกต่างของระดับความเจ็บปวด และการใช้ยาระงับปวดในกลุ่มการรักษาด้วย RCT หรือ CP ในฟันกรามที่มีปลายรากปิดและมีการอักเสบแบบผันกลับไม่ได้",
        "contractNo": "67-041",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-30T13:33:44.000+07:00"
    },
    {
        "id": "b25a92d7-3dc5-44ea-b27b-5822d3adeaec",
        "handle": "11228/6350",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6350",
        "collection": "Policy Brief",
        "title": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย เปิดผลสำรวจคนไทยคิดเห็นอย่างไรกับความเสมอภาคด้านสุขภาพ",
        "authors": [
            "วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย",
            "Wanrudee Isaranuwatchai",
            "KC, Sarin",
            "ชิตวรรณ พูนศิริ",
            "Chittawan Poonsiri",
            "ภิชารีย์ กรุณายาวงศ์",
            "Picharee Karunayawong",
            "จุฬาทิพย์ บุญมา",
            "Chulathip Boonma",
            "มันตา กรกฎ",
            "Manta Korakot",
            "ปฤษฐพร กิ่งแก้ว",
            "Pritaporn Kingkaew"
        ],
        "description": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เรื่อง การประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี Distributional Cost-Effectiveness Analysis ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงสำหรับการศึกษาระยะที่ 1 ดังนี้ 1. เพื่อนำเสนอแนวคิดการผนวกประเด็นเรื่องความเสมอภาคทางสุขภาพเข้าในกระบวนการตัดสินใจเพิ่มจากการประเมินความคุ้มค่าและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้เสีย 2. เพื่อประเมินสถานการณ์การกระจายตัวด้านสุขภาพ (baseline health distribution) ในประเทศไทยในปัจจุบัน ในแง่ของอายุสุขภาวะคาดเฉลี่ย (quality-adjusted life expectancy) เมื่อแรกเกิด เทียบกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเสมอภาค กล่าวคือ ดัชนีสินทรัพย์ (assets index) 3. เพื่อวิเคราะห์การแลกเปลี่ยน (trade-off) ระหว่างการเพิ่มผลลัพธ์ทางสุขภาพ (efficiency) กับการลดความไม่เสมอภาคทางสุขภาพ (equality) ผ่านการทำแบบสำรวจระดับความหลีกเลี่ยงความไม่เสมอภาคในการรับบริการทางสุขภาพ (health inequality aversion survey)",
        "contractNo": "66-167",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-29T15:45:05.000+07:00"
    },
    {
        "id": "7bac91bd-2faa-4010-b5f1-528c26b25a1b",
        "handle": "11228/6349",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6349",
        "collection": "Policy Brief",
        "title": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพดานความคุ้มค่าของบัญชียาหลักแห่งชาติ : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต",
        "authors": [
            "นิธิเจน กิตติรัชกุล",
            "Nitichen Kittiratchakool",
            "ยศ ตีระวัฒนานนท์",
            "Yot Teerawattananon",
            "ปฤษฐพร กิ่งแก้ว",
            "Pritaporn Kingkaew",
            "Botwright, Siobhan",
            "บุสดี โสบุญ",
            "Budsadee Soboon",
            "พรอุมา ราศรี",
            "Pornuma Rasri",
            "นภดล พิมสาร",
            "Nopphadol Pimsarn",
            "อธิพร เรืองทวีป",
            "Atiporn Rueangthaweep",
            "พิชญ์สินี ศุภผล",
            "Pitsinee Supapol",
            "วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย",
            "Wanrudee Isaranuwatchai"
        ],
        "description": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เรื่อง การศึกษาเชิงคุณภาพของการกำหนด การใช้และการเปลี่ยนแปลงเพดานความคุ้มค่าสำหรับพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาของการกำหนด การใช้ประโยชน์ ความท้าทายและข้อจำกัด รวมถึงกระบวนการติดตามและประเมินผลของนโยบายที่นำเพดานความคุ้มค่า (Cost-effectiveness threshold: CET) มาใช้ และเพื่อศึกษาลักษณะของยาที่มีการศึกษาความคุ้มค่าในแต่ละช่วงของ CET รวมถึงการเปลี่ยนแปลง CET และผลกระทบที่เกิดขึ้นในขอบเขตของการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย",
        "contractNo": "67-080",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-09-29T15:32:33.000+07:00"
    },
    {
        "id": "133d9812-d3f1-4c39-8b29-06f763c87602",
        "handle": "11228/6348",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6348",
        "collection": "Policy Brief",
        "title": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของการตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยวิธี Spectrophotometry โดยการตรวจวัดระดับยา Indocyanine green ในผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดตับในประเทศไทย",
        "authors": [
            "อัญชลี เพิ่มสุวรรณ",
            "Unchalee Permsuwan",
            "ปิยะเมธ ดิลกธรสกุล",
            "Piyameth Dilokthornsakul",
            "ปาจรีย์ ศรีอุทธา",
            "Pajaree Sriuttha"
        ],
        "description": "ข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของการตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยวิธี Spectrophotometry โดยการตรวจวัดระดับยา Indocyanine green ในผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดตับในประเทศไทย วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินต้นทุนอรรถประโยชน์ ผลกระทบด้านงบประมาณ และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยวิธี Spectrophotometry โดยการตรวจวัดระดับยา Indocyanine green (ICG) ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน เปรียบเทียบกับการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน แม้ว่าการตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับโดยวัดระดับยา ICG ด้วยเครื่อง Spectrophotometer ยังเป็นมาตรการที่ไม่คุ้มค่าในผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดตับในประเทศไทย แต่จัดเป็นมาตรการที่ควรได้รับการสนับสนุนเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ เนื่องจากช่วยลดโอกาสของการเกิดภาวะตับวายหลังการผ่าตัด ส่งผลให้ค่ารักษาภาวะตับวายลดลง และภาระงบประมาณที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมเฉลี่ย 8 ล้านบาทต่อปี จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ 1) กำหนดผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสการเกิดภาวะตับวายหลังผ่าตัดเกินร้อยละ 10 เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วย ICG เพิ่มเติมจากการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน 2) ส่งเสริมระบบนัดผู้ป่วยเพื่อฉีดยา ICG พร้อมกัน ช่วยลดปัญหายาเหลือใช้ 3) การใช้ระบบส่งต่อผู้ป่วยจะช่วยลดความจำเป็นของการซื้อเครื่อง Spectrophotometer ทุกโรงพยาบาล",
        "contractNo": "67-044",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-29T15:00:12.000+07:00"
    },
    {
        "id": "7a01f1f9-494f-4830-b74d-52ce89784b36",
        "handle": "11228/6347",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6347",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิจัยผสานวิธีเพื่อค้นหาปัจจัยเชิงสาเหตุของการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพและแนวทางการออกแบบแอปพลิเคชันสุขภาพเพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน",
        "authors": [
            "วิไลลักษณ์ ลังกา",
            "Wilailak Langka",
            "นริสรา พึ่งโพธิ์สภ",
            "Narisara Peungposop",
            "อรอุมา เจริญสุข",
            "Ornuma Charoensuk",
            "ศิวลาภ สุขไพบูลย์วัฒน์",
            "Sivalap Sukpaiboonwat"
        ],
        "description": "การวิจัยผสานวิธีครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ และปัจจัยเชิงสาเหตุทั้งที่ส่งเสริมและอุปสรรคของการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพของคนไทยสำหรับจัดทำข้อเสนอการออกแบบแอปพลิเคชันสุขภาพเพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับคนไทยกลุ่มต่าง ๆ ข้อค้นพบสำคัญ มีดังนี้ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจสถานการณ์การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ และปัจจัยเชิงสาเหตุความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลที่มีต่อการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพของคนไทย สถานการณ์การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพของคนไทย พบว่า ร้อยละ 70.62 ของคนไทยมีการติดตั้งแอปพลิเคชันสุขภาพ โดย Gen Z เป็นผู้ใช้มากที่สุด (ร้อยละ 87.7) “หมอพร้อม” เป็นแอปพลิเคชันสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ร้อยละ 75.46) ส่วนใหญ่ใช้เพื่อบันทึกข้อมูลสุขภาพ (ร้อยละ 43.58) และตรวจสอบสิทธิการรักษา (ร้อยละ 41.53) อุปสรรคหลักของการไม่ใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ ได้แก่ ไม่มีความรู้ในการใช้ (ร้อยละ 44.07) และไม่มีเวลา (ร้อยละ 36.85) คุณสมบัติของแอปพลิเคชันสุขภาพที่ทำให้คนใช้มากที่สุด คือ เข้าถึงสะดวก (ร้อยละ 39.65) และใช้งานง่าย (ร้อยละ 34.14) ส่วนปัจจัยเชิงสาเหตุของ การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล มีอิทธิพลทางตรงต่อพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพมากที่สุด (สัมประสิทธิ์อิทธิพล เท่ากับ 0.63) ปัจจัยทางสังคม และความคาดหวังต่อแอปพลิเคชัน มีอิทธิพลทางตรงเท่ากัน (สัมประสิทธิ์อิทธิพล เท่ากับ 0.16) ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพรวมทั้งปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยขัดขวางของการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพของคนไทย คนไทยใช้แอปพลิเคชันสุขภาพเพราะมีความเชื่อ 5 ประการ ได้แก่ (1) เชื่อว่ามีประโยชน์ (2) เชื่อว่าเป็นภารกิจที่ต้องทำ (3) เชื่อว่าจำเป็นและตอบสนองความต้องการ (4) เชื่อว่าให้คำตอบได้รวดเร็ว (5) เชื่อมั่นว่าพัฒนาจากรัฐบาล ส่วนการให้คุณค่าและความสำคัญของการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ มี 3 ประเด็น ได้แก่ (1) แอปพลิเคชันที่สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ใช้ (2) แอปพลิเคชันที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกสบาย ประหยัดเวลา และ (3) แอปพลิเคชันที่มีติดตัวไว้ให้อุ่นใจ ปัจจัยส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ มี 7 ประเด็น ได้แก่ (1) มีการเข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง (2) มีระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (3) สารสนเทศต้องน่าเชื่อถือ (4) มีศูนย์รวมแอปพลิเคชันสุขภาพ (5) มีการประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชันอย่างทั่วถึง (6) กำหนดให้เป็นแอปพลิเคชันหลักที่ทุกคนต้องมีติดตัว และ (7) ออกแบบแอปพลิเคชันให้ประทับใจผู้ใช้ ส่วนปัจจัยขัดขวางการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพ มี 7 ประเด็น ได้แก่ (1) ไม่เห็นความจำเป็นของการใช้ (2) ไม่เคยได้ยิน/ไม่รู้จัก (3) ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน \"กระจัดกระจาย\" (4) ไม่มั่นใจในความปลอดภัย (5) ไม่เป็นมิตรต่อการใช้ (6) มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และ (7) มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ ระยะที่ 3 ข้อเสนอการออกแบบแอปพลิเคชันสุขภาพเพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยกลุ่มต่าง ๆ แนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันสุขภาพเพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยกลุ่มต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 4 มิติ 8 กลยุทธ์ (1) มิติการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ประกอบด้วย ออกแบบแอปพลิเคชันที่รองรับความต้องการและเป็นมิตรกับผู้ใช้ (2) มิติการพัฒนาระบบที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อ ประกอบด้วย ออกแบบระบบที่ปลอดภัย และคุ้มครองความเป็นส่วนตัว เชื่อมต่อกับระบบสุขภาพส่วนกลาง และสร้างเอกลักษณ์ให้น่าเชื่อถือและจดจำง่าย (3) มิติการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย ประกอบด้วย ออกแบบเนื้อหาที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ และ (4) มิติการสร้างกลไกที่เหมาะกับบริบทผู้ใช้ ประกอบด้วย ออกแบบระบบที่สร้างแรงจูงใจในการใช้งาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันสุขภาพอย่างยั่งยืน มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 พัฒนาโดยเข้าใจความต้องการผู้ใช้ ขั้นที่ 2 ทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายครอบคลุมทุกช่วงวัยและระดับความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ขั้นที่ 3 บูรณาการกับระบบสุขภาพที่มีอยู่โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติอย่างปลอดภัย ขั้นที่ 4 วางแผนการเปิดตัวและประชาสัมพันธ์ ใช้กลยุทธ์ดิจิทัลผ่านผู้มีอิทธิพลและโซเชียลมีเดีย และขั้นที่ 5 ประเมินผลเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยรับฟังข้อเสนอแนะ และมีแผนพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจน กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันสุขภาพอย่างยั่งยืน คือ 1) สร้างศูนย์รวมแอปพลิเคชันสุขภาพ เพื่อลดความกระจัดกระจายและสร้างมาตรฐาน 2) พัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลโดยเฉพาะกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer 3) กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน และ 4) ส่งเสริมการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายโดยออกแบบตามหลัก user-friendly เข้าถึงได้ทุกกลุ่มวัย ข้อค้นพบจากการศึกษานี้จะช่วยยกระดับคุณภาพแอปพลิเคชันสุขภาพในประเทศไทย และส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านช่องทางดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ",
        "contractNo": "67-133",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-29T14:03:03.000+07:00"
    },
    {
        "id": "836d8b2e-6a38-420c-9fb9-0f3d43dda90f",
        "handle": "11228/6346",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6346",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วย กรณีการให้บริการรักษาเร่งด่วนสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke Fast Track) ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ",
        "authors": [
            "นภชา สิงห์วีรธรรม",
            "Noppcha Singweratham",
            "กรรณิการ์ อินต๊ะวงศ์",
            "Kannikar Intawong",
            "พัลลภ เซียวชัยสกุล",
            "Pallop Siewchaisakul",
            "ดาวรุ่ง คำวงศ์",
            "Daoroong Komwong",
            "พัชราภรณ์ สงพัด",
            "Phatcharaporn Songphat"
        ],
        "description": "ภูมิหลังและเหตุผล: การดูแลผู้ป่วยกรณีการให้บริการรักษาเร่งด่วน สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke fast track: SFT) ได้รับการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อให้ประชาชนที่มีความจำเป็นเข้าถึงบริการสุขภาพ ความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผลจึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับการประเมินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบบริการสุขภาพ วัตถุประสงค์การวิจัย: 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดบริการ 2) เพื่อศึกษาความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผล และ 3) เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยกรณีการให้บริการรักษาเร่งด่วน สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน SFT ระเบียบวิธีวิจัย: วิจัยแบบผสมวิธี (Mixed methods) มองผู้ให้บริการ (Provider perspective) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การจัดบริการ คัดเลือกพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) โรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลลูกข่ายที่พื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี ร้อยเอ็ด กระบี่ และปัตตานี จำนวน 8 พื้นที่ ผู้ให้ข้อมูล (Informant) คือเครือข่ายการดำเนินงานการดูแลผู้ป่วยกรณีการให้บริการรักษาเร่งด่วนสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke fast track) จำนวน 64 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบปลายเปิดและกึ่งมีโครงสร้าง และแบบบันทึกการจัดบริการ ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์เชิงพรรณนานำเสนอข้อมูลเป็นจำนวนและร้อยละ ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผลแบบย้อนหลัง (Ex post approach) จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลเฉพาะกรณีและจากฐานข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปี พ.ศ. 2562 – 2566 วิเคราะห์ข้อมูล 1) ประชากรที่มีความจำเป็นต้องได้รับบริการสุขภาพ (Need) 2) ประชาชนที่ได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็น (Use) 3) ประชาชนที่ได้รับผลดีทางสุขภาพจากบริการที่ได้รับ (Quality) 4) ผู้ที่ทราบความจำเป็นทางสุขภาพและได้ใช้บริการทางสุขภาพ (Crude coverage) และ 5) ผู้ที่ได้รับผลดีทางสุขภาพจากการใช้บริการสุขภาพ (Effective Coverage) และ ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และมีการนำเสนอผลการวิจัยเป็นลักษณะพรรณนา (Descriptive Explanation) ผลการศึกษา: 1) โรงพยาบาลแม่ข่ายมีศักยภาพในการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในปีที่แตกต่างกัน ทรัพยากรการจัดบริการในปี พ.ศ. 2562 – 2566 มีเครื่อง CT scan และให้ยา recombinant tissue Plasminogen Activator (rtPA) เฉพาะในโรงพยาบาลแม่ข่าย ส่วนในปี พ.ศ. 2566 โรงพยาบาลลูกข่ายเริ่มมีเครื่อง CT scan และให้ยา rtPA ได้ ระบบฐานข้อมูลมีความหลากหลายในการบันทึกข้อมูล ยังมีการบันทึกลงกระดาษหรือบันทึกในฐานข้อมูลของส่วนงานที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ ฐานข้อมูลในระดับโรงพยาบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบช่องว่างในการระบุเงื่อนไขที่สำคัญเพื่อใช้ในการติดตามจัดบริการ Stroke fast track เช่น การระบุว่าเป็นกลุ่ม Stroke fast track, การระบุเวลา 4.5 ชั่วโมง และการเชื่อมโยงข้อมูลรายการยา rtPA เป็นต้น 2) การวิเคราะห์จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลกรณีศึกษา ในปีงบประมาณ 2562-2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 24,191 ราย และพบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้า stroke fast-track เป็นร้อยละ 31.96 และพบผู้ป่วยเนื้อสมองตายเพราะขาดเลือด ที่เข้า stroke fast-track เป็นสัดส่วนระหว่างร้อยละ 59.86 เมื่อติดตามการได้รับยา rtPA ในกลุ่มผู้ป่วยเนื้อสมองตายเพราะขาดเลือดพบว่าได้รับ rtPA ร้อยละ 35.91 และอัตราการรอดชีพของผู้ที่ได้รับยา rtPA ร้อยละ 91.82 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ อุดตัน ที่ไม่ได้รับ rtPA ส่วนใหญ่มีอาการต่ำ ความจำเป็นทางสุขภาพและได้ใช้บริการทางสุขภาพ (Crude coverage) สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke fasttrack) ที่ได้รับยา rtPA ในกลุ่ม Cerebrovascular disease มีค่าร้อยละ 6.87 และในกลุ่ม Cerebral infarction มีค่าระหว่าง ร้อยละ 35.91 ผู้ที่ได้รับผลดีทางสุขภาพจากการใช้บริการสุขภาพ (Effective Coverage) สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke fast track) ที่ได้รับยา rtPA ในกลุ่ม Cerebrovascular disease มีค่าร้อยละ 6.31 และในกลุ่ม Cerebral infarction มีค่าร้อยละ 32.97 การวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วงปีงบประมาณ 2562-2566 พบว่าผู้ป่วย Cerebrovascular disease และผู้ป่วย Cerebral infarction มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นทุกปีเมื่อวิเคราะห์ความครอบคลุมของการดูแลรักษาที่จำเป็นคือ การได้รับยา rtPA ในผู้ป่วย Cerebral infarction พบว่า ความครอบคลุมของการได้รับยา rtPA ในช่วงปีงบประมาณ 2562-2566 เพิ่มสูงขึ้นทุกปี และเมื่อพิจารณาในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา rtPA นั้น พบว่าได้รับผลดีทางสุขภาพ คือมีการรอดชีพ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2564-2566 สำหรับผลการวิเคราะห์ Crude coverage และ Effective coverage ทั้งกรณีที่กำหนดให้ผู้ที่ทราบความจำเป็นทางสุขภาพคือผู้ป่วย Cerebrovascular diseases หรือ Cerebral infarction พบว่า Crude coverage และ Effective coverage พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปีงบประมาณ 2562 – 2566 3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผล ประกอบด้วย 1). การเพิ่มความครอบคลุมการเข้าถึงบริการจากระบบบริการ เริ่มจากการเพิ่มความครอบคลุมนอกสถานบริการ โดยการเพิ่มการรณรงค์การสร้างการตระหนักรู้สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง และการรับรู้ถึงสิทธิการเข้าถึงบริการการรักษาโรคหลอดเลือดสมองให้กับประชาชนทราบ การเพิ่มความครอบคลุมในสถานบริการ โดยการ lean ระบบบริการในโรงพยาบาลเพื่อลดขั้นตอนการเข้าถึงบริการ รวมถึงการเพิ่มความครอบคลุมการยอมรับ rtPA โดยการเพิ่มการให้ข้อมูลกับญาติผู้ป่วย เริ่มตั้งแต่การนำส่งโรงพยาบาลรวมถึงการให้ข้อมูลด้านที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้มีเวลาในการตัดสินใจ 2) การเพิ่มความครอบคลุมที่เกิดการระบบรายงาน ควรมีบันทึกข้อมูลผู้ป่วยควรใช้ระบบฐานข้อมูลเดียวและมีการระบุ SFT ในฐานข้อมูลของโรงพยาบาล และปรับปรุงแนวทางกระบวนการการบันทึกข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการ Claim ของ สปสช. ตั้งแต่แรกรับ ขณะทำการรักษา ขณะจ่ายยา และ การจัดเก็บรายได้ 3) การติดตามผลการรักษาหลังจากการได้รับ rtPA ควรมีการพัฒนารูปแบบการจัดบริการที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับยา rtPA เพื่อเป็นการบูรณาการการจัดบริการในระดับพื้นที่ และเชื่อมต่อข้อมูลกับกลุ่มผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง Intermediate care",
        "contractNo": "67-183",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-26T14:27:19.000+07:00"
    },
    {
        "id": "828fdc83-0277-482f-bbde-dda426ef16f8",
        "handle": "11228/6345",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6345",
        "collection": "Articles",
        "title": "การพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายหลังการถ่ายโอนภารกิจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี",
        "authors": [
            "ปติญญา อิศรางกูร ณ อยุธยา",
            "Patinya Issarangkur Na Ayutdhaya",
            "กิระพล กาละดี",
            "Kiraphol Kaladee",
            "สมโภช รติโอฬาร",
            "Sompoch Ratioran"
        ],
        "description": "ภูมิหลังและเหตุผล: จังหวัดปราจีนบุรีได้ถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการปรับใช้เกณฑ์มาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิใหม่ การรักษาและพัฒนาคุณภาพการให้บริการสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสุขภาพ (2) เปรียบเทียบผลการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสุขภาพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และพ.ศ. 2567 และ (3) ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลังการถ่ายโอนภารกิจให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุร ระเบียบวิธีศึกษา: เป็นการวิจัยผสมวิธี (mixed methods research) ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณโดยการเปรียบเทียบข้อมูลทุติยภูมิจากคะแนนประเมินคุณภาพบริการสุขภาพปฐมภูมิ 8 ด้าน ของ รพ.สต. 94 แห่งด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ Wilcoxon signed-rank และดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึก คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ 31 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ศึกษาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ถึงเดือนกรกฎาคม 2568 ผลการศึกษา: พบว่า (1) ผลการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภายหลังการถ่ายโอน ส่วนใหญ่สะท้อนว่าคุณภาพบริการโดยรวมยังคงรักษามาตรฐานได้ดีขึ้นหรือเท่าเดิมในเกือบทุกด้าน การบริหารจัดการมีความคล่องตัวมากขึ้น มีการจัดบริการที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย ส่งผลให้หน่วยบริการสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น (2) ผลการเปรียบเทียบระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และ พ.ศ. 2567 พบว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีคุณภาพการจัดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการ การจัดการบุคลากร ระบบสารสนเทศและการจัดบริการเภสัชกรรม เนื่องจากนโยบายและเป้าหมายจาก อบจ. มีความชัดเจน ทำให้ รพ.สต. มีทิศทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพและ (3) ปัจจัยความสำเร็จสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนเชิงนโยบายและทรัพยากรจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของบุคลากรและชุมชน ปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ภาระงานเอกสารที่เพิ่มขึ้น บุคลากรไม่เพียงพอ ระบบสารสนเทศไม่ครอบคลุม และเกณฑ์ประเมินที่มีความซับซ้อนบางด้าน",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,3 (ก.ค. - ก.ย. 2568) : 274-293",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-26T11:40:55.000+07:00"
    },
    {
        "id": "47e28470-941c-4058-a1b7-1269dbdb5990",
        "handle": "11228/6344",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6344",
        "collection": "Articles",
        "title": "ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีเอชพีวีดีเอ็นเอในกลุ่มสตรีอายุ 30-60 ปี ของเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย",
        "authors": [
            "อลงกรณ์ ศรีเลิศ",
            "Alongkon Srilerd",
            "คล้ายเดือน ปงเมฆ",
            "Khlaiduean Pongmek",
            "เหมือนดาว ปงเมฆ",
            "Mueandao Pongmek",
            "สิริลักษณ์ ศักดิ์สิทธานุภาพ",
            "Sirilak Saksitthanuphap",
            "ปุณณาสา วงศ์ชนะ",
            "Punnasa Wongchana",
            "เบญจมาศ พิชัย",
            "Benjamas Pichai",
            "อภิสิทธิ์ ศรีรักษา",
            "Aphisit Sriraksa"
        ],
        "description": "มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในสตรี การคัดกรองที่มีประสิทธิผลจะช่วยให้ค้นพบผู้ป่วยได้เร็วและมีอัตราการรอดชีวิตสูง อย่างไรก็ตามในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังมีความชุกของการเข้ารับการตรวจคัดกรองไม่มาก เช่นเดียวกับในเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ปี 2566 มีอัตราคัดกรองเพียงร้อยละ 11.1 ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA (human papillomavirus deoxyribonucleic acid) test ในสตรีอายุ 30-60 ปี โดยวิธีการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง จำนวน 148 คน จำแนกเป็นผู้ที่เคยและไม่เคยตรวจคัดกรองจำนวน 70 คน และ 78 คน ตามลำดับ ปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของโรคมะเร็งปากมดลูก ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์และอุปสรรคในการเข้ารับการตรวจคัดกรอง และปัจจัยร่วม รวมถึงสิ่งชักนำในการเข้ารับการตรวจคัดกรอง เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสถิติ multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีตัวแปรใดที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรอง และปัจจัยรับรู้โอกาสเสี่ยงและการรับรู้ความรุนแรงเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรอง (adjusted odds ratio 0.92 และ 0.85 และค่า p-value 0.81 และ 0.64 ตามลำดับ) ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์และอุปสรรคในการเข้ารับการตรวจคัดกรอง และปัจจัยร่วม รวมถึงสิ่งชักนำในการเข้ารับการตรวจคัดกรองไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรอง (adjusted odds ratio 0.74 และ 0.73 และค่า p-value 0.37 และ 0.57 ตามลำดับ) ความชุกของการเข้ารับการตรวจคัดกรองที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.1 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 19.6 ในปี 2567 ยังเป็นอัตราที่ต่ำ จึงควรดำเนินการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคัดกรองในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีบริบทแตกต่างกันทั้งในด้านปัจจัยส่วนบุคคล เช่น การศึกษา และเศรษฐฐานะ รวมถึงปัจจัยด้านการรับรู้ ปัจจัยร่วมและสิ่งชักนำเพื่อค้นหาและยืนยันสาเหตุต่อไป",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,3 (ก.ค. - ก.ย. 2568) : 262-273",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-26T11:15:51.000+07:00"
    },
    {
        "id": "fdb06207-d11e-4042-b1c0-c73914da7f25",
        "handle": "11228/6343",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6343",
        "collection": "Articles",
        "title": "แนวโน้มการสั่งยาและผลลัพธ์ทางคลินิกของยากลุ่มสแตตินเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแบบปฐมภูมิในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดลำปาง",
        "authors": [
            "นันท์นภัส อภิสิทธิเกษม",
