[{"id":"9a0c8a91-afd1-4ebe-873d-bdfb3921d1b4","handle":"11228/6239","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6239","collection":"Research Reports","title":"การประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีในงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ หลังจากดำเนินการมา 30 ปี และความชุกของโรคตับอักเสบ เอ บี และซี ในประเทศไทย","authors":["ยง ภู่วรวรรณ","Yong Poovorawan","ณศมน วรรณลภากร","Nasamon Wanlapakorn","พลิตถิยา สินธุเสก","Palittiya Sintusek","ธนัญรัตน์ ทองมี","Thanunrat Thongmee","จิรัชญา พื้นผา","Jiratchaya Puenpa","ภรจริม นิลยนิมิต","Pornjarim Nilyanimit","สิทธิชัย กนกอุดม","Sitthichai Kanokudom","หนึ่งฤทัย สุนทรวงศ์","Nungruthai Suntronwong","ภัทรภร อินทร์มา","Phatharaporn Inma","ปรียาพร วิชัยวัฒนา","Preeyaporn Vichaiwattana","ศิรภา กลิ่นเฟื่อง","Sirapa Klinfueng","ลักขณา วงษ์ศรีสังข์","Lakkhana Wongsrisang","รัชดาวรรณ เอี่ยมจินดา","Ratchadawan Aeemjinda","สุเมธ ก่อกอง","Sumeth Korkong","กิตติยศ ภู่วรวรรณ","Kittiyod Poovorawan","วิชาญ บุญกิตติกร","Wichan Bhunyakitikorn","ชนินันท์ สนธิไชย","Chaninan Sonthichai","ปิยดา อังศุวัชรากร","Piyada Angsuwatcharakon","ปรางณพิชญ์ วิหารทอง","Prangnapitch Wihanthong","ณรงค์ ถวิลวิสาร","Narong Thawinwisan","พิเชษฐ พืดขุนทด","Pichet Puedkuntod","ศันสนีย์ ภัทรศรีวงษ์ชัย","Sunsanee Phattharasrivongchai","ปริชญา หล่อประโคน","Parichaya Loprakhon","สมเจตน์ ชัยเจริญ","Somjet Chaijaroen","พรสวรรค์ มีชิน","Pornsawan Meechin","เฉลิมพล พงษ์พิชิต","Chalermpol Pongpichit","มณฑณา ฟูน้อย","Montana Foonoi","วัชรนันท์ ถิ่นนัยธร","Watcharanan Tinnaitorn","ธวัชชัย ล้วนแก้ว","Thawatchai Luankaew","ศศิธร วิโนทัย","Sasithorn Vinothai"],"description":"ไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประชากรโลก สำหรับประเทศไทย ไวรัสตับอักเสบเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ รวมทั้งเป็นสาเหตุให้เพศชาย พบมะเร็งตับสูงที่สุดในบรรดามะเร็งทั้งหมด ในอดีตที่ผ่านมาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี พบในอัตราที่สูงร้อยละ 6-8 (ค.ศ. 1980) และไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 2 (ค.ศ. 1990) พบว่าสาเหตุการแพร่กระจาย ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารก และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เกิดจากการใช้ของมีคมร่วมกัน การถ่ายเลือดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ในปัจจุบันไวรัสตับอักเสบ บี สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการให้วัคซีนในทารกแรกเกิด ประกอบกับระบบสาธารณสุข และความรู้เรื่องการป้องกัน รวมทั้งมีการตรวจกรองเลือดที่บริจาคทุกหน่วย องค์การอนามัยโลกมีนโยบายการขจัดไวรัสตับอักเสบให้เหลือน้อยที่สุดภายในปี ค.ศ. 2030 และมีการประกาศให้ลดการถ่ายทอดไวรัสตับอักเสบ บี จากมารดาสู่ทารกให้เป็นศูนย์ ประเทศไทยได้รับนโยบายดังกล่าว โดยมีข้อบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีในเด็กต่ำกว่า 5 ปี ต้องน้อยกว่าร้อยละ 0.1 รวมทั้งการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 90 และป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ให้ได้มากกว่าร้อยละ 90 ในผู้ที่ติดเชื้อจะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 และเมื่อถึงเวลาดังกล่าว อัตราการตายจากโรคที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบต้องลดลงให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 65 จึงเป็นที่มาและเหตุผลในการศึกษาติดตาม การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบในประเทศไทย จากข้อมูลของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสตับอักเสบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษามาโดยตลอดทุก 10 ปี ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2004 2014 และการศึกษาในปีนี้ ค.