[
    {
        "id": "f8d0ff0b-59df-4741-96b2-889885124580",
        "handle": "11228/6381",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6381",
        "collection": "Articles",
        "title": "ความรอบรู้ด้านสุขภาพและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนในจังหวัดสตูล",
        "authors": [
            "ยศกร ละมัยสะอาด",
            "Yodsakorn Lamaisaart",
            "กฤษณะ สุวรรณภูมิ",
            "Krishna Suvarnabhumi"
        ],
        "description": "การศึกษาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของประชาชนในจังหวัดสตูล กลุ่มตัวอย่าง 1,928 คน อายุ 15 ปีขึ้นไป เก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ (general health literacy scale for Thais) Cronbach’s alpha 0.968 โดยการสำรวจออนไลน์ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน (independent t-test, one-way ANOVA, chi-square test) ผลการศึกษาพบว่าประชาชนในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 49.0) มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับพอใช้ได้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวม 177.45 (SD = 32.24) จากคะแนนเต็ม คะแนนปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.05) กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ ภูมิลำเนา, พื้นที่อยู่อาศัย (ใน/นอกเขตเทศบาล), เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา, อาชีพ, ความเพียงพอทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกต่อสุขภาพของตนเอง ในขณะที่ปัจจัยด้านสถานภาพ และโรคประจำตัวไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ จากผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำ ผู้ที่มีระดับการศึกษาต่ำ และกลุ่มผู้อาศัยนอกเขตเทศบาล มีแนวโน้มที่จะมีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความเหลื่อมล้ำนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายและมาตรการเชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าถึง ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ในการตัดสินใจดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างมีประสิทธิผล",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,4 (ต.ค. - ธ.ค. 2568) : 378-391",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-26T10:37:05.000+07:00"
    },
    {
        "id": "a33d82d2-c3db-4440-9502-b03bbd42840e",
        "handle": "11228/6380",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6380",
        "collection": "Articles",
        "title": "การวิเคราะห์สถานการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพของนักกายภาพบำบัดในสถานพยาบาลภาครัฐ กระทรวงสาธารณสุข",
        "authors": [
            "วัชรินทร์ ทายะติ",
            "Watcharin Tayati",
            "สันติภาพ พึ่งอ่ำ",
            "Santipap Pueng-am",
            "มณฑิชา ม่วงเงิน",
            "Monticha Muang-ngoen"
        ],
        "description": "หลักการและเหตุผล: ระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพกายภาพบำบัดในสถานพยาบาลภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านจำนวน อัตราตำแหน่งระดับสูง (ชำนาญการพิเศษขึ้นไป) และการกระจายตัวของอัตราเหล่านั้น ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและการพัฒนาวิชาชีพ วัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และอุปสรรคของระบบความก้าวหน้า ศึกษาผลกระทบต่อการพัฒนาวิชาชีพและพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย วิธีการศึกษา: การวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากการสุ่มนักกายภาพบำบัดแบบแบ่งชั้น 12 เขตสุขภาพ รวม 363 คน (โรงพยาบาลศูนย์ร้อยละ 20.1 โรงพยาบาลทั่วไปร้อยละ 34.4 และโรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 45.5) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และสหสัมพันธ์ Spearman’s rank และการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 40 คน ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับปฏิบัติการ (ร้อยละ 76.6) และพบความแตกต่างของการกระจายระดับตำแหน่งตามระดับสถานพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โรงพยาบาลชุมชนมีตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไปเพียงร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลศูนย์ที่มีถึงร้อยละ 12.3 สำหรับระดับแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้า พบมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ขั้นตอนการเลื่อนระดับในแต่ละระดับ (rho = 0.1214, p = 0.0207) สัมพันธ์เชิงลบกับภาระงานประจำ (rho = −0.1141, p = 0.0297) และภาระครอบครัว (rho = −0.1645, p = 0.0017) ปัญหาหลักของระบบความก้าวหน้า ได้แก่ การจำกัดตำแหน่ง (ร้อยละ 94.7) และการกระจุกตัวในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (ร้อยละ 91.1) ข้อเสนอแนะ: ควรเพิ่มความชัดเจนของขั้นตอนการเลื่อนระดับควบคู่กับมาตรการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง ลดข้อจำกัดด้านภาระงาน และควรเพิ่มการสร้างระบบสนับสนุนการทำผลงานในพื้นที่เพื่อเสริมแรงจูงใจ และลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสความก้าวหน้าในวิชาชีพ",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,4 (ต.ค. - ธ.ค. 2568) : 392-403",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-26T10:36:09.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d8311f7f-64f7-4243-aa22-ca8efc55fe6b",
        "handle": "11228/6379",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6379",
        "collection": "Articles",
        "title": "การประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในด้านการบริหารจัดการและการกำกับองค์กร",
        "authors": [
            "ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร",
            "Nuttanan Wichitaksorn",
            "ธิปไตร แสละวงศ์",
            "Tippatrai Saelawong",
            "ชณิสรา ดำคำ",
            "Chanisara Dumkum",
            "จิราภรณ์ แผลงประพันธ์",
            "Jiraporn Plangpraphan",
            "นครินทร์ อมเรศ",
            "Nakarin Amarase",
            "ธนรัต โชติกเสถียร",
            "Thanarat Chotikasathian",
            "มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์",
            "Manatchaya Chuyingsakultip",
            "อามานี หะมุ",
            "Amanee Hamu",
            "ธงชัย นาพิมพ์",
            "Tongchai Naphim"
        ],