            "Nannapat Apisittikasem",
            "เพ็ญกาญจน์ กาญจนรัตน์",
            "Penkarn Kanjanarat",
            "สกนธ์ สุภากุล",
            "Sakon Supakul"
        ],
        "description": "ภูมิหลังและเหตุผล: โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีกระบวนการเมทาบอลิซึมของไขมันที่ผิดปกติ โดยมีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำที่สูง จึงทำให้มีโอกาสเกิดการอุดตันของหลอดเลือดตามมา ควรป้องกันแบบปฐมภูมิโดยใช้ยาในกลุ่มสแตติน ดังนั้นจึงศึกษาแนวโน้มอัตราการสั่งใช้ยา atorvastatin และ simvastatin ครั้งแรก เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบปฐมภูมิในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และศึกษาผลของการเปลี่ยนยา atorvastatin จากบัญชี ง เป็นบัญชี ข ต่ออัตราการสั่งใช้ยากลุ่มสแตติน อุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด และอาการไม่พึงประสงค์จากยากลุ่มสแตติน ระเบียบวิธีศึกษา: ทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดลำปาง ในช่วงปีงบประมาณ 2561–2565 จาก Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ศึกษาแนวโน้มอัตราการสั่งใช้ยา atorvastatin และ simvastatin ครั้งแรกเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบปฐมภูมิ รูปแบบการวิจัย interrupted time series analysis ส่วนที่ 2 ศึกษาอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 1 ปี และอาการไม่พึงประสงค์ เปรียบเทียบระหว่าง atorvastatin กับ simvastatin ด้วยวิธี retrospective cohort study อุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 1 ปี คำนวณเป็นรายต่อ 1,000 คน-วัน และอาการไม่พึงประสงค์เปรียบเทียบระหว่าง atorvastatin กับ simvastatin นำเสนอข้อมูลเป็นร้อยละ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในช่วงปีงบประมาณ 2561–2565 ทั้งหมด 5,200 คน ได้รับยาสแตตินครั้งแรก มีจำนวน 662 คน ความชุกของการสั่งยาสแตตินคือร้อยละ 12.8 สัดส่วนการสั่งยาสแตตินมากที่สุดคือ simvastatin 20 mg, simvastatin 10 mg และ atorvastatin 40 mg ตามลำดับ หลังจากที่มีการปรับบัญชียา atorvastatin จากบัญชี ง เป็นบัญชี ข ส่งผลให้อัตราการสั่งยา simvastatin 10 mg และ atorvastatin 40 mg ครั้งแรกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่เพิ่มขึ้นคือ ร้อยละ 19.2 และ ร้อยละ 10.5 ตามลำดับ ทั้งนี้อัตราการสั่งยา simvastatin 20 mg ลดลงร้อยละ 4.3 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการใช้นโยบายฯ (p-value > 0.05) และอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 1 ปีในผู้ป่วยที่ได้รับยา atorvastatin 40 mg และ simvastatin 10 หรือ 20 mg เท่ากับ 0.00671 และ 0.00896 ต่อ 1,000 คน-วัน อัตราส่วนอุบัติการณ์ เท่ากับ 0.75 (95%CI 0.02-4.68) สรุปผลการศึกษา: การวิจัยนี้พบอัตราการสั่งยาสแตตินเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบปฐมภูมิในระดับต่ำ ไม่พบผลของการปรับบัญชียา atorvastatin จากบัญชี ง เป็นบัญชี ข ต่อการสั่งยา atorvastatin 40 mg, simvastatin 10 mg และ simvastatin 20 mg และพบอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือดใน 1 ปี ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยากลุ่มสแตตินอยู่ในระดับต่ำมาก",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,3 (ก.ค. - ก.ย. 2568) : 223-244",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-25T14:00:07.000+07:00"
    },
    {
        "id": "ca31a8d5-7a80-4e46-b7da-6765f966c4bb",
        "handle": "11228/6342",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6342",
        "collection": "Articles",
        "title": "ฉากทัศน์อนาคตระบบสุขภาพไทยใน 10 ปีข้างหน้าและข้อเสนอด้านระบบและนโยบายสุขภาพ",
        "authors": [
            "นาฎอนงค์ เจริญสันติสุข",
            "Nardanong Charoensuntisuk",
            "พงศธร พอกเพิ่มดี",
            "Pongsadhorn Pokpermdee",
            "เชาวรินทร์ คำหา",
            "Chaowarin Khamha"
        ],
        "description": "การวิจัยเชิงอนาคตครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และแนวโน้มของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพ 2) ศึกษาฉากทัศน์ความเป็นไปได้ของระบบสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า และ 3) สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านระบบสุขภาพที่เหมาะสมตามบริบทของประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพ โดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และการขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ประยุกต์ใช้เทคนิค วิจัยอนาคตแบบ ethnographic Delphi futures research (EDFR) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย ระบบสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จำนวน 25 คน ระยะที่ 2 สร้างฉากทัศน์อนาคตระบบสุขภาพ ด้วยการจัดประชุมระดมสมอง 2 ครั้ง ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหารจากหน่วยบริการสาธารณสุข 48 คน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกภาคสาธารณสุขจากภาครัฐและเอกชน 38 คน และระยะที่ 3 จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านระบบสุขภาพ โดยการวิเคราะห์จากผลการศึกษาระยะที่ 1 และ 2 เพื่อสนับสนุนให้เกิดภาพฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ และป้องกันการเกิดภาพฉากทัศน์ที่ไม่ต้องการในอนาคต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวโน้มปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพ ประกอบด้วย 2 กลุ่มปัจจัย ได้แก่ 1.1) ปัจจัยภายในบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส รายได้ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ด้านสุขภาพ ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมด้านสุขภาพ การรับรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติด้านสุขภาพ ความเครียดและวิตกกังวล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 1.2) ปัจจัยภายนอกบุคคล ได้แก่ สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนทางสังคม กำลังคนด้านสุขภาพ ฐานข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ แหล่งข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ นวัตกรรมสุขภาพ การเข้าถึงระบบสุขภาพ การเมืองการปกครอง และศรษฐกิจ 2) ปัจจัยความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อระบบสุขภาพ พบว่ามี 6 มิติ 33 ปัจจัย ได้แก่ มิติทางการเมืองและกฎหมาย 6 ปัจจัย มิติทางเศรษฐกิจ 6 ปัจจัย มิติทางสังคม 6 ปัจจัย มิติทางเทคโนโลยี 4 ปัจจัย มิติทางสิ่งแวดล้อม 5 ปัจจัย และมิติด้านระบบบริการสุขภาพ 6 ปัจจัย ทั้งนี้ ปัจจัยความไม่แน่นอนสูงสุด ได้แก่ โรคระบาดใหญ่และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้นำมาจัดทำฉากทัศน์ระบบสุขภาพของประเทศไทย 4 ฉากทัศน์ ประกอบด้วยฉากทัศน์ที่ 1 เศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดกับการดึงรั้งของโรคระบาด ฉากทัศน์ที่ 2 วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสุขภาพ ฉากทัศน์ที่ 3 ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ปราศจากโรคระบาด และฉากทัศน์ที่ 4 ประเทศมั่งคั่ง ระบบสุขภาพมั่นคง ข้อเสนอด้านระบบและนโยบายสุขภาพ ได้แก่ ก) ด้านนโยบาย สร้างความต่อเนื่องของนโยบายสุขภาพระยะยาวและผลักดัน Health in All Policies อย่างต่อเนื่อง ข) ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและเศรษฐกิจ (bio-circular-green: BCG) สร้างแรงจูงใจในการลงทุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ และพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ ค) ด้านสังคม พัฒนาระบบสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน แก้ไขปัญหาภาระหนี้สินครัวเรือน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ด้านสุขภาพตลอดชีวิต ง) ด้านเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพ พัฒนาระบบการศึกษาด้านการแพทย์ร่วมกับเทคโนโลยีสุขภาพอย่างบูรณาการ จ) ด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาเมืองสุขภาพดีและระบบเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากสิ่งแวดล้อม ฉ) ด้านกฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมสิทธิผู้ป่วยและการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพดิจิทัลและกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ช) ด้านระบบบริการสุขภาพ พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ กระจายอำนาจในระบบบริการปฐมภูมิ ปรับรูปแบบบริการเน้นชุมชนเป็นฐาน พัฒนาระบบข้อมูลเชื่อมโยงด้วยดิจิทัล พัฒนารูปแบบการจ้างงานและการจัดการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้มีความยั่งยืน และเท่าเทียม",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,3 (ก.ค. - ก.ย. 2568) : 312-334",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-25T13:30:34.000+07:00"
    },
    {
        "id": "44ff87d1-c994-4316-996d-73f8a8a9f32e",
        "handle": "11228/6341",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6341",
        "collection": "Articles",
        "title": "การพัฒนาระบบบริการสุขภาพภายใต้ชีวิตวิถีถัดไปสำหรับผู้สูงอายุในชุมชนจังหวัดตรัง",
        "authors": [
            "จิราภรณ์ ชูวงศ์",
            "Jiraporn Choowong",
            "นิตยา ชีพประสพ",
            "Nittaya Cheepprasop",
            "ดวงใจ สวัสดี",
            "Duangjai Sawatdee"
        ],
