[
    {
        "id": "775abf78-ec24-4e58-87d4-592ac5c7780b",
        "handle": "11228/6359",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6359",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ผลของความหลากหลายทางพันธุกรรมและปัจจัยทางคลินิกต่อความเสี่ยงในการเกิดปฏิกิริยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงของยา phenytoin ในประชากรที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย",
        "authors": [
            "คณุตม์ จารุธรรมโสภณ",
            "Kanoot Jaruthamsophon",
            "สุทธิพร ภัทรชยากุล",
            "Sutthiporn Pattharachayakul",
            "วริทธิ์ เรืองเลิศบุญ",
            "Warit Ruanglertboon",
            "ชลิตพล ณ นคร",
            "Chalitpon Na Nakorn",
            "พรทิพย์ อินทร์พิบูลย์",
            "Porntip Intapiboon",
            "สุวรรณา เศรษฐวัชราวนิช",
            "Suwanna Setthawatcharawanich",
            "อนุกูล แก้วบริสุทธิ์สกุล",
            "Anukoon Kaewborisutsakul",
            "ฉริยาวรรณ จรัลสวัสดิ์",
            "Chariyawan Charalsawadi",
            "อารีย์รัตน์ หนูนวล",
            "Areerat Hnoonual",
            "อัญธิดา เสงี่ยมเฉย",
            "Antida Sangiemchoey",
            "วันดี อุดมอักษร",
            "Wandee Udomuksorn",
            "สิริมา สิตะรุโน",
            "Sirima Sitaruno",
            "พิมพ์พิมล ตันสกุล",
            "Pimpimon Tansakul",
            "ภูธร แคนยุกต์",
            "Bhutorn Canyuk",
            "พลเทพ วิจิตรคุณากร",
            "Polathep Vichitkunakorn",
            "พิมพ์วรา ตันเวชศิลป์",
            "Pimwara Tanvejsilp"
        ],
        "description": "ยา phenytoin เป็นยากันชักที่มีการใช้กันมานาน และยังคงมีการใช้ในปริมาณที่ค่อนข้างมากในปัจจุบัน โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ พบว่าในปี พ.ศ. 2562 มีปริมาณการสั่งใช้ phenytoin ทุกรูปแบบในผู้ป่วยนอก 1,970 ใบสั่ง และผู้ป่วยใน 2,583 ใบสั่ง ในแง่ของความปลอดภัยจากการใช้ยา phenytoin มีรายงานจากศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในปี พ.ศ. 2560 ว่าผู้ป่วยเกิด Stevens Johnson Syndrome (SJS) และ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ซึ่งจัดว่าเป็นปฏิกิริยาทางผิวหนังชนิดรุนแรง (severe cutaneous adverse reactions ; SCARs) จากยา phenytoin จำนวน 1,314 ราย และ 124 ราย ตามลำดับ มีข้อมูลจากหลายการศึกษาในหลายกลุ่มประชากร ที่พบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน Human Leukocyte Antigen (HLA) หลากหลายชนิดอาจส่งผลต่อการเกิด SCARs แต่กลับไม่มีลักษณะพันธุกรรมใดที่สามารถใช้พยากรณ์ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงในประชากรไทย นอกจากนี้ด้วยลักษณะจำเพาะที่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอยู่ติดกับประเทศมาเลเซีย ทำให้มีลักษณะจำเพาะทางชาติพันธุ์และลักษณะทางพันธุกรรมของประชากรแตกต่างจากประชากรส่วนอื่นของประเทศ นอกจากนี้แล้วการใช้สิ่งบ่งชี้ทางพันธุกรรมเพื่อทำนายการแพ้ยามักพบข้อจำกัดด้านความแม่นยำในการทำนาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำสิ่งบ่งชี้ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์จริงในทางคลินิก โครงการวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีสมมติฐานว่า หากการพิจารณาปัจจัยทางคลินิกเข้าพิจารณาร่วมกับปัจจัยทางพันธุกรรม จะสามารถช่วยให้พยากรณ์การแพ้ยาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น การศึกษานี้จึงออกแบบ 2 โครงการย่อยโดยโครงการขั้นตอนแรกทำการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายมิติจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และทำการสร้าง predictive modelling ควบคู่ไปกับการทำจำลองสถานการณ์ (simulation) ด้วยเทคนิคด้านปัญญาประดิษฐ์ (machine learning) ก็จะนำไปสู่ความสามารถในการคาดการณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยา ในโครงการขั้นตอนที่ 2 จะนำผลที่ได้มาศึกษาเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์กับลักษณะทางพันธุกรรมในลักษณะ case-control association study เพื่อใช้ลักษณะทางคลินิกร่วมกับลักษณะพันธุกรรมมาสร้างแบบจำลองการพยากรณ์การแพ้ยาในประชากรภาคใต้ของไทย การศึกษานี้คาดหวังว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้รับบริการและหน่วยงานด้านการบริการด้านสุขภาพต่อไป",