        "description": "ประเทศไทยดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามานานกว่า 20 ปี โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและจัดบริการตามนโยบายดังกล่าว ที่ผ่านมา แม้หลายหน่วยงานได้ติดตามและประเมินผลนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งในระดับประเทศและสากลอย่างต่อเนื่อง แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ยังคงเน้นผลลัพธ์ด้านบริการและการเข้าถึงของประชาชน ขณะที่การประเมินการบริหารจัดการของ สปสช. ยังมีจำกัด โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการ (governance) กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช. ครอบคลุมการกำหนดนโยบายและการกำกับองค์กร ในการประเมินการบริหารจัดการครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีตัวการ–ตัวแทน (principal–agent theory) ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความรับผิดชอบในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แนวทางการประเมินใช้หลัก “3E” ได้แก่ execution (การดำเนินงานในทางปฏิบัติ) evidence (การใช้ข้อมูลหลักฐานมาประกอบการตัดสินใจ) และ efficiency (การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ) ผู้วิจัยใช้หลักฐานจากเอกสาร รายงานการประชุม งานวิจัย ฐานข้อมูลของ สปสช. พร้อมทั้งเสริมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากเครือข่ายหรือองค์กรที่มีส่วนได้เสียในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผลการประเมินสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของนโยบายพร้อมข้อเสนอแนะที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากการประเมินการกำกับองค์กรของสปสช. พบว่าโครงสร้างการกำกับองค์กรยังขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 14 และ 15 ที่มุ่งเน้นการถ่วงดุลอำนาจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เนื่องจากกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขดำรงตำแหน่งต่อเนื่องหลายวาระสลับกัน นอกจากนี้ กรรมการหลักฯ บางรายยังดำรงตำแหน่งในอนุกรรมการมากกว่า 3 คณะในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดบทบาทซ้ำซ้อนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย (principal) และผู้ดำเนินงาน (agent) โดยเฉพาะเมื่อบุคคลเดียวกันมีบทบาทในระดับเขตพื้นที่ร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อลดการผูกขาดอำนาจ ควรป้องกันการสลับการดำรงตำแหน่งระหว่างกรรมการหลักฯ กับกรรมการควบคุมฯ โดยกำหนดให้มีช่วงเว้นว่างจากตำแหน่งภายหลังครบ 2 วาระ พร้อมจำกัดการเป็นอนุกรรมการไม่เกิน 2 คณะต่อวาระ และทบทวนการแต่งตั้งกรรมการส่วนกลางเป็นอนุกรรมการระดับเขตพื้นที่",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,4 (ต.ค. - ธ.ค. 2568) : 338-361",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-24T14:39:59.000+07:00"
    },
    {
        "id": "69f72efb-1bb0-408a-8a28-fd89d07136ac",
        "handle": "11228/6378",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6378",
        "collection": "Articles",
        "title": "ความตระหนักต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาในมุมมองผู้บริหารโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข",
        "authors": [
            "ธนกร เจริญกิตติวุฒ",
            "Thanakorn Jalearnkittiwut",
            "วิลาสินี สำเนียง",
            "Wilasinee Samniang",
            "วิศวะ มาลากรรณ",
            "Wissawa Malakan",
            "สมฤกษ์ จึงสมาน",
            "Somreuk Chuengsamarn",
            "ยศ ตีระวัฒนานนท์",
            "Yot Teerawattananon"
        ],
        "description": "ในปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซึ่งนานาประเทศทั่วโลกต่างได้กำหนดนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยในภาคส่วนสาธารณสุขนั้น จะได้รับผลกระทบที่สำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขไทยให้ความสำคัญต่อปัญหาดังกล่าวและได้มีการกำหนดนโยบายแก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ จากการศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงพยาบาลในประเทศไทยมีสัดส่วนการปล่อยสูงกว่าต่างประเทศ บทความนี้จึงศึกษาถึงความตระหนักต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาจากผู้บริหารโรงพยาบาลทั้ง 12 เขตสุขภาพของประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการปฏิบัติตามนโยบายในบริบทของโรงพยาบาล การศึกษาครั้งนี้ทำการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้างในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายและปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ผู้ตอบแบบสอบถามระดับผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์จาก 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ จำนวน 55 คน ผลการศึกษาพบว่า ความกังวลต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของผู้บริหารโรงพยาบาลอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.8 จาก 3 คะแนน รวมไปถึงมีความเห็นว่า การแก้ปัญหายังไม่เพียงพอกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.05 จาก 3 คะแนน โดยไม่แตกต่างกันระหว่างตำแหน่งบริหารและระดับของโรงพยาบาล สำหรับแนวทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว พบว่าร้อยละ 87.3 เห็นว่าควรเป็นมาตรการที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ได้แก่ การเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นแบบประหยัดไฟและติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ จึงสรุปได้ว่าผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าในโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามนโยบายเกี่ยวกับการแพทย์ทางไกลยังเป็นนโยบายที่ควรให้ความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคบางประการทำให้ยากต่อการปฏิบัติตามนโยบายอย่างเต็มประสิทธิผล",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,4 (ต.ค. - ธ.ค. 2568) : 420-435",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-24T14:16:39.000+07:00"
    },
    {
        "id": "a5105e1b-0b73-4f23-af12-682052aa2fab",
        "handle": "11228/6377",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6377",
        "collection": "Articles",
        "title": "ต้นทุนกิจกรรมของหลักสูตรวิสัญญีพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ปีการศึกษา 2566",
        "authors": [
            "นพดล ผ่องฉวี",
            "Noppadon Phongchawee",
            "สุขุม เจียมตน",
            "Sukhum Jiamton",
            "สุคนธา คงศีล",
            "Sukhontha Kongsin",
            "รัฐพล แสงรุ้ง",
            "Rattaphol Seangrung"
        ],