ศ. 2024 โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ทราบถึงตัวเลขที่แท้จริงของประเทศไทยในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ บี และซี โครงการนี้จึงได้ทำการศึกษาโดยสุ่มจากประชากร 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของแต่ละภาค คือ จังหวัดอุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง จังหวัดละ 1,500 คน โดยเลือกจากเขตอำเภอเมือง ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นอำเภอที่อยู่นอกออกไปรวมทั้งชนบท โดยกระจายกำหนดอายุ ตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 80 ปี ตามกลุ่มเป้าหมายที่ได้คำนวณไว้ตามสถิติ โดยมีฐานของการให้วัคซีนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา โดยจะทำการตรวจเลือด หา markers ของไวรัสตับอักเสบ บี ได้แก่ HBsAg, anti-HBs และ anti-HBc ไวรัสตับอักเสบ ซี ได้แก่ anti-HCV และ HCVcAg ไวรัสตับอักเสบ เอ ได้แก่ anti HAV IgG โดยใช้ commercial kit วิธี chemiluminescent การวิเคราะห์ข้อมูล อัตราการตรวจพบกระจายตามอายุต่าง ๆ และเปรียบเทียบกับอัตราส่วนของประชากรไทย เพื่อหาภาพรวมของการติดเชื้อในประเทศไทย ผลการศึกษา ไวรัสตับอักเสบ เอ พบว่าประชากรส่วนใหญ่ ยังไม่มีภูมิต้านทานหรือตรวจไม่พบ anti HAV IgG โดยอายุที่ตรวจพบภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบ เอ (anti-HAV IgG) ร้อยละ 50 อยู่ที่อายุ 47 ปี และหลังจากนั้นจะตรวจพบภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบ เอเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่าในขณะนี้ประเทศไทยทางด้านระบาดวิทยาจัดอยู่ในประเทศที่เป็น very low endemicity ต่อไวรัสตับ อักเสบ เอ ไวรัสตับอักเสบ บี ได้มีการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและอัตราการครอบคลุมสูงในทารกแรกเกิด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา ทำให้อุบัติการณ์การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg) ลดลงอย่างมากโดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี การติดเชื้อจะพบได้ในส่วนใหญ่ผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป และเมื่อคำนวณภาพรวมของการติดเชื้อทั้งประเทศ อัตราการติดเชื้อจะอยู่ที่ร้อยละ 1.68 นับว่าการติดเชื้อลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับในปี ค.ศ. 2004 (ร้อยละ 4.0) และ ค.ศ. 2014 (ร้อยละ 3.48) ข้อมูลการศึกษายังสนับสนุนด้วยการตรวจพบ anti-HBc ในกลุ่มประชากรที่อายุน้อยพบได้น้อยมาก และประชากรส่วนใหญ่มีภูมิต้านทาน anti-HBs ถึงแม้ว่าภูมิต้านทานจะลดลงตามกาลเวลา แต่ก็ยังสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศไทย ประสบผลสำเร็จในการลดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีจากมารดาสู่ทารกให้เป็นศูนย์ได้เป็นผลสำเร็จ เพราะการตรวจพบการติดเชื้อ HBsAg ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี พบน้อยกว่าร้อยละ 0.1 ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวเลขรายงานให้องค์การอนามัยโลกทราบถึงผลสำเร็จดังกล่าว และนับจากนี้ประเทศไทยก็จะมีแนวโน้มการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีลดลงอย่างมาก เชื่อว่าผู้ป่วยมะเร็งตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี ก็จะลดลงด้วยเช่นกัน ไวรัสตับอักเสบ ซี จากการศึกษาพบว่ามีการลดลงอย่างมาก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ประชากรไทยมีอัตราการตรวจพบไวรัสตับอักเสบ ซี anti-HCV ร้อยละ 2.15 และลดลงเหลือ ร้อยละ 0.94 ในปี ค.