        "contractNo": "66-128",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-10-30T09:44:33.000+07:00"
    },
    {
        "id": "34a77963-33ef-444c-aa78-7abba7b8d665",
        "handle": "11228/6358",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6358",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินโอกาสการเสียชีวิตของคนไข้โรคเมลิออยโดซิสจากพันธุกรรมของเชื้อ",
        "authors": [
            "กมลชนก ชีวะปรีชา",
            "Kamolchanok Claire Chewapreecha",
            "อริญชย์ วงศ์พร้อมมูล",
            "Arin Wongprommoon",
            "ชลิตา ชมเกตุแก้ว",
            "Chalita Chomkatekaew",
            "ภูมิรพี บุญกลาง",
            "Phumrapee Boonklang",
            "สุกฤษฏิ์พงศ์ ภักดีรัตน์",
            "Sukritpong Pakdeerat"
        ],
        "description": "โรคเมลิออยโดซิส เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง พบได้บ่อยในพื้นที่เขตร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่ยากจนและขาดโอกาส แต่กลับไม่ได้รับความสนใจหรือทรัพยากรในการป้องกันและรักษาเท่าที่ควร (Neglected Tropical Disease) โรคเมลิออยโดซิสเกิดจากแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมชื่อ Burkholderia pseudomallei การศึกษาด้านภูมิคุ้มกันวิทยาพบว่า คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาด เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่สัมผัสจะทำให้เกิดโรค และหากเกิดโรคขึ้น ลักษณะของโรคจะแตกต่างกันไป ทั้งในแง่ของอาการและความรุนแรง เราตั้งสมมติฐานว่าปัจจัยทางพันธุกรรมทั้งในแบคทีเรียและคนไข้ อาจเป็นสาเหตุของความหลากหลายในลักษณะโรคนี้ โดยเราได้ใช้ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมจากโครงการ BurkHostGEN ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Wellcome Trust เพื่อหาโครงสร้างประชากรเชื้อ B. pseudomallei ที่ก่อโรคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย พร้อมทั้งข้อมูลการเสียชีวิตของคนไข้ที่ได้รับเชื้อเหล่านี้ ในช่วงปี ค.ศ. 2023-2024 เราได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างประชากรของแบคทีเรียจากฐานข้อมูลนี้ โดยการวิเคราะห์ประชากรแบคทีเรียพบว่า B. pseudomallei ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสายพันธุ์หลักอยู่สามสายพันธุ์ โดยสองในสามสายพันธุ์มีความสามารถในการทนต่อสภาวะแวดล้อมได้เป็นเวลานาน ซึ่งเพิ่มโอกาสที่เชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวจะก่อโรค ผลการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว เราได้ดำเนินการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของแบคทีเรียทั่วทั้งจีโนม (Genome-wide Association Study ; GWAS) เพื่อค้นหาความแตกต่างทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตภายใน 28 วันหลังติดเชื้อ ผลการศึกษาพบว่าชุดยีนขนส่งไอออนโลหะ (BPSL1952-BPSL1953) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คลัสเตอร์ยีนนี้อาจช่วยให้แบคทีเรียสามารถดูดซับไอออนโลหะได้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัด เช่น ในระหว่างการอยู่รอดภายในเซลล์ผู้ป่วยซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการอยู่อาศัยภายในเซลล์และก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทั่วร่างกาย ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยสูงขึ้น",
        "contractNo": "67-138",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-10-20T13:59:45.000+07:00"
    },
    {
        "id": "1601a1b9-005b-41e5-b1a6-b3e596e2e167",
        "handle": "11228/6357",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6357",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การทบทวนวรรณกรรมแบบเร่งกระบวนการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ: กรณีศึกษาของการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีด้วย HCV duo test, การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แถบตรวจน้ำตาลสำหรับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2, และการใช้เครื่องตรวจวัดออกซิเจนในเลือดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด",