        "description": "การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนการผลิตวิสัญญีพยาบาล ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในปีการศึกษา 2566 โดยคำนวณต้นทุนรวมตลอดหลักสูตร และต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมต่อคนต่อปี การวิเคราะห์ใช้แนวทางการวิเคราะห์ต้นทุนตามกิจกรรม (activity-based costing: ABC) โดยอ้างอิงจากพจนานุกรมกิจกรรมของหลักสูตร ต้นทุนในการศึกษานี้จำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ต้นทุนค่าดำเนินการ (recurrent cost) และ 2) ต้นทุนค่าลงทุน (capital cost) กิจกรรมหลักที่เกี่ยวข้องกับการผลิตวิสัญญีพยาบาลแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการและพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนภาคทฤษฎี การจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ การวัดและประเมินผล และการประเมินหลักสูตร ผลการศึกษาพบว่า ในปีการศึกษา 2566 มีนักศึกษาในหลักสูตรจำนวน 31 คน และมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องรวม 39 คน ต้นทุนรวมตลอดปีการศึกษาเท่ากับ 2,580,119 บาท หรือเฉลี่ยเท่ากับ 83,230 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ค่าบำรุงการศึกษาที่ภาควิชาเรียกเก็บจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมอยู่ที่ 50,000 บาทต่อคน ส่งผลให้ต้นทุนจริงต่อหัวสูงกว่ารายรับที่ได้รับ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงภาระด้านงบประมาณที่ภาควิชาต้องแบกรับ และแสดงให้เห็นความจำเป็นของการพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณของหลักสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิสัญญีพยาบาลเฉพาะทาง และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการทรัพยากรของหลักสูตร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นต้นแบบในการวิเคราะห์ต้นทุนของหลักสูตรวิชาชีพเฉพาะทางอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต ข้อเสนอแนะ การศึกษานี้ได้แสดงวิธีการวิเคราะห์ต้นทุนโดยคำนวณต้นทุนกิจกรรมการผลิตวิสัญญีพยาบาล ผลการศึกษาจะสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าบำรุงการศึกษาหลักสูตรการผลิตวิสัญญีพยาบาลและเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ต้นทุนหลักสูตรทางการแพทย์ต่อไป ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโรงพยาบาลรามาธิบดีและราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,4 (ต.ค. - ธ.ค. 2568) : 404-419",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-24T11:49:17.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0a3ec6f9-7718-4d67-b35c-80d0ce342ad2",
        "handle": "11228/6376",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6376",
        "collection": "Articles",
        "title": "การดำเนินการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเทศไทยตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ในช่วงปี พ.ศ. 2558 - 2567: การทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยาย",
        "authors": [
            "สายชล คล้อยเอี่ยม",
            "Saichon Kloyiam",
            "วิถี มโนมัย",
            "Withi Manomai",
            "คัมภีร์ งานดี",
            "Kampee Ngandee",
            "อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต",
            "Akkhrawat Piawpongpakawat"
        ],
        "description": "ประเทศไทยดำเนินการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่ผ่านมายังขาดการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับความก้าวหน้าและความท้าทายในการขับเคลื่อนงานในช่วงที่ผ่านมา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมของการพัฒนางานการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย และความก้าวหน้าของการพัฒนาและขับเคลื่อนงานความรอบรู้ด้านสุขภาพของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2558–2567 โดยทบทวนเอกสารการสำรวจ เอกสารทางการ และรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวม ประเทศไทยมีการพัฒนานโยบาย แผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ คู่มือและเครื่องมือการทำงาน การสำรวจสถานการณ์ และการดำเนินกิจกรรมโครงการทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และระดับบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในเชิงระบบยังพบความท้าทายหลายประการในด้านการบูรณาการเข้ากับระบบที่มีอยู่ การขาดตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง และการดำเนินงานนอกภาคสาธารณสุขที่ค่อนข้างจำกัด การขับเคลื่อนงานส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในอนาคตยังจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพไทยและสังคมไทย",
        "citation": "วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 19,4 (ต.ค. - ธ.ค. 2568) : 362-377",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-23T15:41:13.000+07:00"
    },
    {
        "id": "6b353d21-7a8a-4e7f-be92-ae70c1ad0131",
        "handle": "11228/6375",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6375",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การตรวจหาอัตราการติดเชื้อและการจำแนกสายพันธุ์ระดับโมเลกุลของเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในกลุ่มผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันคล้ายไข้หวัดใหญ่ เพื่อการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อในกรุงเทพมหานคร",
        "authors": [
            "ยง ภู่วรวรรณ",
            "Yong Poovorawan",
            "จิรัชญา พื้นผา",
            "Jiratchaya Puenpa",
            "ภรจริม นิลยนิมิต",
            "Pornjarim Nilyanimit",
            "ธนัญรัตน์ ทองมี",
            "Thanunrat Thongmee"
        ],
        "description": "กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงจากไวรัสโคโรนา 2 (Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2: SARS-CoV-2) ยังคงมีการวิวัฒน์อย่างไม่หยุดยั้ง โดยสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมีคุณลักษณะการแพร่เชื้อที่สูงขึ้นและสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจความหลากหลายทางพันธุกรรมและพลวัตการแพร่เชื้อตามฤดูกาลของ SARS-CoV-2 ในประเทศไทย จึงมีความสำคัญต่อการกำหนด มาตรการควบคุมและป้องกันโรคที่มีประสิทธิผล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหลากหลายทางพันธุกรรมและรูปแบบการแพร่เชื้อตามฤดูกาลของ SARS-CoV-2 ในผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Acute Respiratory Infection: ARI) ในประเทศไทย พ.ศ. 2567 จากผู้ป่วย ARI จำนวนทั้งสิ้น 8,096 ราย พบว่า 1,152 รายมีผลตรวจเป็นบวกต่อ SARS-CoV-2 คิดเป็นอัตราความชุกของการติดเชื้อร้อยละ 14.2 การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดสำคัญระหว่างปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน โดยเฉพาะเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งคิด เป็นร้อยละ 49 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด กลุ่มอายุที่มีอัตราการติดเชื้อสูงที่สุด ได้แก่ ผู้ใหญ่วัยต้นอายุ 31–40 ปี ขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างเพศกับสถานะการติดเชื้อ (p = 0.583) การหาลำดับพันธุกรรมเชิงลึก (extensive genomic sequencing) ตรวจพบ SARS-CoV-2 มากกว่า 7 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ JN.1 เป็นสายพันธุ์เด่นในช่วงต้นปี ในขณะที่สายพันธุ์ลูกผสม ได้แก่ XEC, XDV.1 และ XDY มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 57.1 ภายในเดือนธันวาคม การวิเคราะห์ทางสายวิวัฒนาการ (phylogenetic analyses) ชี้ให้เห็นอัตราการวิวัฒน์ที่คงที่ และสามารถระบุช่วงเวลาสำคัญของการเกิดสายพันธุ์ใหม่ สะท้อนให้เห็นกระบวนการวิวัฒน์อย่างต่อเนื่องของไวรัสในประเทศไทย ผลการศึกษานี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการดำเนินการเฝ้าระวังทางจีโนมอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการติดตามพลวัตของการแพร่กระจายสายพันธุ์และสนับสนุนการตอบสนองทางสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของ SARS-CoV-2 ยังตอกย้ำความเร่งด่วนของการพัฒนากลยุทธ์วัคซีนที่มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับรูปแบบการแพร่เชื้อตามฤดูกาลในประเทศไทย",