ศ. 2014 และในปี ค.ศ. 2024 การตรวจพบ anti-HCV เหลือเพียงร้อยละ 0.56 หรือประมาณประชากร 363,475 คน แสดงให้เห็นว่าการลดลงของไวรัสตับอักเสบ ซี ได้ลดลงด้วยการพัฒนาด้านระบบสาธารณสุข และการให้ความรู้ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี โดยเฉพาะการใช้ของมีคมร่วมกัน การตรวจกรองในผู้บริจาคโลหิต และในปัจจุบันผู้ที่ตรวจพบไวรัสตับอักเสบ ซี จะเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำให้มีความมั่นใจว่าไวรัสตับอักเสบ ซีจะเหลือน้อยที่สุด หรือใกล้หมดไปภายในปี ค.ศ. 2030 จากข้อมูลดังกล่าวทั้งหมด จะเป็นข้อมูลการอ้างอิงระดับชาติที่กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้วางแผน และกำหนดนโยบายในการขจัดไวรัสตับอักเสบ รวมทั้งเป็นข้อมูลแสดงถึงความสำเร็จของประเทศไทย ให้นานาชาติ และองค์การอนามัยโลก เห็นความสำเร็จของประเทศไทยในการขจัดไวรัสตับอักเสบในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา นอกจากนี้รายงานทั้งหมดยังได้เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ จำนวน 3 เรื่องทั้งไวรัสตับอักเสบ เอ บีและซี","contractNo":"67-060","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-02-28T14:33:04.000+07:00"},{"id":"7953dd5d-72b7-4f3f-98ab-af232a1efad8","handle":"11228/6238","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6238","collection":"Research Reports","title":"การศึกษาการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากพืชสมุนไพร เพื่อใช้ในการรักษาผู้สูงวัยที่มีภาวะกระดูกพรุนและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย","authors":["ยุทธนา เพ็งแจ่ม","Yutthana Pengjam","ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์","Pharkphoom Panichayupakaranant","วิภาพรรณ ขิมมากทอง","Wipapan Khimmaktong"],"description":"งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัด curcuminoids-rich extract (CRE) ที่นำพาด้วย hydroxypropyl-β-cyclodextrin-polyvinylpyrrolidone K30 ซึ่งเรียกว่า CRE-Ter ในการกระตุ้นการสร้างกระดูก การยับยั้งการสร้างเซลล์กัดกร่อนกระดูก การกระตุ้นและสร้างเซลล์กล้ามเนื้อฝ่อ ทั้งในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลอง ผลการศึกษาในระดับเซลล์พบว่า CRE-Ter สามารถกระตุ้นการสร้างกระดูกโดยสร้าง Alkaline phosphatase (ALP) กระตุ้นการเกิด calcium mineralization ภายในเซลล์ กระตุ้นการสร้างยีนกระดูก เช่น Bmp-2, Runx2, collagen 1a และกระตุ้นการสร้างสัญญาณภายในเซลล์กระดูกชนิด Wnt β-catenin นอกจากนี้ CRE-Ter ยับยั้งการสร้าง TRAP และ Cathepsin K ซึ่งสำคัญต่อการสร้างเซลล์กัดกร่อนกระดูก และนอกจากนี้ CRE-Ter ยังสามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อที่ฝ่อโดยลดการสร้าง TNF-α และ IL-6 เพิ่มการสร้าง nitric oxide กระตุ้นการสร้างยีนกล้ามเนื้อคือ irisin กระตุ้นการสร้างสัญญาณภายในเซลล์กล้ามเนื้อ คือ p38 และ Wnt β-catenin และคณะผู้วิจัยได้แสดงการจับกันของ CRE-Ter กับ irisin โดยใช้ molecular docking ดังนั้น สรุปการศึกษาในระดับเซลล์พบว่า CRE-Ter กระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และยับยั้งเซลล์กัดกร่อนกระดูก และยังสามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์ฝ่อกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานมากขึ้น ส่วนผลการทดลองในสัตว์พบว่า CRE-Ter ไม่มีความเป็นพิษต่อตับและไต CRE-Ter กระตุ้นการสร้าง ALP และ osteocalcin ซึ่งสัมพันธ์ต่อการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้นของสัตว์ทดลอง CRE-Ter ลดการสร้าง TRAP ซึ่งสัมพันธ์กับการยับยั้งการกัดกร่อนกระดูก นอกจากนี้การศึกษาในภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยหรือ sarcopenia