        "authors": [
            "วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย",
            "Wanrudee Isaranuwatchai",
            "พัชรี ชูแก้ว",
            "Phatcharee Chukaew",
            "ภาณุพงศ์ เชาวนสวัสดิ์",
            "Panupong Chaowanasawat",
            "วรัญญา รัตนวิภาพงษ์",
            "Waranya Rattanavipapong",
            "Freeman, Joshua",
            "ยศ ตีระวัฒนานนท์",
            "Yot Teerawattananon",
            "ปฤษฐพร กิ่งแก้ว",
            "Pritaporn Kingkaew",
            "ฐิตา จงสมจิตต์",
            "Tita Jongsomjit",
            "มันตา กรกฎ",
            "Manta Korakot",
            "Arkandhi, Angela Judhia",
            "Huang-Ku, Evan",
            "จิราธร สุตะวงศ์",
            "Jiratorn Sutawong",
            "พรอุมา ราศรี",
            "Pornuma Rasri",
            "กุมารี พัชนี",
            "Kumaree Patchanee"
        ],
        "description": "โครงการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (universal coverage benefit package: UCBP) เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างครอบคลุมและเท่าเทียม โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ดำเนินงานร่วมกันตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเสนอหัวข้อ การจัดลำดับความสำคัญ การศึกษาวิจัย ไปจนถึงการพัฒนานโยบายด้านสุขภาพ โดยยึดหลักความเป็นระบบ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมแบบเร่งกระบวนการ (rapid review) เพื่อสนับสนุนการพิจารณาการเพิ่มหรือปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลและความปลอดภัย และการประมาณการงบประมาณของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบสุขภาพ ทั้งนี้หัวข้อวิจัยทั้ง 3 เรื่องในรายงานฉบับนี้เป็นหัวข้อที่ได้รับการเสนอเข้าสู่กระบวนการ UCBP ปี พ.ศ. 2568 ได้แก่ เรื่องที่ 1 การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบซีด้วย Hepatitis C virus (HCV) duo test เรื่องที่ 2 การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แถบตรวจน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus: T2DM) และเรื่องที่ 3 การใช้เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด (pulse oximeter: PO) ที่บ้านสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (Cyanotic Congenital Heart Disease: CCHD) ผลการทบทวนวรรณกรรมแบบเร่งกระบวนการของ HCV duo test (เรื่องที่ 1) ผลการศึกษาพบว่าเป็นเครื่องมือคัดกรองที่มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจหาได้ทั้งแอนติบอดีและแอนติเจนต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในคราวเดียว ส่งผลให้ลดปัญหาผู้รับการตรวจไม่กลับมาตรวจยืนยันตามแนวทางการคัดกรองปัจจุบัน แม้ว่าการนำ HCV duo test แบบ one-stop test มาใช้จะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณสูงขึ้นเมื่อเทียบกับแนวทางการคัดกรองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่สามารถเพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังและนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความชุกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสูง ส่วนการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แถบตรวจน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วย T2DM ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ หรือมี HbA1c มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 7.5 (เรื่องที่ 2) ผลการศึกษา พบว่า การตรวจน้ำตาลด้วยตนเอง (self-monitoring of blood glucose: SMBG) อย่างสม่ำเสมออย่างมีแบบแผน สามารถลดระดับ HbA1c ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งยังส่งผลดีต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพในระยะยาวด้วย สำหรับการใช้เครื่อง PO ที่บ้านสำหรับผู้ป่วย CCHD (เรื่องที่ 3) ผลการศึกษา พบว่าแม้การใช้เครื่อง PO แบบพกพาจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วย CCHD โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา แต่จากการทบทวนวรรณกรรมและสอบถามผู้เชี่ยวชาญ ยังพบข้อจำกัดด้านความแม่นยำของอุปกรณ์ และขาดแนวทางการใช้งานที่ชัดเจน อีกทั้งพบปัญหาการหลุดออกจากระบบการติดตามและดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วย CCHD จึงมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้แบบบูรณาการ แทนการแจกจ่ายอุปกรณ์ให้กับผู้ป่วยโดยตรง ผลการศึกษาทั้งสามเรื่องนี้ถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของ สปสช. โดยพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย ประมาณการงบประมาณ และความเหมาะสมกับบริบทของระบบสุขภาพไทย เพื่อให้การเพิ่มหรือปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน",
        "contractNo": "68-135",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-10-20T13:20:33.000+07:00"
    },
    {
        "id": "666d2d56-79e8-4779-a38e-6a8814835fd6",
        "handle": "11228/6356",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6356",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การศึกษาการกลายพันธุ์ของยีนด้วยวิธีการตรวจหาลำดับเบสของเอ็กโซมในกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ไม่ตอบสนองต่อยาสเตียรอยด์และภาวะไตอักเสบที่สงสัยการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในผู้ป่วยเด็กไทย ปีที่ 2",
        "authors": [
            "สุขเกษม โฆษิตเศรษฐ",
            "Sookkasem Khositseth",
            "อนิรุธ ภัทรากาญจน์",
            "Anirut Pattaragarn",
            "นันทวัน ปิยะภาณี",
            "Nuntawan Piyaphanee",
            "ปวรี ศรัยสวัสดิ์",
            "Pawaree Saisawat",
            "สุวรรณี วิษณุโยธิน",
            "Suwannee Wisanuyotin",
            "กุลวิภา ตันทนะเทวินทร์",
            "Kulwipa Tantanatewin",
            "ณัฐิดา พงศ์วิไลรัตน์",
            "Natthida Pongwilairat",
            "ภาคภูมิ ภูมิจิตร",
            "Parkpoom Bhummichitra",
            "สุรัสวดี พิทักษ์ลิมนุวงศ์",
            "Suratwadi Phithaklimnuwong",
            "กิติวรรณ โรจนเนืองนิตย์",
            "Kitiwan Rojnueangnit"
        ],
        "description": "ที่มา กลุ่มอาการเนโฟรติกแบบปฐมภูมิเป็นโรคไตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเด็ก การกลายพันธุ์ของยีนก่อโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ในผู้ป่วยเด็กแรกเกิดและเด็กที่ไม่ตอบสนองต่อยากดภูมิคุ้มกัน ส่วนภาวะเม็ดเลือดแดงรั่วในปัสสาวะเรื้อรังที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนก่อโรค (hereditary glomerulopathies) มักทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ปัจจุบันการตรวจทางพันธุศาสตร์ด้วยวิธี whole exome sequencing (WES) เพื่อค้นหาการกลายพันธุ์ของยีนก่อโรคยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงและไม่สามารถเบิกจ่ายจากกองทุนสุขภาพทุกกองทุน คณะผู้วิจัยจึงทำการศึกษาแบบสหสถาบันเพื่อตรวจ WES ในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพื่อเป็นข้อมูลของผู้ป่วยเด็กไทย วัตถุประสงค์ 1) ตรวจ WES ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กไทยที่เป็นโรคเนโฟรติกแบบปฐมภูมิที่สงสัยว่าเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนและกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มีเม็ดเลือดแดงรั่วในปัสสาวะเรื้อรังที่สงสัยว่าเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน 2) กำหนดข้อบ่งชี้ในการตรวจ WES ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยให้กับองค์กรวิชาชีพและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะดังกล่าวได้รับสิทธิประโยชน์ในการเบิกจ่าย วิธีการศึกษา การศึกษาแบบสหสถาบันในโรงพยาบาล 14 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เขตสุขภาพทั่วประเทศไทย ทำการตรวจ WES ให้แก่ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเนโฟรติกและผู้ป่วยเด็กที่มีเม็ดเลือดแดงรั่วในปัสสาวะเรื้อรังตามเกณฑ์คัดเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย หากพบการกลายพันธุ์ของยีนก่อโรคจะทำการตรวจยืนยันลำดับเบสที่ผิดปกติในผู้ป่วย บิดา มารดา ด้วยวิธี Sanger sequencing