        "contractNo": "68-026",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-23T14:55:31.000+07:00"
    },
    {
        "id": "719bba9a-0cd3-47cb-baf9-3565385ec6af",
        "handle": "11228/6374",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6374",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาแนวทางการประเมินความคุ้มค่าของปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์เพื่อบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพของประเทศไทย",
        "authors": [
            "กติกา อรรฆศิลป์",
            "Katika Akksilp",
            "ธมลวรรณ ดุลสัมพันธ์",
            "Thamonwan Dulsamphan",
            "ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร",
            "Nut Siriratboonkajorn",
            "ยศ ตีระวัฒนานนท์",
            "Yot Teerawattananon"
        ],
        "description": "การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์เติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้จริงยังมีความท้าทาย ทั้งในแง่ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย และการยอมรับของบุคลากรทางการแพทย์ คณะผู้วิจัยจึงดำเนินการศึกษาโครงการวิจัยชิ้นนี้ อันประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ (1) การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานของงานวิจัยที่ประเมินความคุ้มค่าของปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์แม่นยำทั่วโลก (2) การสำรวจความคิดเห็นบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยผ่านแบบสอบถามออนไลน์เกี่ยวกับการใช้งานและการรับรู้ต่อปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ทางการแพทย์ และ (3) การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (cost-utility analysis) ของการคัดกรองวัณโรคปอดในประชากรกลุ่มเสี่ยงตามชุมชนโดยใช้ AI เปรียบเทียบกับแนวทางปัจจุบันที่ใช้แพทย์ทั่วไป โดยใช้แบบจำลองแผนภูมิการตัดสินใจและแบบจำลอง Markov ผลการศึกษา: (1) จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์แม่นยำ (AI-PM) โดยรวม มีแนวโน้มที่จะมีความคุ้มค่าหรือประหยัดต้นทุนได้ โดยมีค่าผลประโยชน์สุทธิที่เป็นตัวเงิน (Net Monetary Benefit: NMB) เป็นบวก และปีสุขภาวะ (Quality-Adjusted Life Years: QALYs) เพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ NMB ได้แก่ ต้นทุนต่อหน่วยของ AI-PM และการบูรณาการการปฏิบัติตามการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลจาก AI (2) ผลสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ไทยแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นเชิงบวกอย่างมาก ต่อการนำ AI มาใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกและการวินิจฉัยโรค แต่ก็มีความกังวลอย่างมีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย และคุณภาพการสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย (3) การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่ากลยุทธ์การคัดกรองวัณโรคปอดโดยใช้ AI มีความคุ้มค่าในประเทศไทยที่เกณฑ์ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์แปลผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกเพียงอย่างเดียว (AI alone) เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนตลอดชีพสูงกว่าแต่ให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีกว่าทั้งในแง่ของปีชีวิตและปีสุขภาวะเมื่อเทียบกับการให้แพทย์ทั่วไปแปลผลเพียงอย่างเดียว (GP alone) บทสรุป: ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการดูแลสุขภาพ แต่การนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนจำเป็นต้องมีแนวทางการประเมินความคุ้มค่าที่เป็นมาตรฐาน การแก้ไขช่องว่างในการรายงานข้อมูล การพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรม เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล และกรอบนโยบายที่แข็งแกร่งสำหรับการนำไปใช้และการเบิกจ่ายในระบบประกันสุขภาพ",
        "contractNo": "67-127",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-23T11:24:35.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d455a7c2-a907-426c-9cb6-ad7d4b1a6c9d",
        "handle": "11228/6373",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6373",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "คุณค่าการตรวจวินิจฉัยการวิเคราะห์การกลายพันธุ์โดยวิธี next generation sequencing สำหรับก้อนเนื้องอกต่อมไทรอยด์ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง",
        "authors": [
            "นริศ เจียรบรรจงกิจ",
            "Narit Jianbunjongkit",
            "ภัทรวดี ศรีคุณ",
            "Pattaravadee Srikoon",
            "อภิญญา จุ๊สกุล",
            "Apinya Jusakul",
            "วัชรีพร ตีระมาศวณิช",
            "Watchareporn Teeramatwanich",
            "ณัฐวุฒิ อมรภิญโญเกียรติ",
            "Nattawut Amornpinyokiat",
            "ครองชัย เกษมศรีธนาวัฒน์",
            "Krongchai Kasemsrithanawat",
            "อลิสรา วงศ์สุทธิเลิศ",
            "Alisara Wongsuttilert",
            "กาญจนา สุขศรี",
            "Kanchana Suksri",
            "ณัฏฐณิชชา กุลธนชัยโรจน์",
            "Nattanichcha Kulthanachairojana"
        ],
        "description": "Suspicious thyroid nodule คือก้อนต่อมไทรอยด์มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งโดยอาศัยข้อมูลจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย อัลตราซาวนด์ การตรวจทางเซลล์วิทยา แต่ยังไม่สามารถยืนยันความเป็นมะเร็งได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งได้รับการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการตรวจ BUU-Customized Whole Exome Sequencing (BUU WES) จากการถอดรหัสพันธุกรรมด้วยวิธี next generation sequencing จากสิ่งส่งตรวจ ultrasound guided core needle aspiration biopsy ก่อนการผ่าตัด โดยเทียบกับผลพยาธิวิทยาที่ได้จากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ เกณฑ์คัดเข้าคือผู้ป่วยที่มี suspicious thyroid nodule พบอัลตราซาวนด์เป็นชนิด TI-RAD 4, 5 หรือ ผลตรวจเซลล์วิทยาเป็น Bethesda I, III, IV, V ผลการศึกษาพบว่า จากผู้ป่วย 82 คน, 110 suspicious thyroid nodule พบเป็นมะเร็ง 21 คน (ร้อยละ 25.6) ในจำนวนนี้พบการกลายพันธุ์ของ BRAF จำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มยีน NRAS, KRAS การตรวจ BUU WES มี sensitivity 57.1% (34.0-78.3%), specificity 86.9% (75.8–94.2%), positive predictive value (PPV) 60.0% (36.1–80.9%), negative predictive value (NPV) 85.5% (74.2–93.1%), accuracy 79.3% (68.9–87.4%) แต่เมื่อ subgroup analysis ในก้อนต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดเกิน 1 ซม. พบความถูกต้องของการตรวจเพิ่มขึ้นมาก กล่าวคือ sensitivity 83.3% (51.6–97.9%), specificity 89.8% (79.2–96.2%), PPV 62.5% (35.4–84.8%), NPV 96.4 (87.5–99.6%), accuracy 88.7% (79.0–95.0%) สรุปผลการศึกษางานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า BUU WES แม้จะมีข้อจำกัดด้าน sensitivity และ NPV เมื่อเทียบกับชุดตรวจเพื่อการพาณิชย์ แต่หากเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ขนาดต่อมไทรอยด์เกิน 1 ซม.จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และข้อมูลการกลายพันธุ์ที่พบจาก BUU WES สามารถเป็นฐานข้อมูลสำคัญอันจะนำไปสู่การพัฒนาชุดตรวจที่เหมาะสมกับบริบทโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ในประเทศไทย",
        "contractNo": "66-161",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-19T15:33:51.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0432dbf9-e9e4-4826-a219-f666d0833d8c",
        "handle": "11228/6372",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6372",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การศึกษาการเข้าถึงบริการทันตกรรมภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว และความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชนต่อโครงการ",
        "authors": [
            "ทรงชัย ฐิตโสมกุล",
            "Songchai Thitasomakul",
            "อริศา ศรีคง",
            "Arisa Srikong",
            "ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์",
            "Teerawat Tussanapirom",
            "ณิชมน ไชยอนันต์",
            "Nichamon Chaianant",
            "ปิยดา แก้วเขียว",
            "Piyada Gaewkhiew",
            "แพร จิตตินันทน์",
            "Prae Chittinanda",
            "ณกรณ์ วิเศษเสนา",
            "Nagorn Wisetsena"
        ],
        "description": "ในปัจจุบันรัฐบาลได้จัดตั้งโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ โดยมีการร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และเพิ่มระดับการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เพื่อลดความแออัดในการให้บริการขั้นพื้นฐานและสามารถให้บริการขั้นสูงของสถานบริการของรัฐมากยิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมเปรียบเทียบก่อนและหลังมีโครงการ ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับและผู้ให้บริการในโครงการ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการและการเปลี่ยนแปลงการบริการของสถานบริการ รวมถึงศึกษาการลดค่าใช้จ่ายทางอ้อมในประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ การศึกษาเป็นแบบย้อนหลังและไปข้างหน้า โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมการใช้บริการด้านสุขภาพของแอนเดอร์เซนเพนชานสกีและโทมัสมาเป็นแนวคิดในการศึกษา ทำการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ ร่วมกับข้อมูลการเข้ารับบริการทางทันตกรรมของประชาชนก่อนและหลังโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่จากฐานข้อมูลด้านสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (ข้อมูลทุติยภูมิ) กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ ได้แก่ ประชากรไทยตั้งแต่แรกเกิดทุกคนที่ได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการรักษาด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และผู้ที่ใช้สิทธิในโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ที่มีเอกชนร่วมให้บริการ ในปี พ.ศ. 2564 – มิถุนายน 2568 ใช้สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ และโมเดลสมการโครงสร้างในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาครั้งนี้พบมีผู้เข้าถึงบริการทางทันตกรรมเพิ่มขึ้น โดยเป็นผู้มารับบริการรายใหม่ ไม่เคยเข้ารับบริการในโรงพยาบาลรัฐภายใน 3 ปี สูงถึงร้อยละ 87.5 อย่างไรก็ตามตัวเลขที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้อง เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้เข้ารับบริการทางทันตกรรมทั้งหมดในประเทศไทย สำหรับเรื่องความพึงพอใจพบทั้งผู้รับร้อยละ 96.6 และผู้ให้บริการร้อยละ 74.8 มีความพึงพอใจต่อโครงการ แต่มีเพียงร้อยละ 29.6 ของผู้ตอบแบบสอบถามจากโรงพยาบาลรัฐที่มีความพึงพอใจต่อโครงการ แม้จะเห็นว่าโครงการมีประโยชน์และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทันตกรรมได้มากขึ้นก็ตาม เนื่องจากคิดว่าโครงการไม่ได้ช่วยทำให้มีผู้รับบริการหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ไม่ทำให้ทำงานง่ายขึ้น และไม่ได้ทำให้บริการขั้นพื้นฐานที่โรงพยาบาลรัฐลดลง คลินิกส่วนใหญ่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเพื่อให้คลินิกเป็นที่รู้จักมากขึ้น เปิดโอกาสให้มีผู้รับบริการใหม่เข้ามารับบริการและรับบริการอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้ ช่วยเหลือให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทันตกรรมได้สะดวกขึ้น และเพื่อช่วยลดความแออัดของการให้บริการในโรงพยาบาลรัฐ นอกจากนี้ผู้รับบริการร้อยละ 96.3 มีความเห็นว่าโครงการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และร้อยละ 86.6 มีความเห็นว่าโครงการทำให้ไม่ต้องลางาน จากการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงเส้น พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ การเข้าถึงคลินิก ความสะดวกและสิ่งอํานวยความสะดวกของคลินิก ความพึงพอใจของคลินิก และการยอมรับคุณภาพบริการ [CMIN/DF = 5.270, CFI = 0.921, RMSEA (90% CIs) =0.065 (0.062-0.068), SRMR = 0.0413]",
        "contractNo": "67-179",
        "issuedDate": "2568-11",
        "accessionedDate": "2025-12-15T15:58:47.000+07:00"
    },
    {
        "id": "34dffb35-a785-4c91-84ec-a0542573e113",
        "handle": "11228/6371",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6371",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และการพัฒนาแบบคัดกรองผู้ป่วยเชิงรับในโรงพยาบาลพื้นที่ที่มีมลพิษฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน สำหรับเขตสุขภาพที่ 8 (กรณีศึกษา: จังหวัดหนองคาย นครพนม เลย และบึงกาฬ)",
        "authors": [
            "สุทัศน์ โชตนะพันธ์",
            "Suthat Chottanapund",
            "เกวลี สุนทรมน",
            "Kaewalee Soontornmon",
            "ประหยัด เคนโยธา",
            "Prayad Kenyota",
            "ภัสราภรณ์ นาสา",
            "Patsaraporn Nasa",
            "ธัชริทธิ์ ใจผูก",