พบว่า CRE-Ter เพิ่ม grip strength ของกล้ามเนื้อ CRE-Ter เพิ่มน้ำหนักของกล้ามเนื้อน่องชนิด gastrocnemius และเพิ่ม muscle fiber เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ CRE-Ter ลดการแสดงออกของโปรตีน MuRF1 และ NF-κB ในสัตว์ทดลอง ผลการศึกษาทั้งหมดทั้งระดับเซลล์และในสัตว์ทดลอง สรุปได้ว่า CRE-Ter สามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาการเกิดโรคกระดูกพรุน และภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยได้ในอนาคต","contractNo":"66-016","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-02-27T10:30:16.000+07:00"},{"id":"86adaed9-158f-438a-83ad-11c58484c32b","handle":"11228/6237","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6237","collection":"Research Reports","title":"การพัฒนาศักยภาพของกรรมการจริยธรรมที่เป็นผู้แทนภาคประชาชน (layperson) ระยะที่ 2","authors":["จันทรา เหล่าถาวร","Juntra Laothavorn","วิชัย โชควิวัฒน","Vichai Chokevivat","ประทุม สร้อยวงค์","Pratum Soivong","ขวัญชนก ยิ้มแต้","Kwanchanok Yimtae","พรรณทิพา ว่องไว","Phanthipha Wongwai","สุพัตรา ปรศุพัฒนา","Supatra Porasuphatana"],"description":"คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เป็นผู้แทนภาคประชาชน คือบุคคลธรรมดาทั่วไป ที่โดยพื้นฐานการศึกษาจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะทางด้านการแพทย์และการวิจัย เป็นผู้ที่สามารถสะท้อนมุมมองของคนทั่วไปในสังคม แต่ปัญหาหนึ่งในการดำเนินงานของกรรมการจริยธรรมการวิจัย คือ ผู้แทนภาคประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมประชุมโดยไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ขาดความมั่นใจในการร่วมอภิปรายในการประชุมพิจารณาโครงการวิจัยที่เสนอเข้ามาเพื่อพิจารณาในคณะกรรมการจริยธรรม อาจส่งผลให้การปกป้องอาสาสมัครในโครงการวิจัยไม่ครบถ้วนสมบูรณ์และไม่เป็นไปตามหลักจริยธรรม โครงการพัฒนาศักยภาพสำหรับบุคคลทั่วไปในระยะที่ 2 ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่หลักของกรรมการที่เป็นผู้แทนประชาชน ด้วยการฝึกอบรมและเอกสารประกอบการฝึกอบรมที่ตรงเป้าหมาย โครงการนี้มุ่งหวังที่จะเสริมสร้างบทบาทของกรรมการผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การคุ้มครองผู้เข้าร่วมวิจัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และส่งเสริมสภาพแวดล้อมการวิจัยที่มีจริยธรรมมากขึ้น ความสำเร็จของการดำเนินการในระยะนี้จะช่วยให้กรรมการที่เป็นผู้แทนประชาชนมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการพิจารณาทางจริยธรรมในการวิจัย เพิ่มศักยภาพในการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย และทำให้แน่ใจว่ากรรมการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญรับฟังเสียงของกรรมการที่เป็นผู้แทนประชาชนมากขึ้น และพิจารณามุมมองเหล่านั้นในระหว่างกระบวนการทบทวนทางจริยธรรม การดำเนินโครงการนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการ 54 คน เป็นกรรมการจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ทั่วประเทศ โดยไม่เข้าร่วมติดตามผลเนื่องจากติดภารกิจ 1 คน และถอนตัวในระหว่างกิจกรรมประชุมติดตามและประเมินผลในรูปแบบออนไลน์ 1 คน เนื่องจากย้ายหน่วยงาน ไม่สามารถเข้าร่วมต่อได้ กิจกรรมการดำเนินโครงการประกอบด้วย (1) ทบทวนบทบาทความรับผิดชอบของกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เป็นผู้แทนภาคประชาชน และจัดทำคู่มือสำหรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ (2) จัดทำ platform สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ (e-Learning) (3) อบรมเสริมทักษะและองค์ความรู้ (refresher course) onsite สำหรับผู้เข้าอบรมในระยะที่ 1 (4) อบรมและฝึกปฏิบัติจริงตามกรณีศึกษา