        "description": "ภูมิหลังและเหตุผล: การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ตอบสนองปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ การวิจัยครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิด PARiHS (Promoting Action on Research Implementation in Health Services) ซึ่งเน้นการผสมผสานระหว่างหลักฐานเชิงประจักษ์ บริบทและการสนับสนุนการดำเนินงาน เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในชุมชนจังหวัดตรัง เพื่อให้มีความสอดคล้องทั้งในด้านการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ สภาพแวดล้อม และกลไกการสนับสนุนที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน ระเบียบวิธีศึกษา: เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ใช้กรอบแนวคิด PARiHS เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานการณ์และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน โดยดำเนินการใน 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวินิจฉัยสถานการณ์ปัจจุบัน การออกแบบและทดลองใช้ระบบบริการสุขภาพ และการประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างรวม 156 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 3 คน พยาบาลวิชาชีพ 3 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 60 คน และผู้สูงอายุพร้อมผู้ดูแล 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกการถอดบทเรียนและแบบสอบถามคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การอภิปรายกลุ่มและการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการศึกษา: ข้อค้นพบสำคัญที่สนับสนุนการจัดระบบบริการสุขภาพในยุคชีวิตวิถีถัดไป ได้แก่ (1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันไลน์ เพื่อการติดตามและสื่อสารสถานะสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสะดวก (2) การดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ครบถ้วนของผู้สูงอายุ (3) การเสริมสร้างศักยภาพและการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน (4) การสนับสนุนเชิงระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการทางการแพทย์ การให้คำปรึกษาและการสร้างแรงจูงใจในทุกระดับ และจากการสัมภาษณ์ติดตามผลการประเมินความพึงพอใจต่อระบบบริการสุขภาพในยุคชีวิตวิถีถัดไป พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 100 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการตอบแบบสอบถามคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี (mean = 117.52,SD = 4.58) สรุปผลและข้อเสนอแนะ: การใช้กรอบแนวคิด PARiHS ช่วยให้เกิดความเข้าใจและพัฒนาปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงและจัดบริการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน การพิจารณาสภาพแวดล้อมและความพร้อมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนต่อเนื่องที่เหมาะสมจากเครือข่ายชุมชน การบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชนในระบบบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นกลไกที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนท้องถิ่นในยุคชีวิตวิถีถัดไป",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,3 (ก.ค. - ก.ย. 2568) : 294-311",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-25T11:26:21.000+07:00"
    },
    {
        "id": "9c59c49c-bb09-4326-8217-f5edb2d30f5a",
        "handle": "11228/6340",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6340",
        "collection": "Articles",
        "title": "แนวคิดและกฎหมายในการพัฒนาบริการด้านทันตกรรมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐ",
        "authors": [
            "ไพศาล ลิ้มสถิตย์",
            "Paisan Limstit",
            "ปิยะดา ประเสริฐสม",
            "Piyada Prasertsom",
            "วรุต ชลิทธิกุล",
            "Warut Chalittikul"
        ],
        "description": "การศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ศึกษาแนวคิด ความเป็นมาของกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดสิทธิประโยชน์ของบริการทางทันตกรรมภายใต้ 3 ระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐไทย ทบทวนกรณีศึกษาจากต่างประเทศ 3 ประเทศ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาสิทธิประโยชน์ของบริการทางทันตกรรมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐที่ควรจะมีสิทธิประโยชน์ การเข้าถึงและคุณภาพที่ทัดเทียมกัน การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประเภทการวิจัยเชิงเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าบริการทางทันตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพ 3 ระบบของรัฐมีความแตกต่างกันเนื่องจากมีแนวคิดและหลักการที่แตกต่างกัน บริการทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมที่มีสิทธิประโยชน์น้อยกว่าระบบหลักประกันสุขภาพอื่น ทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงบริการทันตกรรมพื้นฐานของผู้ประกันตน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติว่าการกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านบริการทันตกรรมของผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ประกันตน ผลการศึกษาการบริการสาธารณสุขในต่างประเทศคือ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และมาเลเซียมีข้อสรุปสำคัญคือ ทั้งสามประเทศมีระบบบริการทันตกรรมพื้นฐานสำหรับประชากรทุกกลุ่มภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐ ฉะนั้น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย คือ ควรพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากที่เป็นระบบเดียว หรือมีความเท่าเทียมกัน โดยสามารถนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จจากทั้งสามประเทศมาประยุกต์ใช้ กล่าวคือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทันตกรรมพื้นฐานอย่างทั่วถึง ขยายขอบเขตการให้บริการและวงเงินสนับสนุนในคลินิกเอกชนที่เข้าร่วม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนประชากรให้มีสิทธิได้รับบริการทันตกรรมพื้นฐานให้ได้ร้อยละ 80 ตาม “ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยสุขภาพช่องปาก”",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,3 (ก.ค. - ก.ย. 2568) : 245-261",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-25T10:25:20.000+07:00"
    },
    {
        "id": "e18ecabc-a5dc-452d-8800-0ec0a7162524",
        "handle": "11228/6339",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6339",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การจัดบริการสุนัขนักบำบัดสำหรับประเทศไทย : ระยะที่หนึ่ง การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย",
        "authors": [
            "วีระศักดิ์ พุทธาศรี",
            "Weerasak Putthasri",
            "โอม โตอาจ",
            "Oam To-aj",
            "สรประเวศ กระจ่างคันถมาตร์",
            "Sornpravate Krajangkantamatr",
            "นวภร จันทร์บรรจง",
            "Navaporn Chanbanchong",
            "จารุปัฐน์ โตอาจ",
            "Jarupat To-aj",
            "นงลักษณ์ ยอดมงคล",
            "Nonglak Yodmongkol",
            "ปรารมภ์ ศรีภวัศราคม",
            "Prarom Sriphavatsarakom",
            "อังคณา เลขะกุล",
            "Angkana Lekagul"
        ],
        "description": "วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ เพื่อรวบรวมวรรณกรรมองค์ความรู้ประสบการณ์ในกระบวนการกำหนดรูปแบบและดำเนินการนโยบายสุนัขนักบําบัด สำหรับจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและทางเลือกที่ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง วิธีการศึกษาโดยการทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 35 คน โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) ประกอบด้วย ระดับผู้กำหนดนโยบาย (5 คน) ระดับการจัดการจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการให้บริการและรับบริการสุนัขนักบําบัด (25 คน) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง (5 คน) โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างและครอบคลุมประเด็นที่ปรับตามกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายโดยการสนทนากลุ่มผู้เกี่ยวข้องกลุ่มละ 8-10 คน รวมทั้งสิ้น 61 คน ประกอบด้วยกลุ่มผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย รวม 30 คน กลุ่มวิชาชีพ/เจ้าหน้าที่/ผู้ป่วยโรงพยาบาล 21 คน และกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย/วิชาการ 10 คน การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขตที่สืบค้นบทความวิจัยจากฐานวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่ย้อนหลัง 10 ปี ด้วยวิธีการคัดเลือกอย่างเป็นระบบ (Systematic search) พบว่านโยบาย Animal-Assisted Therapy (AAT) นั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายกลุ่ม (Actors) ตั้งแต่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เช่น องค์กรดูแลสัตว์บําบัด ผู้ดูแลสัตว์บําบัด สัตวแพทย์ ไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานพยาบาล ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และผู้ป่วย/ผู้รับบริการ ซึ่งมีนโยบายในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ/นานาชาติ ระดับองค์กร/สถาบัน และระดับโครงการ ครอบคลุมระเบียบและข้อบังคับด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) การคัดเลือกและการฝึกอบรมสัตว์และผู้ดูแล การควบคุมการติดเชื้อ บทบาทความรับผิดชอบ และการยินยอม รวมถึงให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลการดําเนินงานอย่างต่อเนื่อง และการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้การดําเนินงาน AAT มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าสุนัขบําบัดมีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยด้านจิตใจ โดยเฉพาะผู้มีภาวะซึมเศร้าและขาดกําลังใจ รวมถึงผู้ป่วยในสถานพยาบาลและบ้านพักคนชรา โดยมองว่าเป็นกิจกรรมบําบัดที่ช่วยลดความกังวลและคลายเครียด สถานที่ที่เหมาะสมในการเริ่มต้นคือโรงพยาบาล