            "Thachcharit Jaiphook",
            "จริยา ดำรงศักดิ์",
            "Chariya Damrongsak",
            "จันจิรา ชินศรี",
            "Chanjira Chinsri",
            "วนิดา สังยาหยา",
            "Wanida Sangyaya",
            "แสนสุข เจริญกุล",
            "Sansuk Charoenkun"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 8 (จังหวัดเลย บึงกาฬ นครพนม และหนองคาย) เนื่องจากฝุ่น PM2.5 เป็นภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงและคุกคามสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคเฉียบพลันหรือเรื้อรัง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาหลักที่พบคือ การวินิจฉัยโรคที่ระบุสาเหตุจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศ (ICD-10: Z58.1 และ Y97) ยังมีจำนวนน้อย โครงการจึงมุ่งทดสอบแนวทางการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังและพัฒนาแบบคัดกรองผู้ป่วยเชิงรับในโรงพยาบาลพื้นที่นำร่อง และนำผลการประเมินทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย การศึกษาใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็น: (1) การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Designs) เพื่อทดสอบแบบคัดกรองผู้ป่วยเชิงรับในโรงพยาบาลนครพนมและหนองคาย ในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน (มากกว่า 37.5 มคก./ลบ.ม.) โดยทำการเปรียบเทียบการลงรหัสโรค ICD-10 ร่วม (Z58.1) ก่อนและหลังการใช้แบบคัดกรอง (2) การศึกษาเชิงสำรวจ (Descriptive Study) เพื่อประเมินสถานะและประสิทธิภาพระบบเฝ้าระวังในจังหวัดเลยและบึงกาฬ โดยทีมผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องรวม 28 ราย และทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 จำนวน 971 ฉบับ ในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ผลการประเมินเชิงคุณภาพโดยภาพรวม ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานตระหนักในความสำคัญและให้การยอมรับในระบบเฝ้าระวัง การดำเนินงานทำได้โดยง่าย เนื่องจากมีระบบรองรับ เช่น HOSxP และมีการสั่งการตามขั้นตอนผ่านกลไกการประชุมระดับจังหวัด และระบบมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนตามข้อสั่งการจากส่วนกลางได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของระบบ คือ เกณฑ์การวินิจฉัยและนิยามการรายงานโรคที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ยังไม่ชัดเจน ทำให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขาดความน่าเชื่อถือและความครบถ้วน ในด้านความมั่นคง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยังขาดแคลนงบประมาณและบุคลากรเฉพาะกิจ สำหรับโรคที่เกิดจาก PM2.5 ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการอบรมโดยตรงเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 การใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่แค่การรายงานสถานการณ์ต่อผู้บริหาร ยังไม่ได้นำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างเต็มที่ ผลการประเมินเชิงปริมาณ (Quantitative Findings) ในจังหวัดเลยและบึงกาฬ จากการประเมินความไวหรือความครอบคลุม และค่าพยากรณ์บวก จากการทบทวนเวชระเบียน พบว่าระบบเฝ้าระวังมีการรายงานข้อมูลครอบคลุมสูง แต่ความถูกต้องยังต่ำ จังหวัดเลย พบความไวของระบบเฝ้าระวัง ร้อยละ 100.00 แต่มีค่าพยากรณ์บวกต่ำ อยู่ที่ร้อยละ 30.39 (จากการทบทวน 441 ฉบับ พบ 134 ฉบับตรงนิยาม) จังหวัดบึงกาฬ ความไวของระบบเฝ้าระวัง ร้อยละ 100.00 แต่มีค่าพยากรณ์บวกต่ำ อยู่ที่ ร้อยละ 58.8 (จากการทบทวน 530 ฉบับพบ 311 ฉบับตรงนิยาม) ค่าพยากรณ์บวกที่ต่ำแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลที่รายงานเข้าสู่ระบบ Health Data Center (HDC) อาจมีจำนวนผู้ป่วยที่ไม่ตรงตามนิยามสูง และยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างระดับ PM2.5 กับจำนวนผู้ป่วย เนื่องจากข้อมูลการรายงานโรคยังน้อย ผลการทดสอบแบบคัดกรอง ในจังหวัดนครพนมและหนองคาย จากการทดสอบพบว่า มีโรงพยาบาลเพียง 1 ใน 4 แห่งที่ใช้แบบคัดกรองอย่างเป็นทางการของกรมควบคุมโรค ส่วนที่เหลือใช้แบบสอบถามจากคลินิกมลพิษออนไลน์ หรือสร้างแบบคัดกรองขึ้นเอง โรงพยาบาลนครพนมมีการพัฒนาการแจ้งเตือนค่าฝุ่นผ่านระบบ HIS (HOSxP) แต่การลงรหัส Z58.1 ในปี พ.ศ. 2568 (ม.ค. - พ.ค.) ลดลง (38 ครั้ง) เมื่อเทียบกับปี 2567 (94 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 59.57 การลดลงอาจเกิดจากการกำหนดเกณฑ์ที่เข้มงวดในการสอบสวนโรคหากมีการลงรหัส Z58.1 เพียง 1 ราย ซึ่งส่งผลให้แพทย์ระมัดระวังในการลงรหัสมากขึ้น หรือ สถานการณ์ฝุ่นในปี พ.ศ. 2568 ที่ดีขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2567 สำหรับโรงพยาบาลหนองคายนั้น การลงรหัส Z58.1 ในปี พ.ศ. 2568 (ม.ค. - พ.ค.) เพิ่มขึ้น (11 ครั้ง) เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2567 (8 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 37.5 การเพิ่มขึ้นอาจเกิดจากสถานการณ์ฝุ่นในปี พ.ศ. 2568 ที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 มากกว่าปี พ.ศ. 2567 และมีการใช้แบบคัดกรอง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเฝ้าระวัง มีดังนี้ (1) ส่วนกลางควรกำหนดบทบาททางวิชาการให้เป็นเอกภาพ รวมถึงรูปแบบการเฝ้าระวัง เกณฑ์การวินิจฉัยโรค (โดยเฉพาะรหัส Z58.1) ระบบฐานข้อมูล ตัวชี้วัด และนโยบายห้องปลอดฝุ่นที่ชัดเจน (2) ส่วนกลางควรจัดประชุมชี้แจงและอบรมมาตรฐานเดียวกัน ทั้งด้านวิชาการ การบริหารจัดการ และทักษะการสอบสวนโรค เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถูกต้อง (3) สร้างความตระหนักและพัฒนาแบบคัดกรอง หน่วยงานทุกระดับควรสร้างความตระหนักให้เจ้าหน้าที่นึกถึงโรคจากสิ่งแวดล้อมในการวินิจฉัยโรค และพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรับให้ดียิ่งขึ้น (4) ขยายบริการและบังคับใช้กฎหมาย พิจารณาขยายพื้นที่ติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศ พร้อมยกระดับการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อม โดยเปิดคลินิกมลพิษเพิ่มเติมในโรงพยาบาลชุมชน และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ฝุ่นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ",
        "contractNo": "68-009",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-15T15:00:41.000+07:00"
    },
    {
        "id": "01578204-65ef-45c7-b890-c6edb21a1cc2",
        "handle": "11228/6370",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6370",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "การจัดประชุมวิชาการสมาคมมนุษยพันธุศาสตร์ประจำปี 2567 ถึงเวลาขับเคลื่อนการแพทย์ของไทยด้วยจีโนมิกส์ประเทศไทย",
        "authors": [
            "ศิษเฎศ ทองสิมา",
            "Sissades Tongsima",
            "สุรัคเมธ มหาศิริมงคล",
            "Surakameth Mahasirimongkol",
            "สุกัญญา วัฒนาโภคยกิจ",
            "Sukanya Wattanapokayakit",
            "ประสิทธิ์ เผ่าทองคำ",
            "Prasit Phowthongkum",
            "มนนัทธ์ พงษ์พานิช",
            "Monnat Pongpanich",