onsite ระยะเวลา 3 วัน มีการติดตามด้วยการประชุมกลุ่มทางออนไลน์ จำนวน 5 ครั้ง โดยประเมินผลในรูปแบบออนไลน์ทดสอบ (Quiz) ภายหลังการประชุมติดตามในสัปดาห์ที่ 2-6 รวมถึงการให้คำแนะนำภายหลังการอบรมโดยผ่านไลน์กลุ่ม หรือการติดต่อทางโทรศัพท์ โดยมีอาจารย์ประจำกลุ่มให้คำแนะนำ การบรรยาย ให้แสดงความคิดเห็น และมอบหมายแต่ละกลุ่มให้นำเสนอกรณีศึกษาในแต่ละครั้ง และการทดสอบการเขียนเอกสารคำชี้แจงอาสาสมัครจากตัวอย่างโครงการวิจัยที่กำหนดให้ และให้คำแนะนำหลังจากการฝึกอบรมผ่านไลน์กลุ่มหรือการติดต่อทางโทรศัพท์, และ (5) การประเมินผลโดยแบบทดสอบในการประชุมออนไลน์ สรุปผลความพึงพอใจและประเมินผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาศักยภาพฯ โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ครอบคลุมเหล่านี้ โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความมั่นใจของกรรมการที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยให้มีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการตรวจสอบจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เข้าร่วมการวิจัยมากขึ้น ผลการดำเนินโครงการพบว่า ผู้รับการทดสอบ 48 คน มีค่ามัธยฐานคะแนนเกิน ร้อยละ 75 คือ 25 คะแนน และ 35 คน มีคะแนนอยู่ในระดับดี คือ ร้อยละ 80 ขึ้นไป (28 คะแนนขึ้นไป) ประมาณร้อยละ 95\r\nของผู้แทนภาคประชาชนทั้งหมดมีความพึงพอใจในโครงการ และจะมีการแนะนำให้กรรมการจากสถาบันอื่นเข้าร่วมหากมีการอบรมครั้งต่อไป อีกทั้งสะท้อนว่าการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ทำให้มีความเข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบของตนเองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นในการเข้าร่วมอภิปรายประเด็นจริยธรรม นอกจากนี้ คู่มือ “กุญแจสำเร็จสู่การเป็นกรรมการที่เป็นผู้แทนประชาชน” (Key Highlights for Layperson” ได้รับการชื่นชมว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ในขณะที่การอภิปรายที่เน้นที่กรณีศึกษาเป็นกิจกรรมที่ดีที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้เข้าอบรมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาเครือข่ายที่สร้างขึ้นระหว่างการฝึกอบรมซี่งจะทำให้สามารถแบ่งปันความรู้และสอบถามระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร แม้ว่าการฝึกอบรมจะประสบความสำเร็จ แต่ผู้เข้าร่วมแสดงความปรารถนาที่จะย่นระยะเวลาของโครงการและเพิ่มการประชุมในสถานที่จริงเพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การประเมินผลและการฝึกอบรมติดตามผลแบบออนไลน์รายเดือนไม่ควรจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ ควรจัดหลักสูตรทบทวนความรู้สำหรับบุคคลทั่วไปเป็นประจำทุกปี ผลการดำเนินโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมศักยภาพให้แก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เป็นผู้แทนภาคประชาชน ดังนั้น ผู้บริหารสถาบัน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนให้กรรมการผู้แทนภาคประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรม หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการ อันจะช่วยส่งเสริมให้กรรมการที่เป็นผู้แทนภาคประชาชนสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้มีการคุ้มครองและปกป้องสิทธิผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ดีขึ้น","contractNo":"67-045","issuedDate":"2568-01","accessionedDate":"2025-02-27T09:59:28.000+07:00"},{"id":"709d026a-f665-40c1-b58f-f8f3341a782a","handle":"11228/6236","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6236","collection":"Research Reports","title":"การพัฒนาศักยภาพและดำเนินการเครือข่ายการแพทย์ทางไกลแบบบูรณาการสำหรับการเข้าถึงบริการสุขภาพของชุมชนในพื้นที่ห่างไกลจังหวัดน่าน","authors":["นภดล