ผลการศึกษา ผู้ป่วยทั้งหมด 20 ราย อายุระหว่างแรกเกิดถึง 18 ปี เพศชาย 13 ราย เพศหญิง 7 ราย เป็นกลุ่มโรคเนโฟรติกจำนวน 9 ราย กลุ่มเม็ดเลือดแดงรั่วในปัสสาวะเรื้อรังจำนวน 11 ราย ได้รับการตรวจ WES ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็น congenital NS 3 ราย infantile NS 2 ราย childhood 4 ราย พบการกลายพันธุ์ของยีนก่อโรคในผู้ป่วย 8 ราย โดย congenital NS พบการกลายพันธุ์ของยีนทั้ง 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 คือยีน NPHS1 และ LAMB2 ส่วน infantile NS 2 ราย พบการกลายพันธุ์ของยีน CFI 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วน childhood NS พบการกลายพันธุ์ของยีน 2 ราย คือ TRPC6 และ WT1 คิดเป็นร้อยละ 50 เทียบเคียงได้กับการศึกษาจากต่างประเทศ ส่วนกลุ่มเม็ดเลือดแดงรั่วในปัสสาวะเรื้อรังพบการกลายพันธุ์ของยีน COL4A5 ก่อโรค Xlinked Alport syndrome ในผู้ป่วย 8 รายคิดเป็นร้อยละ 73 การศึกษาครอบคลุมเขตสุขภาพทั่วประเทศนี้แสดงค่าใช้จ่ายในการตรวจ WES ในผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวน 500,000 บาทต่อปี บทสรุป เกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่วยกลุ่มนี้เพื่อทำการตรวจ WES ในการศึกษานี้เหมาะสมกับบริบทในประเทศไทย สามารถใช้เป็นข้อบ่งชี้ในการตรวจ WES ให้มีสิทธิประโยชน์ในการเบิกจ่าย",
        "contractNo": "67-087",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-10-20T10:32:42.000+07:00"
    },
    {
        "id": "2974adf0-20a6-456a-99af-a163038f6ab4",
        "handle": "11228/6355",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6355",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนารูปแบบระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิแบบมุ่งเน้นคุณค่าในกลุ่มเด็กวัยเรียนในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่",
        "authors": [
            "รักชนก นุชพ่วง",
            "Rakchanok Noochpoung",
            "อัมพร เดชพิทักษ์",
            "Amporn Detpithak",
            "ปิยพร เสาร์สาร",
            "Piyaporn Saosarn",
            "ปิยะนารถ จาติเกตุ",
            "Piyanart Chatiketu",
            "อารีรัตน์ นิรันต์สิทธิรัชต์",
            "Areerat Nirunsittirat",
            "ทิฆัมพร มะลิซ้อน",
            "Thikumpond Malison",
            "นันทิยา เสถียรวุฒิวงศ์",
            "Nantiya Sathienvuttiwong"
        ],
        "description": "จากปัญหาโรคฟันผุในกลุ่มเด็กวัยเรียนยังคงมีความชุกสูง แนวคิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าโดยมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ (Value-based oral healthcare) จึงได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป้าหมายในการพัฒนารูปแบบบริการให้มีคุณภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ แบบมุ่งเน้นคุณค่าในกลุ่มเด็กวัยเรียน โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Action research) ในโรงเรียน 6 แห่ง ในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ในปีการศึกษา 2566 – 2567 โดยแบ่งโรงเรียนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มปฏิบัติการและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มปฏิบัติการได้ร่วมพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า นักเรียนชั้น ป.1 – 6 จำนวน 2,571 คน ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก และนักเรียนชั้น ป. 4 – 6 จำนวน 1,207 คน ได้รับการสัมภาษณ์ตามแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้และการรับรู้ด้านสุขภาพช่องปากของตนเอง และวิเคราะห์ต้นทุนค่าบริการทางตรงจากข้อมูลค่าแรง ค่าวัสดุและผลงานการจัดบริการฯ ในปีงบประมาณ 2566 ผลการศึกษาพบว่าในการจัดบริการสุขภาพช่องปากนักเรียนได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนกลุ่มที่ไม่มีฟันผุ กลุ่มที่ฟันผุน้อย (1 - 3 ซี่) และกลุ่มที่มีฟันผุมาก (4 ซี่ขึ้นไป) และมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนเพื่อจัดบริการทันตกรรมรักษาและป้องกันตามความจำเป็นในแต่ละกลุ่ม ผลการประเมินพบว่านักเรียนในกลุ่มปฏิบัติการบริการฯ มี Cavity free เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบก่อนการพัฒนาระบบบริการ และพบว่ากลุ่มปฏิบัติการฯ และกลุ่มเปรียบเทียบนักเรียนป.1 - 6 มี Cavity free ร้อยละ 90.6 และ 45.0 ตามลำดับ และพบว่าร้อยละการเพิ่มขึ้นของฟันผุ (ทั้งฟันแท้และฟันน้ำนม) ในกลุ่มปฏิบัติการแตกต่างกับกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเพิ่มขึ้นของฟันผุในกลุ่มปฏิบัติการและกลุ่มเปรียบเทียบคิดเป็นร้อยละ 21.5 และ 26.5 ตามลำดับ ในส่วนพฤติกรรมพบว่านักเรียนในกลุ่มปฏิบัติการมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากและโภชนาการที่ดีขึ้น ได้แก่ การมีจำนวนนักเรียนที่มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน การแปรงนาน 2 นาทีและการงดอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น และการบริโภคน้ำอัดลมและลูกอมลดลง นอกจากนี้นักเรียนกลุ่มปฏิบัติการพบมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากมากกว่าร้อยละ 80 เพิ่มขึ้น และการรับรู้ด้านสุขภาพช่องปาก ประเด็นการไม่อยากยิ้มเพราะลักษณะฟัน พบกลุ่มปฏิบัติการมีการปรับปรุงดีกว่ากลุ่มควบคุม 3 เท่า ในส่วนต้นทุนการจัดบริการพบว่ากลุ่มปฏิบัติการประหยัดต้นทุนมากกว่าโดยกลุ่มปฏิบัติการและกลุ่มควบคุมมีต้นทุนบริการต่อนักเรียน 1 คน ลดลง 42.56 บาท และ 15.86 บาท ตามลำดับ และกลุ่มปฏิบัติการมีต้นทุนประสิทธิผลที่ดีกว่าโดยกลุ่มปฏิบัติการสามารถประหยัดต้นทุนร้อยละ 9.6 เพื่อให้เกิด Cavity free เพิ่มร้อยละ 45.6 ในขณะที่กลุ่มควบคุมประหยัดต้นทุนได้ร้อยละ 3.5 และมี Cavity free เพิ่มเพียงร้อยละ 2.6 จากการศึกษาสรุปได้ว่ารูปแบบการจัดบริการการดูแลสุขภาพช่องปากนักเรียนแบบมุ่งเน้นคุณค่าที่พัฒนาขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของทีมเครือข่ายบริการสุขภาพ และทีมโรงเรียนในอำเภอหางดง มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพช่องปากที่ดีสำหรับนักเรียน จึงควรพัฒนาและขยายพื้นที่ดำเนินการต่อไป",
        "contractNo": "67-013",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-10-09T13:23:42.000+07:00"
    },
    {
        "id": "1599adc2-98a3-49ce-a99b-a9428c9a11a1",
        "handle": "11228/6354",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6354",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การออกแบบการบริการแบบเน้นคุณค่าในการดูแลโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงมีชุมชนเป็นฐาน",
        "authors": [
            "ชัยสิริ อังกุระวรานนท์",
            "Chaisiri Angkurawaranon",
            "นพรัตน์ วัชรขจรกุล",
            "Nopparat Watcharakajonkul",
            "รุจิรา ธรรมใจกูล",
            "Rujira Thoumajaikoul",
            "ชรินทร์ ดีปินตา",
            "Charin Deepinta",
            "ประทุมพร อินทรรัศมี",
            "Prathumporn Intharudsamee",
            "ศิริรัตน์ ภู่ตันติกุล",
            "Sirirat Phutantikul",
            "ณัชชา วิวัฒน์คุณูปการ",
            "Nutchar Wiwatkunupakarn"
        ],
        "description": "โรคเรื้อรังเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตและลดค่าใช้จ่ายในการให้บริการสุขภาพของรัฐ โดยพบว่าการให้บริการแบบเน้นคุณค่า (valuebased-care) และการให้บริการที่เน้นชุมชนเป็นฐาน (community-based care) สามารถเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพของการให้บริการ (quality of care) และก่อเกิดการบริการที่มีความคุ้มค่าคุ้มทุน (cost-effective) ได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยด้วยโรคดังกล่าว ยังไม่สามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นจากการให้บริการแบบดั้งเดิม เพื่อออกแบบการให้บริการแบบเน้นคุณค่าโดยมีชุมชนเป็นฐานได้ ดังนั้น โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลลัพธ์การให้บริการแบบดั้งเดิม 2) วางแผนรูปแบบการให้บริการแบบเน้นคุณค่าและแนวทางการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการให้บริการแบบใหม่ร่วมกับหน่วยงานพื้นที่ ผลการศึกษาข้อมูลย้อนหลังของผลลัพธ์การให้บริการแบบดั้งเดิมพบว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ถึงแม้ว่าร้อยละของผู้ป่วยสูงรายใหม่ และร้อยละของผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน (โรคไตเรื้อรัง) จะมีจำนวนลดลง แต่พบว่าร้อยละของผู้ป่วยเหล่านี้ที่สามารถควบคุมโรคได้มีจำนวนลดลงทุกปี