            "จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา",
            "Jakris Eu-ahsunthornwattana",
            "ณัฎฐิณี ธีรกุลกิตติพงศ์",
            "Nuttinee Teerakulkittipong",
            "นุสรา สัตย์เพริศพราย",
            "Nusara Satpretpry"
        ],
        "description": "สมาคมมนุษยพันธุศาสตร์ มีพันธกิจที่ต้องการส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางด้านวิชาการ และนวัตกรรมที่เกี่ยวกับงานด้านพันธุศาสตร์ในทุกสาขาของมนุษย์ และสนับสนุนการเผยแพร่ทางวิชาการให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สังคม และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง และตระหนักรู้ต่อแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย รวมถึงเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการวิจัยและการพัฒนาของเวชศาสตร์จีโนมในปัจจุบัน สมาคมมนุษยพันธุศาสตร์จึงได้ดำเนินการจัดการประชุมวิชาการประจำปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา เพื่อส่งเสริมให้ประชาคมวิจัยและสังคมเข้าใจในเทคโนโลยีจีโนมที่เริ่มมีบทบาทสำคัญทางการแพทย์ในอนาคต ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand: GeTH) ผ่านการให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมวิจัยต่าง ๆ ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของการบริการ รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีจีโนมที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคตของการแพทย์ไทยในปี พ.ศ. 2567 เป็นปีที่โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยได้ดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรมครบ 30,000 ราย ดังนั้น เพื่อให้เกิดการสื่อสารกับสังคมและประชาคมวิจัยได้รับรู้ถึงความก้าวหน้าของกิจกรรมและเสนอมุมมองของอนาคตกับความก้าวหน้าของเวชศาสตร์จีโนมในประเทศไทย สมาคมมนุษยพันธุศาสตร์ได้จัดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิดหลัก Harnessing Genomics Thailand to Better Public Health: The Time is Now หรือ “ถึงเวลาขับเคลื่อนการแพทย์ของไทยด้วยจีโนมิกส์ประเทศไทย ในวันที่ 1-3 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยใช้รูปแบบการจัดงานแบบผสมผสาน ทั้งการประชุมแบบ on-site และ online งานประชุมนี้เป็นหนึ่งในเวทีที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น ทั้งด้านวิชาการและนโยบายผ่านการสัมมนาในหัวข้อความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์จีโนมิกส์ที่ประสบความสำเร็จ โดยมุ่งเน้น 5 กลุ่มโรคที่โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การดำเนินงานในด้านของโรคหายากและวินิจฉัยยาก (Rare diseases) โรคมะเร็ง (Cancer) โรคติดเชื้อ (Infectious Diseases) โรคไม่ติดต่อชนิดเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases) และเภสัชพันธุศาสตร์ (Pharmacogenomics) รวมถึงมิติของการศึกษาพันธุศาสตร์ประชากร (Population Genetics) และความสำคัญของชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) กับโอกาสทางธุรกิจ อีกทั้งมีการระดมความคิดเห็นด้านกฎหมาย จริยธรรม และสังคม เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ทางการแพทย์จีโนมิกส์ต่อนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพและผู้ที่เกี่ยวข้อง เกิดการสร้างร่วมมือในงานด้านพันธุศาสตร์มนุษย์ระหว่างหน่วยงานราชการ และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมนุษยพันธุศาสตร์ รวมถึงแผนการปฏิบัติการจีโนมิกส์ประเทศไทยที่เป็นปัจจุบันและเป็นประโยชน์แก่สังคม เพื่อให้ประชากรไทยสามารถเข้าใจและเข้าถึงบริการด้านเวชศาสตร์จีโนมหรือการแพทย์จีโนมิกส์ได้อย่างมีคุณภาพ",
        "contractNo": "67-094",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-11T11:11:06.000+07:00"
    },
    {
        "id": "206d7346-a437-49e5-ae70-f731f7e396d6",
        "handle": "11228/6369",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6369",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การเปรียบเทียบต้นทุน-ผลได้และผลกระทบทางงบประมาณของบริการทางเภสัชกรรมเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า",
        "authors": [
            "ตวงรัตน์ โพธะ",
            "Tuangrat Phodha",
            "ชะอรสิน สุขศรีวงศ์",
            "Cha-oncin Sooksriwong",
            "ปรุฬห์ รุจนธำรงค์",
            "Parun Rutjanathamrong",
            "นภชา สิงห์วีรธรรม",
            "Noppcha Singweratham",
            "ศรวณีย์ อวนศรี",
            "Sonvanee Uansri",
            "จงกลณี จงพรชัย",
            "Jongkonnee Chongpornchai",
            "Babar, Zaheer"
        ],
        "description": "วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจรูปแบบบริการทางเภสัชกรรมเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล (2) วิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ของบริการทางเภสัชกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เปรียบเทียบกับการจ่ายยาผู้ป่วยนอกแบบเดิม จากมุมมองของโรงพยาบาลและสังคม (3) ประมาณการผลกระทบทางงบประมาณของบริการในระยะ 5 ปี จากมุมมองของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ (4) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการจัดบริการทางเภสัชกรรมเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโรงพยาบาลตติยภูมิสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลลำพูน อุดรธานี สระบุรี พระจอมเกล้าเพชรบุรี ระนอง และกระบี่ ในปีงบประมาณ 2567 ดำเนินการใน 4 ขั้นตอน คือ (1) สำรวจรูปแบบบริการผ่าน Google Forms และทบทวนวรรณกรรม จากฐานข้อมูล ThaiJo ช่วง 10 ปี (2556-2567) (2) วิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ด้วยแบบจำลองแผนภูมิต้นไม้ (decision tree model) โดยคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net present value; NPV) และอัตราส่วนผลได้ต่อต้นทุน (Benefit-cost ratio; BCR) พร้อมวิเคราะห์ความไวแบบทางเดียว (3) ประมาณการผลกระทบทางงบประมาณระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) และ (4) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลต้นทุนปรับเป็นมูลค่าปี พ.ศ. 2567 ด้วย Consumer Price Index (CPI) ผลการศึกษา: พบบริการทางเภสัชกรรมเพื่อลดความแออัด 6 รูปแบบหลัก ได้แก่ บริการส่งยาไปรษณีย์ Health Rider รับยาที่ร้านยา (Model 3) Telepharmacy การปรับปรุงกระบวนการด้วย Lean และการใช้เครื่องจัดยาอัตโนมัติ แต่ปริมาณการใช้บริการยังต่ำ (ไม่เกินร้อยละ 3 ของใบสั่งยาผู้ป่วยนอก) จากมุมมองของโรงพยาบาล การรับยาที่ห้องยาผู้ป่วยนอกมีต้นทุนต่อหน่วย 59.33 บาท ขณะที่บริการส่งยาไปรษณีย์และ Health Rider มีต้นทุน 94.64 บาท และ Telepharmacy มีต้นทุน 35.31 บาท ทุกบริการมี NPV ติดลบ (ระหว่าง -85.31 ถึง -20.32 บาท) และ BCR ต่ำกว่า 1 แสดงความไม่คุ้มค่าสำหรับโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของสังคม บริการส่วนใหญ่มี NPV เท่ากับ 0 แสดงความคุ้มทุน เนื่องจากผู้ป่วยประหยัดค่าเดินทาง ค่าจอดรถ และเวลารอคอย การวิเคราะห์ความไวพบว่า หากปรับอัตราชดเชยเป็น 100 บาทต่อครั้ง บริการส่งยาจะมีความคุ้มค่า และหากบรรจุ Telepharmacy เป็นสิทธิประโยชน์ 50 บาทต่อครั้ง จะมีความคุ้มค่าสูง (BCR = 1.10) ผลกระทบทางงบประมาณหากขยายบริการให้ครอบคลุมร้อยละ 20 ของใบสั่งยาผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลตติยภูมิ 35 แห่ง ภายในปี พ.ศ. 2573 จะต้องใช้งบประมาณรวมกว่า 214 ล้านบาทต่อปี และหากปรับอัตราชดเชยเป็น 100 บาทต่อครั้ง จะเพิ่มเป็น 321-428 ล้านบาทต่อปี สรุปผลการศึกษา: บริการทางเภสัชกรรมเพื่อลดความแออัดมีความคุ้มค่าจากมุมมองของสังคม แต่ยังไม่คุ้มค่าสำหรับโรงพยาบาลด้วยอัตราการชดเชยปัจจุบัน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญ ได้แก่ (1) ปรับอัตราชดเชยจาก 50 เป็น 75-100 บาทต่อครั้ง (2) บรรจุ Telepharmacy เป็นสิทธิประโยชน์ 50 บาทต่อครั้ง (3) กำหนดเป้าหมายที่สมจริง เริ่มจากร้อยละ 10-15 ภายใน 2-3 ปี (4) สนับสนุนการลงทุนระบบเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร (5) พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ การดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยให้บริการมีความยั่งยืนและนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพที่เข้าถึงได้ มีคุณภาพ และเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน",
        "contractNo": "68-110",
        "issuedDate": "2568-12",
        "accessionedDate": "2025-12-04T13:47:18.000+07:00"
    },
    {
        "id": "bdc7ce74-229d-4488-8923-2d3aabe5921b",
        "handle": "11228/6368",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6368",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การศึกษาคุณลักษณะทางจีโนมของไวรัสโรทาที่ก่อโรคอุจจาระร่วงในคนและในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม",
        "authors": [
            "รัตนา ตาเจริญเมือง",
            "Ratana Tacharoenmuang",
            "ผกาพรรณ สิงห์ชัย",
            "Phakapun Singchai",
            "ธีร์วศิษฐ์ แพทย์สมาน",
            "Teewasit Phatsaman",
            "สรรทิพย์ กองจร",
            "Santip Kongjorn",
            "ทิพย์สุดา ลือชาคำ",
            "Tipsuda Luechakham",
            "กรัณย์ สุทธิวราคม",
            "Karun Suthivarakom",
            "นภา อ่อนวิมล",
            "Napa Onvimala",
            "วันดี เที่ยงธรรม",
            "Wandee Thiangtum",
            "พราน ไพรสุวรรณ์",
            "Pran Prisuwan",
            "ณวรัฎ อติรัตนา",
            "Nawarat Atirattana",
            "บุญนิภา สงคราม",
            "Boonipa Songkhram",
            "วลัยภรณ์ แก้ววงษา",
            "Walaiporn Kaewwongsa",
            "นพมาศ วุฒา",
            "Noppamas Wuttha",
            "อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์",
            "Archawin Rojanawiwat"
        ],
        "description": "ไวรัสโรทาเป็นสาเหตุหลักของโรคอุจจาระร่วงในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา มีการประมาณไว้ว่าในทุก ๆ ปี จะมีผู้ป่วยอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรทาเสียชีวิตจำนวน 215,000 คน ทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี นอกจากก่อโรคอุจจาระร่วงในคนแล้ว ไวรัสโรทานั้นสามารถก่อโรคอุจจาระร่วงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีก โดยเฉพาะสัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัว หมู และม้า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดเป็น reservoirs ของไวรัสโรทาที่ก่อโรคในคน แม้ว่าไวรัสโรทาจะมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันถึง 2 ชนิดแล้ว แต่ด้วยคุณสมบัติทางจีโนมของไวรัสโรทาที่มียีนมากถึง 11 ยีน จึงทำให้เกิดการผสมข้ามยีนกันในแต่ละ 11 ยีน (Reassortment) เกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ได้ง่าย ปัจจุบันพบไวรัสโรทาสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมข้ามยีนกันระหว่างไวรัสโรทาในคนและในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะ วัว หมู และม้า (human-bovine, human-porcine and human-equine rotaviruses) ที่พบในอัตราที่สูงกว่าสัตว์ชนิดอื่น ซึ่งวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันอาจไม่สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ได้และไวรัสโรทาสายพันธุ์ใหม่นี้อาจก่อความรุนแรงของโรคได้ การศึกษาสายพันธุ์และคุณสมบัติทางจีโนมของไวรัสโรทาที่ก่อโรคอุจจาระร่วงในคนและในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์จากวิวัฒนาการของเชื้อและการผสมแลกเปลี่ยนยีนข้ามสายพันธุ์ระหว่างไวรัสโรทาในคนกับสัตว์ (Reassortment) โดยระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2566 คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างอุจจาระในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และอุดรธานี รวมทั้งหมด 857 ตัวอย่าง เป็นอุจจาระจากผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง จำนวน 339 ตัวอย่าง และตัวอย่างอุจจาระวัว หมู และม้า ที่ป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วงจำนวน 343, 147 และ 28 ตัวอย่างตามลำดับ นำตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 857 ตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์หาไวรัสโรทาโดยวิธี Conventional RT-PCR พบผลบวกต่อโรทาจำนวน 110 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 12.8 ประกอบด้วยไวรัสโรทากลุ่มเอ จำนวน 94 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 85.5 และเป็นไวรัสโรทากลุ่มซีจำนวน 16 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 14.5 จากจำนวนผลบวกทั้งหมด จากนั้นนำไวรัสโรทากลุ่มเอ จำนวน 94 ตัวอย่าง มาวิเคราะห์หาลำดับเบสของยีน VP7 และ VP4 ด้วยวิธี Sanger sequencing พบว่าไวรัสโรทาที่พบในผู้ป่วยเป็นสายพันธุ์ G3P[8] สูงสุดที่จำนวน 38 ตัวอย่างและพบ G1P[8], G5P[6] และ G8P[8] จำนวน 2, 1 และ 2 ตามลำดับ ส่วนไวรัสโรทาที่พบในวัวเป็นสายพันธุ์ G6P[11] สูงสุดที่จำนวน 20 ตัวอย่างและพบ G1P[6], G3P[8] และ G10P[11] จำนวน 1, 1 และ 6 ตัวอย่างตามลำดับ ส่วนไวรัสโรทาที่พบในหมูเป็นสายพันธุ์ G9P[13] จำนวน 23 ตัวอย่าง จากนั้นจึงนำตัวอย่างไวรัสโรทากลุ่มเอที่พบทั้งหมด 94 มาถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมด้วยเทคนิค Next-generation sequencing (NGS) แล้วนำผลการทำ NGS มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม CLC genomics workbench และ Geneious เบื้องต้นพบว่าไวรัสโรทาสายพันธุ์ G3P[8] ที่พบในคนและวัวมียีนทั้ง 11 ยีนมีต้นกำเนิดมาจากไวรัสโรทาในคน ส่วนสายพันธุ์ G6P[11] และ G10P[11] ที่พบในวัวนั้น ยีนส่วน VP7, VP4, NSP4 และ NSP4 มีต้นกำเนิดมาจากไวรัสโรทาในคน สำหรับ G9P[13] ที่พบในหมูนั้นยีนทั้ง 11 ยีนมีต้นกำเนิดมาจากไวรัสโรทาในหมู",
        "contractNo": "65-086",
        "issuedDate": "2568-11",
        "accessionedDate": "2025-12-02T15:17:45.000+07:00"
    }
]