สุดสม","Napadol Sudsom","ถนัด ใบยา","Thanat Baiya","แชน อะทะไชย","Chaen Atachai","กมลฉัตร จันทร์ดี","Kamonchat Chandee","ทัศนีย์วรรณ สกุลแก้ว","Thasaneewan Sakulkaew","วิลาวัณย์ กามินทร์","Wilawan Kamin","ศุทธินี นิลคง","Sutthinee Ninkhong","ขวัญฤทัย เจริญศุภพงศ์","Kwanruethai Charoensuphaphong"],"description":"การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสถานการณ์ ความต้องการด้านสมรรถนะระบบสุขภาพทางไกลของบุคลากรในเครือข่ายบริการสุขภาพพื้นที่ห่างไกลจังหวัดน่าน 2. ออกแบบและทดลองใช้โปรแกรมฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะระบบสุขภาพทางไกลของบุคลากรในเครือข่ายบริการสุขภาพพื้นที่ห่างไกลจังหวัดน่าน 3. ประเมินผลการใช้โปรแกรมฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะระบบสุขภาพทางไกล ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods study) โดยการประยุกต์รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ร่วมกับรูปแบบการวิจัยดำเนินการ (Implementation Research) ในการทดลองนำโปรแกรมฝึกอบรมไปใช้ในบริบทของสถานการณ์จริงของพื้นที่ศึกษา ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และประเมินความต้องการ ขั้นที่ 2 การออกแบบ พัฒนาและทดสอบโปรแกรมฝึกอบรม ขั้นที่ 3 ทดลองในบริบทของสถานการณ์จริง ขั้นที่ 4 การประเมินผล ขั้นที่ 5 สรุปการเรียนรู้ และเผยแพร่นวัตกรรม ผู้มีส่วนร่วมในการศึกษา ได้แก่ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานประจำสุขศาลาพระราชทาน สุขศาลาร่วมใจ สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมินตามโปรแกรมฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมระบบสุขภาพทางไกล จำนวน 45 ชั่วโมงการเรียนรู้ มีบุคลากรผู้ผ่านการอบรมจำนวน 29 คน หลังการอบรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะด้านระบบสุขภาพทางไกลเพิ่มขึ้น มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนระดับมากที่สุด ผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพพบว่าในการฝึกอบรมมีจำนวนประชาชนเข้ารับบริการระบบสุขภาพทางไกลผ่านโปรแกรม สอน.บัดดี้ เพิ่มขึ้น จำนวน 157 ราย จาก 22 หน่วยบริการสุขภาพ ของ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ่อเกลือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอปัวและอำเภอเมืองน่าน หลักสูตรระบบสุขภาพทางไกลได้รับการขยายผลเป็นหลักสูตรร่วมกับวิทยาลัยชุมชนน่านและจัดทำเป็นบทเรียนออนไลน์บนเว็บไซต์ https://suksala-nan.com","contractNo":"67-006","issuedDate":"2567-12","accessionedDate":"2025-02-27T09:39:01.000+07:00"},{"id":"0f018e21-d2aa-4f95-b69d-b1fd2b1573de","handle":"11228/6235","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6235","collection":"Research Reports","title":"การพัฒนาเครือข่ายร้านยาในระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ ประเทศไทย","authors":["สุณี เลิศสินอุดม","Sunee Lertsinudom","อดิณัฐ อำนวยพรเลิศ","Adinat Umnuaypornlert","อภินันท์ วัชราภิชาต","Aphinan Watcharapichart","ชวนชม ธนานิธิศักดิ์","Chuanchom Thananithisak","จุฑามณี ดุษฎีประเสริฐ","Jutamanee Dudsadeeprasert","ศิริน เพ็ญภินันท์","Sirin Phenphinan","ขัตติยะ มั่งคั่ง","Khattiya Mangkang","ปาริชาติ ธัมมรติ","Parichart Thummarati","นิรัชรา ถวิลการ","Nirachara Tawinkan","โฉมคนางค์ ภูมิสายดร","Chomkanang Poomsaidorn"],"description":"บทนำ ร้านยาเป็นส่วนสำคัญของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ร้านยาใกล้ชิดกับชุมชน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดความแออัดในโรงพยาบาลและการจัดบริการสุขภาพที่กระจายตัวมากขึ้น