แสดงให้เห็นว่าการให้บริการแบบดั้งเดิมยังมีช่องโหว่ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อยู่ นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ต้นทุนค่าบริการย้อนหลังจากฐานข้อมูล 43 แฟ้ม พบว่ายังมีค่าบริการบางประเภทที่ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูล 43 แฟ้ม และไม่ได้มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ค่าบริการการแพทย์ทางไกล และค่าบริการจากหน่วยเยี่ยมบ้าน เป็นต้น ซึ่งค่าบริการดังกล่าว มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคำนวณความคุ้มค่าคุ้มทุนที่จะเกิดขึ้นหากมีการให้บริการแบบเน้นคุณค่าโดยมีชุมชนเป็นฐาน ดังนั้น จากการประชุมเพื่ออภิปรายปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อมูลย้อนหลังที่ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้ได้รูปแบบการให้บริการแบบเน้นคุณค่าและแนวทางการเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนการให้บริการขึ้น ซึ่งรูปแบบการให้บริการและการคิดต้นทุนจะแบ่งตามความเสี่ยงของกลุ่มประชากร (กลุ่มเสี่ยง กลุ่มป่วยที่ควบคุมได้ และกลุ่มป่วยที่ควบคุมไม่ได้) โดยแต่ละกลุ่มจะใช้บุคลากร การให้ข้อมูล และความถี่ในการติดตามในระดับที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้สามารถดูแลประชากรแต่ละระดับตามทรัพยากรที่มีได้อย่างเหมาะสม",
        "contractNo": "67-009",
        "issuedDate": "2568-09",
        "accessionedDate": "2025-10-08T15:18:57.000+07:00"
    },
    {
        "id": "f859df8b-4553-46cf-8fb9-60613c218e18",
        "handle": "11228/6353",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6353",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนารูปแบบบริการชีวาภิบาลวาระสุดท้ายของชีวิตที่บ้านและชุมชน พื้นที่ถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรณีจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดขอนแก่น",
        "authors": [
            "ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย",
            "Supasit Pannarunothai",
            "พันธิตรา สิงห์เขียว",
            "Pantitra Singkheaw",
            "อรรถกร รักษาสัตย์",
            "Attakorn Raksasataya",
            "ระวิวรรณ สิงห์ป้อง",
            "Rawiwan Singpong",
            "วริศรา ตั้งตระกูล",
            "Varitsara Tangtrakul",
            "สิริลักขณา พระวงศ์",
            "Sirilakkhana Phrawong",
            "ศิลา โทนบุตร",
            "Sila Tonboot"
        ],
        "description": "การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบสุขภาพไทยในยุคสังคมผู้สูงอายุ โดยมุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบการจัดบริการชีวาภิบาลในระยะสุดท้ายของชีวิตที่บ้านและในชุมชน ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการใช้วาระสุดท้ายของชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและอบอุ่นโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) การจัดทำข้อเสนอการพัฒนารูปแบบการจัดบริการชีวาภิบาลในระยะสุดท้ายของชีวิตที่บ้านและในชุมชนในระยะเปลี่ยนผ่านการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด 2) การพัฒนาต้นแบบการจัดบริการชีวาภิบาลในระยะสุดท้ายของชีวิตที่บ้านและในชุมชนในช่วงการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว การวิจัยนี้เป็น Implementation Research ที่ใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นหลัก โดยใช้กรอบแนวคิด Generic Implementation Research ดำเนินการใน 2 จังหวัด คือ พิษณุโลกและขอนแก่น ครอบคลุมโรงพยาบาลหลัก 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพุทธชินราช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลเนินมะปราง โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลอุบลรัตน์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครอบครัวหรือครัวเรือนของผู้ป่วยที่อยู่ในระยะท้ายของชีวิตที่เข้าร่วมโครงการ และหน่วยงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบการดูแลระยะท้ายของชีวิตทุกหน่วยงาน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการหลากหลาย ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่ม การสังเกตการณ์ และการใช้แบบประเมิน FAMCARE-EOL ที่ปรับปรุงจากแบบประเมิน FAMCARE มาตรฐาน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นความรุดหน้าด้านการพัฒนารูปแบบการจัดบริการชีวาภิบาลในชุมชนที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทไทย การประเมินผลด้วยแบบประเมิน FAMCARE-EOL พบว่าครอบครัวผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการดูแลในระดับสูงทั้งในจังหวัดพิษณุโลกและขอนแก่น โดยค่าเฉลี่ยในทุกมิติอยู่ระหว่าง 4.6-4.9 จาก 5 คะแนน ในด้านการพัฒนาเครือข่ายชุมชน พบว่าการมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่าง ๆ มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ยังพบความท้าทายในเรื่องการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ อุบลรัตน์โมเดลเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดจากการวิจัยครั้งนี้ โดยเป็นระบบการจ้างนักบริบาลชุมชนเต็มเวลาด้วยเงินทุนจากการบริจาคภาคเอกชน ซึ่งทำงานภายใต้การกำกับของโรงพยาบาลชุมชน นักบริบาลเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทน 6,000-7,000 บาทต่อเดือน และทำงานทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ ผลลัพธ์ของอุบลรัตน์โมเดลแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ชัดเจน เช่น ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลได้เกิน 40% การลดภาระของโรงพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ในด้านจุดแข็งของระบบการดูแลจังหวัดพิษณุโลกมีจุดแข็งในการมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม โดยมีโรงพยาบาลพุทธชินราชเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่แข็งแกร่งเป็นแกนหลัก และระบบเครือข่ายที่ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ จังหวัดขอนแก่นมีจุดแข็งในการมีศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นแกนหลัก คือ ศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวิชาการและแหล่งเรียนรู้ การวิจัยพบความท้าทายสำคัญหลายประการ ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ปัญหางบประมาณที่จำกัดและการกระจัดกระจายของแหล่งทุน ปัญหาการเข้าถึงบริการที่ไม่เท่าเทียม ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างสังกัด โดยเฉพาะหลังจากการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และปัญหาการปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยเฉพาะในเรื่องการวางแผนการดูแลล่วงหน้า การวิจัยมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน ดังนี้ 1) การขยายผลอุบลรัตน์โมเดลไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณอย่างจริงจัง 2) การพัฒนาระบบสารสนเทศแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 3) การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายผ่านการพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 4) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องผ่านระบบการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรที่เป็นระบบ โดยใช้ศูนย์ความเป็นเลิศเป็นหลัก 5) การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการผ่านการพัฒนากลยุทธ์เฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง การสร้างระบบการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การวิจัยเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้รองรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน เช่น การกำหนดรหัสสำหรับการรับส่งผู้ป่วยจากโรงพยาบาลกลับบ้าน การอนุญาตให้กองทุนสุขภาพตำบลสามารถจ่ายค่าตอบแทนผู้ดูแลและค่ารับส่งผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม การบูรณาการงบประมาณจากแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะงบประมาณส่งเสริมและป้องกันโรค งบ IMC และ Long Term Care และงบกองทุนสุขภาพตำบล เพื่อให้สามารถนำมาใช้สนับสนุนการจ้างนักบริบาลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบการประเมินและควบคุมคุณภาพที่เป็นมาตรฐานและใช้ร่วมกันในเครือข่าย และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและชุมชนในการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย",
        "contractNo": "67-119",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-10-06T16:15:54.000+07:00"
    }
]