เนื่องจากมีความพร้อมด้านบุคลากรและสถานที่ แม้ว่าจะมีสุนัขจำนวนมากในไทย แต่ยังขาดสุนัขที่มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการบําบัด การกำหนดมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการมีผู้เชี่ยวชาญที่มีใจรักสัตว์และมีจรรยาบรรณ ต้นทุนในการดำเนินการและการฝึกอบรมสุนัขค่อนข้างสูง แต่มีความหวังในการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน การประเมินประสิทธิผลเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วย การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การมีนโยบายรองรับ และการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจําเป็นเพื่อให้โครงการยั่งยืน นอกจากนี้ การประเมินสุขภาพจิตของผู้ป่วยก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ และการมีบุคลากรเฉพาะทาง เช่น นักจิตวิทยาและสัตวแพทย์ เป็นสิ่งที่ผู้ให้ข้อมูลให้ความสำคัญ จากข้อมูลสนทนากลุ่มผู้เกี่ยวข้อง สนับสนุนทางเลือกข้อเสนอที่สำคัญมี 2 นโยบาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถานพยาบาล และสถานบําบัดดูแลต่าง ๆ ได้แก่ 1) นโยบายสุนัขกิจกรรมบําบัด/นันทนาการ (Recreational group activity) นันทนาการผ่อนคลายลดเครียดเสริม (ระหว่างรอรับบริการ) สมาธิ กระตุ้นการเคลื่อนไหว การสื่อสาร เพลิดเพลิน เป้าหมาย ผู้รอรับบริการญาติที่มุ่งสนใจสุขภาพจิต/สังคม/ใจ มีเงื่อนไข ต้องจัดเตรียมสถานที่สภาพแวดล้อม ต้องฝึกสุนัข เบื้องต้นให้อยู่กับผู้คนจำนวนมากได้ ไม่ตื่นตระหนกง่าย และ 2) นโยบายสุนัขนักบําบัดช่วยเหลือสนับสนุนในการรักษา/ดูแล (Dogassisted Therapy: DAT) เสริมการดูและรักษา (complementary therapy) ลดความเครียด/วิตกกังวล ฝึกการเคลื่อนไหว/สื่อสาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ฝึกวินัยความรับผิดชอบ เป้าหมายเป็นผู้ป่วยในสถานพยาบาลทั่วไป/สถานที่พักฟื้น ผู้สูงอายุในศูนย์ดูแล บําบัดยาเสพติด ผู้ต้องขัง โดยมีรูปแบบบริการจัดให้มีสุนัขเยี่ยมตามวอร์ดในโรงพยาบาลหรือมอบหน้าที่ร่วมรับผิดชอบดูแลสุนัข ผู้ต้องขัง พักฟื้น (เงื่อนไขสำคัญต้องจัดการสภาพแวดล้อม ทั้งสุนัขและคน) การเลือกสายพันธุ์ ต้องอบรมฝึกทักษะสุนัขตามบทบาทหน้าที่ การสร้างมาตรฐานการรักษาดูแล โดย สปสช.และที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนงบประมาณการดูแลสุนัขและกิจกรรมเสริมการรักษา และทางเลือกสนับสนุนผ่านองค์กรภาคประชาชนร่วมสนับสนุนบริการ (มาตรา 3) ทั้งนี้ 2 นโยบายข้างต้น สปสช. ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย มีขั้นตอนการประกาศให้ DAT เป็นชุดสิทธิประโยชน์ประเภทบริการ และมีมาตรฐานบริการ การประกาศกำหนด DAT ให้องค์กรภาคประชาชน เป็นสถานบริการสาธารณสุขอื่นตาม ม.3 การเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนในการร่วมจัดบริการ (ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ทั้ง dog friendly และคน) การเตรียมอบรม special trained และเตรียมการ monitoring & assessment รวมทั้ง ศึกษา effectiveness ของบริบทไทย (ใช้บางพื้นที่นําร่องเป็นงานวิจัยเชิงทดลอง) นอกจากนี้อีกหนึ่งทางเลือกนโยบาย 3 และ 4 ที่ผู้เกี่ยวข้องกล่าวถึงคือ 3) นโยบายสนับสนุนการมีสัตว์เลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อน (Companion Dog) และ 4) สุนัขช่วยเหลือบุคคล (เจ้าของ) ที่มีข้อจํากัดทางแพทย์/กายภาพ (Assistance Dog) ข้อเสนอเชิงนโยบายจากการศึกษานี้ได้เสนอและนำสู่การกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายตามกรอบขั้นตอนการพัฒนานโยบาย เช่น ได้นําเสนอต่อคณะทำงานสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของเครือข่ายผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568 แล้ว และจะนําเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ในกลไกอื่น ๆ ต่อไป",
        "contractNo": "68-017",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-24T14:59:57.000+07:00"
    },
    {
        "id": "e4539bf7-4af6-4fe3-a4f7-d47d94755679",
        "handle": "11228/6338",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6338",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาแพลตฟอร์มระบบการจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านยาแห่งชาติ (ระยะที่ 2)",
        "authors": [
            "ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย",
            "Supasit Pannarunothai",
            "นันทวรรณ กิติกรรณากรณ์",
            "Nantawarn Kitikannakorn",
            "ปิยะเมธ ดิลกธรสกุล",
            "Piyameth Dilokthornsakul",
            "นิลวรรณ อยู่ภักดี",
            "Nilawan Upakdee"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบการจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านยาแห่งชาติ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้การสนับสนุนต่อจากระยะที่ 1 รายงานการศึกษาบัญชีรายจ่ายด้านยาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2543 เสนอแนะให้ประเทศไทยมีระบบฐานข้อมูลด้านยาที่บูรณาการ สามารถสกัดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการออกรายงานบัญชีรายจ่ายด้านยาแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง โครงการวิจัยการพัฒนาแพลตฟอร์มฯ ภายใต้การสนับสนุนของ สวรส. เห็นความจำเป็นต้องวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระยะหนึ่งจึงมีสร้างระบบกลไกการไหลของข้อมูลจำเป็นอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของโครงการระยะที่ 2 คือ 1) สร้างพิมพ์เขียวต้นแบบของแพลตฟอร์ม 2) ทดสอบความเป็นไปได้ของแหล่งข้อมูลดิจิทัล 3) สำรวจราคายาจากร้านยาเพื่อประเมินรายจ่ายของผู้บริโภค การวิจัยใช้วิธีวิจัยผสม การวิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญในช่วงโซ่อุปทานระบบยา และการวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลบางส่วนในระบบห่วงโซ่ การวิจัยระยะที่ 2 เริ่มด้วยการปรับความชัดเจนของกรอบผังห่วงโซ่อุปทานของการบริโภคยาและการไหลของข้อมูลจากงานระยะที่ 1 แยกเป็นสองผังคือ 1. ยาทั่วไป 2. ยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ผู้เชี่ยวชาญในห่วงโซ่ทั้งสองผังเป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก หลังจากสร้างความเข้าใจรวมถึงเป้าหมายการวิจัย จึงขอตัวอย่างแฟ้มข้อมูลดิจิทัลที่หน่วยงานดูแลเพื่อการทดสอบความเป็นไปได้เชิงปริมาณของรายจ่ายประเทศด้านยา ข้อค้นพบของการวิจัยระยะที่ 2 ได้นำเสนอต่อที่ปรึกษางานวิจัย และคณะกรรมการกำกับทิศชุดวิจัยด้านยาของ สวรส. ต่อเนื่องตลอดโครงการ ข้อเสนอแนะสำหรับโครงการต่อเนื่องระยะถัดไป ได้แก่ ความแม่นยำของรหัสยา (ATC/GTIN/IDMP/TMT), ปริมาณการบริโภค (tablet/capsule/แผง/กล่อง), ราคา (ผู้ผลิต/ผู้ค้าส่ง/ผู้บริโภค/เบิกจ่ายของกองทุน) ของแต่ละชั้นการกระจาย [tier 1 (ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า), tier 2 (สายส่ง), tier 3 (ผู้ค้าส่ง), tier N-1 (โรงพยาบาล/คลินิก/ร้านยา/ร้านชำ), tier N (ผู้บริโภค)] ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมต่อข้อมูลเป็นระดับประเทศ จึงจะได้รายงานบัญชีรายจ่ายด้านยาแห่งชาติที่น่าเชื่อถือ",
        "contractNo": "67-145",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-24T11:06:58.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d73ad603-5143-4ae0-b9b2-609087955688",
        "handle": "11228/6337",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6337",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี Distributional Cost-Effectiveness Analysis ระยะที่ 1",
        "authors": [
            "วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย",
            "Wanrudee Isaranuwatchai",
            "KC, Sarin",
            "ชิตวรรณ พูนศิริ",
            "Chittawan Poonsiri",
            "ภิชารีย์ กรุณายาวงศ์",
            "Picharee Karunayawong",
            "จุฬาทิพย์ บุญมา",
            "Chulathip Boonma",
            "มันตา กรกฎ",
            "Manta Korakot",
            "ปฤษฐพร กิ่งแก้ว",
            "Pritaporn Kingkaew"
        ],
        "description": "การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เริ่มใช้ข้อมูลการประเมินต้นทุนอรรถประโยชน์และผลกระทบงบประมาณสำหรับคัดเลือกยาราคาแพงเข้าสู่บัญชี จ(๒) ในปีถัดมาคณะอนุกรรมการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์และขอบเขตบริการ ภายใต้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติให้ใช้การประเมินต้นทุนอรรถประโยชน์และผลกระทบงบประมาณในการคัดเลือกมาตรการด้านสุขภาพที่ไม่ใช่ยาและวัคซีนเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเช่นกัน จากนโยบายดังกล่าวทำให้ระบบประกันสุขภาพของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการตัดสินใจโดยอิงผลการประเมินดังกล่าวทำให้มาตรการต่าง ๆ ที่ได้รับการประเมินว่ามีความคุ้มค่ากล่าวคือมีต้นทุนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีสุขภาวะที่ได้รับกลับมาจากการลงทุนมักได้รับการบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ ในทางตรงกันข้ามมาตรการที่ประเมินว่าไม่มีความคุ้มค่าก็มีโอกาสน้อยที่จะได้รับการคัดเลือกในชุดสิทธิประโยชน์เช่นกัน ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาชาติให้เป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบของประเทศที่มีระบบการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ที่ดี อิงอยู่กับหลักฐานเชิงประจักษ์ อย่างไรก็ตาม การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มีข้อจำกัดที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพของระบบแต่อาจละเลยประเด็นเรื่องความเป็นธรรม (equity) กล่าวคือ การช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในสังคมให้ได้รับประโยชน์มากกว่าคนที่มีโอกาสดีในสังคม เช่น ปีสุขภาวะของคนมีเศรษฐานะดีกว่ามีค่าเท่ากับปีสุขภาวะของคนที่มีเศรษฐานะด้อยกว่า