โครงการพัฒนาเครือข่ายร้านยาในระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อจึงเป็นแนวทางสำคัญในการสนับสนุนระบบสุขภาพ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น ระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างร้านยาต้นแบบเพื่อขยายบทบาทเภสัชกรในระดับปฐมภูมิ วัตถุประสงค์ โครงการพัฒนาเครือข่ายร้านยาในระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อของประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพ ลดความแออัดในโรงพยาบาล และส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนผ่านเครือข่ายร้านยา โดยแบ่งเป็น 2 โครงการย่อย ได้แก่ โรงพยาบาลต้นแบบระบบการจ่ายยาตามใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ ในโครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐ โมเดล 3 และการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพในเขตสุขภาพที่ 7 ด้วยการพัฒนาเครือข่ายร้านยา ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสม (Mixed Methods) ประกอบด้วยการศึกษาเชิงปริมาณแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของบริการ และการศึกษาเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และกลุ่มสนทนา (Focus Group Discussion) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผลการศึกษา เกิดโรงพยาบาลต้นแบบระบบการจ่ายยาตามใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ ในโครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐ โมเดล 3 ได้แก่ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต มีร้านยาเครือข่าย รวมทั้งสิ้น 45 ร้าน ร้านยาที่มีระบบจัดการยาโมเดล 3 จำนวน 17 ร้าน มีจำนวนผู้ป่วย 390 ราย และใบสั่งยาทั้งหมด 5,862 ใบสั่งยา ร้านยาในเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานครที่เข้าร่วมในการศึกษามีทั้งหมด 48 ร้าน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การให้บริการของโรงพยาบาล 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสิรินธร และ โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ โดยร้านยาในเครือข่ายของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ มีทั้งหมด 18 ร้าน ร้านยาในเครือข่ายของโรงพยาบาลกลางมีทั้งหมด 12 ร้าน ร้านยาในเครือข่ายของโรงพยาบาลสิรินธร มีทั้งหมด 10 ร้าน และร้านยาในเครือข่ายของโรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ มีทั้งหมด 8 ร้าน ครอบคลุมโรคเรื้อรัง ดังต่อไปนี้ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคต่อมลูกหมากโต ผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมของเภสัชกรร้านยาอยู่ในระดับมาก (3.83±0.71 จากคะแนนเต็ม 5) และเรื่องความเหมาะสมของค่าตอบแทนที่ได้รับ ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง (2.75±1.235) สำหรับการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพในเขตสุขภาพที่ 7 พบว่ามีร้านยาร่วมโครงการบริการอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยในร้านยา 96 แห่ง ครอบคลุม 30 อำเภอจากทั้งหมด 77 อำเภอ หรือประมาณร้อยละ 38.96 ของพื้นที่ในเขตสุขภาพที่ 7 การกระจายตัวในแต่ละจังหวัด มีดังนี้ จังหวัดร้อยเอ็ดมีร้านยาร่วมโครงการ 26 แห่ง ครอบคลุม 11 อำเภอ จาก 20 อำเภอ (ร้อยละ 55) โดยเน้นพัฒนาบริการต้นแบบ เช่น การดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย การให้บริการคัดกรองโรค และการจัดยาตามใบสั่งยาด้วยระบบ E-prescription ทำให้เกิดการดูแลแบบองค์รวมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จังหวัดขอนแก่น มีร้านยาร่วมโครงการ 49 แห่ง ครอบคลุม 9 อำเภอ จาก 26 อำเภอ (ร้อยละ 34.62) จังหวัดมหาสารคาม มีร้านยาร่วมโครงการ 16 แห่ง ครอบคลุม 5 อำเภอ จาก 13 อำเภอ (ร้อยละ 