และการลงทุนในมาตรการสุขภาพสำหรับคนมีเศรษฐานะดีกว่าอาจมีต้นทุนต่อปีสุขภาวะที่ต่ำกว่าการลงทุนในมาตรการสุขภาพสำหรับคนมีเศรษฐานะด้อยกว่า กลายเป็นว่านโยบายในระบบประกันสุขภาพอาจโน้มเอียงไปในทางที่ให้ประโยชน์กับคนที่มีเศรษฐานะดีกว่าได้ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีนักเศรษฐศาสตร์พยายามหาวิธีการประเมินที่แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวด้วยการคำนวณต้นทุนและประโยชน์จากการลงทุนในมาตรการด้านสุขภาพตามกลุ่มเศรษฐานะที่แตกต่างกันและนำมาคำนวณเป็นค่าความคุ้มค่าที่ปรับด้วยข้อมูลด้านความเป็นธรรม ที่เรียกว่า Distributional Cost-Effectiveness Analysis หรือ DCEA การประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี DCEA เป็นเรื่องใหม่ โดยมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ศึกษาเรื่องนี้ เช่น สหราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ คณะผู้วิจัยจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ หรือ HITAP กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการประเมินความคุ้มค่าเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์และดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยในด้านนี้มาตลอดจึงสนใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี DCEA ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยดำเนินการร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติประเทศสิงคโปร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ประเทศญี่ปุ่น และผู้เชี่ยวชาญจาก University of York ประเทศอังกฤษเพื่อดำเนินการประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี DCEA ของกรณีศึกษา ขั้นตอนแรกคือการประเมินสถานการณ์การกระจายตัวด้านสุขภาพ (baseline health distribution) ของประเทศไทยในปัจจุบัน ในแง่ของอายุสุขภาวะคาดเฉลี่ย (quality-adjusted life expectancy) จำแนกตามดัชนีสินทรัพย์ (asset index) รวมทั้งการวิเคราะห์การแลกเปลี่ยน (trade-off) ระหว่างการเพิ่มผลลัพธ์ทางสุขภาพ (efficiency) กับการลดความไม่เสมอภาคทางสุขภาพ (equality) จากผลการตอบแบบสำรวจระดับความหลีกเลี่ยงความไม่เสมอภาคในการรับบริการทางสุขภาพ (health inequality aversion survey) จากการประเมินสถานการณ์การกระจายตัวด้านสุขภาพ (baseline health distribution) ในประเทศไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของอายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) ของประชากรในแต่ละควินไทล์ ซึ่งจำแนกตาม asset index โดยพบว่า กลุ่มประชากรที่มีดัชนีสินทรัพย์ต่ำ (กลุ่มประชากรในควินไทล์ที่ 1) มีอายุคาดเฉลี่ยน้อยกว่ากลุ่มประชากรที่มีดัชนีสินทรัพย์สูง (กลุ่มประชากรในควินไทล์ที่ 5) ประมาณ 14 ปี ซึ่งเป็นข้อมูลสนับสนุนความไม่เสมอภาคในสังคมไทยในปัจจุบัน จากการสำรวจข้อมูลในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มประชาชนทั่วไปทั้งในรูปแบบซึ่งหน้า (inperson) และรูปแบบออนไลน์ (online) เพื่อประมาณการระดับการหลีกเลี่ยงความไม่เสมอภาคในการเข้ารับบริการทางสุขภาพ (health inequality aversion) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มประชาชนทั่วไปหลีกเลี่ยงความไม่เสมอภาคในการเข้ารับบริการทางสุขภาพ และยินยอมที่จะแลกเปลี่ยน (trade-off) ประสิทธิภาพของการรับบริการทางสุขภาพ (efficiency) บางส่วนเพื่อลดระดับความไม่เสมอภาคทางสุขภาพ (equality) ทั้งนี้ เมื่อทำการเปรียบเทียบผลการสำรวจระหว่าง 2 กลุ่ม พบว่า กลุ่มประชาชนทั่วไปมีระดับการหลีกเลี่ยงความไม่เสมอภาคในการเข้ารับบริการทางสุขภาพสูงกว่ากลุ่มผู้กำหนดนโยบาย การศึกษานี้ถือเป็นก้าวแรกที่พิจารณาประเด็นด้านความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างจริงจังผ่านการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ขั้นตอนต่อไป (ระยะที่ 2) คือ การนำผลการวิจัยจากระยะที่ 1 นี้ (baseline health distribution และ health inequality aversion index) มาใช้กับแบบจำลองการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อทำให้การประเมินความคุ้มค่าแบบ DCEA ครั้งแรกในประเทศไทยเสร็จสมบูรณ์ โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายที่ต้องคำนึงถึงเป้าหมายในการทำให้ประชาชนไทยทุกคนได้รับบริการทางสุขภาพอย่างเสมอภาคถ้วนหน้า",
        "contractNo": "66-167",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-23T15:48:31.000+07:00"
    },
    {
        "id": "04302a12-c86c-4974-81af-dd217dfa4cfc",
        "handle": "11228/6336",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6336",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการสร้างแบบจำลองการระบาดของโรคติดเชื้อโดยใช้ข้อมูลจีโนม",
        "authors": [
            "ภากร เอี้ยวสกุล",
            "Pakorn Aiewsakun",
            "สารนาถ ล้อพูลศรี นิยม",
            "Saranath Lawpoolsri Niyom",
            "กอบพร บุญนาค",
            "Kobporn Boonnak",
            "วุฒิชัย คำดวง",
            "Woottichai Khamduang",
            "อรุณี ธิติธัญญานนท์",
            "Arunee Thitithanyanont"
        ],
        "description": "ข้อมูลลำดับสารพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับการวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองพลศาสตร์ของโรคติดต่อ ช่วยให้สามารถทำความเข้าใจการแพร่กระจายของโรคในระดับครัวเรือนและประชากรย่อยได้อย่างละเอียด ตลอดจนช่วยเชื่อมโยงพารามิเตอร์ทางระบาดวิทยากับปัจจัยทางคลินิกต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินสถานการณ์ การคาดการณ์แนวโน้มการระบาด และการกำหนดนโยบายสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดในการบูรณาการข้อมูลลำดับสารพันธุกรรมเข้ากับการวิเคราะห์ทางระบาดวิทยาอยู่ ส่งผลทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างไม่เต็มศักยภาพ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว โครงการได้จัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสร้างแบบจำลองการระบาดของโรคติดเชื้อโดยใช้ข้อมูลจีโนม” (Modelling infectious disease outbreaks using genomic data) ขึ้น โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจาก ISI Foundation มาถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมเชิงลึก ทั้งในรูปแบบการบรรยายและการฝึกปฏิบัติจริง ผลการดำเนินงานสะท้อนถึงความสำเร็จอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความสนใจและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วม การถ่ายทอดทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และการสร้างเครือข่ายนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ นำไปสู่การเพิ่มจำนวนและเสริมสร้างศักยภาพของนักวิจัยในประเทศไทยด้านการใช้ข้อมูลลำดับสารพันธุกรรมเพื่อการวิเคราะห์โรคติดต่อขั้นสูงอย่างเป็นประจักษ์ ผลลัพธ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความพร้อมและความสามารถของประเทศไทยในการตอบสนองต่อโรคอุบัติใหม่ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศพัฒนาศักยภาพในฐานะผู้นำด้านการวิจัยบูรณาการข้อมูลจีโนมและระบาดวิทยาในภูมิภาคในอนาคตได้ด้วย",
        "contractNo": "68-064",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-23T14:10:15.000+07:00"
    },
    {
        "id": "a266987d-76c9-4403-9d59-e469bdafb673",
        "handle": "11228/6335",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6335",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ของการตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยวิธี Spectrophotometry โดยการตรวจวัดระดับยา Indocyanine green ในผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดตับในประเทศไทย",
        "authors": [
            "อัญชลี เพิ่มสุวรรณ",
            "Unchalee Permsuwan",
            "ปิยะเมธ ดิลกธรสกุล",
            "Piyameth Dilokthornsakul",
            "ปาจรีย์ ศรีอุทธา",
            "Pajaree Sriuttha"
        ],
        "description": "วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินต้นทุนอรรถประโยชน์ ผลกระทบด้านงบประมาณ และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยวิธี Spectrophotometry โดยการตรวจวัดระดับยา Indocyanine green (ICG) ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน เปรียบเทียบกับการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน วิธีการศึกษา การประเมินต้นทุนอรรถประโยชน์ จะใช้แบบจำลองแผนภูมิต้นไม้และแบบจำลองมาร์คอฟ ในมุมมองทางสังคม ข้อมูลความน่าจะเป็นในการเปลี่ยนสถานะสุขภาพ ต้นทุน และอรรถประโยชน์ ใช้นำเข้าแบบจำลอง ได้จากการเก็บข้อมูลโรงพยาบาลร่วมกับการใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบบันทึกข้อมูลและประมวลผลข้อมูลการบริการทางการแพทย์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการทบทวนวรรณกรรมปรับลดต้นทุนและผลลัพธ์ด้วยอัตราลด ร้อยละ 3 วิเคราะห์อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่ม และทำการวิเคราะห์ความไว การวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณ ใช้ข้อมูลการประเมินต้นทุนอรรถประโยชน์ และการทบทวนวรรณกรรม อัตราเข้าถึงยา ICG ร้อยละ 60 ในปีแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ในปีต่อไป ทำการวิเคราะห์ภาระงบประมาณของสถานการณ์ใหม่ (มีการใช้ยา ICG) ภาระงบประมาณของสถานการณ์ปัจจุบัน (ไม่มีการใช้ยา ICG) และภาระงบประมาณสุทธิ และการวิเคราะห์ความไวแบบทางเดียว การศึกษาความเป็นไปได้อาศัยการสัมภาษณ์เชิงลึกทีมแพทย์และพยาบาล ในประเด็นต่าง ๆ เช่น รูปแบบการให้บริการ การบริหารจัดการทรัพยากร เป็นต้น ผลการศึกษา การใช้ยา ICG เพิ่มจากการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน มีต้นทุนรวม ปีชีวิต และปีสุขภาวะ สูงกว่าการตรวจวินิจฉัยปัจจุบัน เท่ากับ 3,600 บาท 0.003 ปี และ 0.001 ปีสุขภาวะตามลำดับ มีอัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่ม 1,073,794 บาทต่อปีชีวิต และ 2,763,973 บาทต่อปีสุขภาวะตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความไว พบว่าโอกาสที่การใช้ยา ICG จะเป็นมาตรการที่คุ้มค่า ณ ระดับความเต็มใจที่จะจ่าย 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ มีเพียงร้อยละ 6.3 ถ้าโอกาสของการเกิดภาวะตับวายหลังผ่าตัด (post hepatectomy liver failure, PHLF) เพิ่มเป็น ร้อยละ 10.1 หรือราคายา ICG ลดลงร้อยละ 88 จะได้อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่ม เท่ากับ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ ผลการวิเคราะห์ภาระงบประมาณ พบว่า ภาระงบประมาณสุทธิรวมทั้ง 5 ปี ประมาณ 40 ล้านบาท เฉลี่ย 8 ล้านบาทต่อปี โดยมีค่ายาและค่าตรวจวินิจฉัยเป็นค่าใช้จ่ายมากที่สุด หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะตับวายเกินร้อยละ 10 ภาระงบประมาณสุทธิรวม 5 ปี เท่ากับ 11.5 ล้านบาท เฉลี่ย 2.3 ล้านบาทต่อปี ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติพบว่าการฉีดยา ICG ทำที่แผนกผู้ป่วยนอกและไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการ ประมาณ 4-5 รายต่อวัน และมีคลินิกสัปดาห์ละ 1-2 วัน โดยผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังต้องรับผิดชอบค่ายา ICG สรุปผลการศึกษา การตรวจวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยวิธี Spectrophotometry โดยการตรวจวัดระดับยา ICG จัดเป็นมาตรการที่ยังไม่มีความคุ้มค่า แต่ควรได้รับการพิจารณาเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์เนื่องจากช่วยลดการเกิดภาวะตับวายภายหลังการผ่าตัด (post-hepatectomy liver failure, PHLF) ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา PHLF และภาระงบประมาณสุทธิเฉลี่ย 8 ล้านบาทต่อปี",
        "contractNo": "67-044",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-23T11:36:58.000+07:00"
    },
    {
        "id": "a2256712-6e7e-46fa-8144-154b3deb7cb9",
        "handle": "11228/6334",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6334",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพเพื่อป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ พ.ศ. 2567 (ปีที่ 3)",
        "authors": [
            "กฤษฎา หาญบรรเจิด",
            "Krisada Hanbunjerd",
            "กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล",
            "Kamolthip Vijitsoonthonkul",
            "ธาริณี พังจุนันท์",
            "Tarinee Pangjunan"
        ],
        "description": "สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ในประเทศไทย มากกว่าร้อยละ 75 ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุจากโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ โดยการจัดการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม การมีกิจกรรมทางกายน้อย การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ และการควบคุมภาวการณ์ผิดปกติทางเมตาบอลิคที่เกิดขึ้นจากการสะสมของพฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าว ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ระดับไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกิน/อ้วน และความดันโลหิตสูง จากปัญหาระดับชาติ ทำให้เกิดการรวมตัวของหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องหลายด้านช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อลดการป่วย การเสียชีวิต รวมไปถึงการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการบริหารความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก (WHO Country Cooperation Strategies : WHO-CCS NCDs 2022-2026) ในปี 2024 นี้ ทางกองโรคไม่ติดต่อได้เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย สนับสนุนให้มี Health Station ต้นแบบในหมู่บ้านหรือที่ชุมชน รายงานการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้ Mobile application ต่อระดับน้ำตาลในเลือด ดัชนีมวลกาย รอบเอว คะแนนพฤติกรรมสุขภาพ ในกลุ่มวัยทำงาน รวมถึงผลการดำเนินงานการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย Diabetes remission (DM remission) for Family Medicine โดยมุ้งเน้นให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และเกิดความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพของภาคีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานโรคไม่ติดต่อเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในประเด็นที่ต้องการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่ประเทศไทย",
        "contractNo": "67-184",
        "issuedDate": "2568-08",
        "accessionedDate": "2025-09-22T16:10:42.000+07:00"
    },
    {
        "id": "fc331244-c19d-444c-95ab-515e288c6721",
        "handle": "11228/6333",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6333",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านรูปแบบและกำลังคนในการบูรณาการหลัก Soft Power กับการสื่อสารความเสี่ยง เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ชายแดน",
        "authors": [
            "สมิทธิ์ บุญชุติมา",
            "Smith Boonchutima",
            "สุดคนึง ฤทธิ์ฤาชัย",
            "Sudkanueng Ritruechai",
            "พิทักษ์พงษ์ จันทร์แดง",
            "Pitukpong Jandang",
            "ว่าน วิริยา",
            "Wan Wiriya"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรสาธารณสุขในการสื่อสารความเสี่ยงฝุ่น PM2.5 ตามหลัก Soft Power ในพื้นที่ชายแดน และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านรูปแบบและกำลังคนในการบูรณาการหลัก Soft Power เข้ากับการสื่อสารความเสี่ยง โดยศึกษากรณีจังหวัดตากซึ่งประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง มีค่าเฉลี่ย 31.70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม) และเคยบันทึกค่าสูงสุดถึง 592 มคก./ลบ.ม เกินมาตรฐาน 5 เท่า การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-method Research) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาความรู้ ทักษะ และความต้องการ 2) การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมฯ 3) การศึกษาผลการใช้หลักสูตร และ 4) การพัฒนานวัตกรรมหลักสูตร มีกลุ่มตัวอย่างบุคลากรสาธารณสุขและประชาชนในระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล รวมจำนวนกว่า 1,600 คน ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 1 พบว่า บุคลากรสาธารณสุขต้องการพัฒนาทักษะการใช้สื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ (ค่าเฉลี่ย 4.04 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน) และเทคนิคการสื่อสารข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่าย (ค่าเฉลี่ย 3.82 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน) ส่วนประชาชนมีความรู้พื้นฐานดี (ร้อยละ 85-ร้อยละ95) แต่การรู้ค่ามาตรฐาน PM2.5 ยังต่ำ (ร้อยละ 21.20-ร้อยละ 30.50) ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 2 ได้หลักสูตรที่เน้นการใช้ Soft Power ได้แก่ การเล่าเรื่อง (Storytelling) สื่อสร้างสรรค์ การสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างความผูกพัน และการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย โดยเน้นการใช้ผู้นำชุมชนที่เป็นที่เคารพนับถือ การใช้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสร้างสื่อที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน โดยตำบลแม่กาษาและตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ทดลองการนำหลักสูตรไปใช้ ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 3 พบว่า การใช้หลัก Soft Power ในการสื่อสารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเพิ่มจำนวนประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจจากร้อยละ 8.40 เป็นร้อยละ 27.00 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.60 และเพิ่มพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากร้อยละ 33.10 เป็นร้อยละ 57.80 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.70) ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนหลังการรณรงค์ ช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ เสียงตามสาย/หอกระจายข่าว (ร้อยละ 58.90) รองลงมาคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (ร้อยละ 24.10) และโปสเตอร์/ป้ายไวนิล (ร้อยละ 16.10) ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 4 นวัตกรรมหลักสูตรฝึกอบรมฯ ที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในระดับดีถึงดีมากในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านความเป็นประโยชน์และความถูกต้อง การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านรูปแบบและกำลังคนในการบูรณาการหลัก Soft Power มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะในการสื่อสารและการสร้างการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยนโยบายและกลยุทธ์การสื่อสารความเสี่ยงของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานสาธารณสุขระดับจังหวัดและระดับอำเภอ การวิจัยนี้สรุปได้ว่า หลัก Soft Power มีศักยภาพสูงในการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพ เนื่องจากสามารถสร้างการยอมรับ ปรับตัวตามบริบทท้องถิ่น และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจากภายใน ข้อเสนอแนะหลักคือ ควรขยายผลหลักสูตรนี้ไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อความยั่งยืน และบูรณาการเข้าสู่ระบบการทำงานปกติของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง",
        "contractNo": "67-171",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-09-18T09:44:06.000+07:00"
    }
]