38.46) และจังหวัดกาฬสินธุ์ มีร้านยาร่วมโครงการ 5 แห่ง ครอบคลุม 5 อำเภอ จาก 18 อำเภอ (ร้อยละ 27.78) ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรเพื่อขยายบริการร้านยาในพื้นที่ที่ยังไม่ครอบคลุม ปรับปรุงระบบสารสนเทศและการเชื่อมโยงข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร สนับสนุนการกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับเภสัชกรในร้านยา เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมการพัฒนาร้านยาต้นแบบในพื้นที่อื่น ๆ โดยใช้แนวทางจากความสำเร็จของจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นต้นแบบ สรุป การพัฒนาเครือข่ายร้านยาในระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล เพิ่มบทบาทของร้านยาในระบบสุขภาพ และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการของประชาชน ความสำเร็จของจังหวัดร้อยเอ็ดแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาร้านยาในพื้นที่ และชี้ให้เห็นความจำเป็นในการสนับสนุนและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ","contractNo":"67-042","issuedDate":"2567-12","accessionedDate":"2025-02-26T10:46:24.000+07:00"},{"id":"a27b7d8a-0eff-4ad8-b8d1-48841af67c4b","handle":"11228/6234","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6234","collection":"Research Reports","title":"การศึกษาความเป็นไปได้ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ภายใต้ระบบ ระบบฉุกเฉินวิกฤตทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) สำหรับระบบประกันสุขภาพคนต่างด้าวและประกันสุขภาพสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ กระทรวงสาธารณสุข","authors":["ศรวณีย์ อวนศรี","Sonvanee Uansri","ศุภณัฐ โชติชวาลรัตนกุล","Supanut Chotichavalrattanakul","นิจนันท์ ปาณะพงศ์","Nitjanan Pananpong","ชญาน์นันท์ ครุตศุทธิพิพัฒนน์","Chayanan Khutsutthipipat","ปวันรัตน์ มิ่งเมือง","Pawanrat Mingmaung","วาทินี คุณเผือก","Watinee Kunpeuk","ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์","Rapeepong Suphanchaimat"],"description":"การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ภายใต้ระบบ “ระบบฉุกเฉินวิกฤตทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) สำหรับระบบประกันสุขภาพคนต่างด้าวและประกันสุขภาพสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ภายใต้ระบบ UCEP โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับกฎหมาย ขอบเขตและรูปแบบการให้บริการฉุกเฉินวิกฤตสำหรับคนต่างด้าวและผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิในต่างประเทศ 2) การสังเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิเกี่ยวกับการเข้าถึงบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต จากฐานข้อมูลสุขภาพจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงระยะเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2566 3) การประมาณการผลกระทบทางด้านงบประมาณ และ 4) การศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ดำเนินการในพื้นที่ 4 จังหวัด การสำรวจ Delphi ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และการอภิปรายกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย ผลการศึกษา 1) การทบทวนกฎหมายและรูปแบบการให้บริการฉุกเฉินวิกฤตสำหรับคนต่างด้าวและผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อังกฤษ และฝรั่งเศส พบว่า ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างในรูปแบบการให้บริการและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยรูปแบบระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศที่ศึกษาสามารถแบ่งระบบประกันสุขภาพออกเป็น 2 แบบหลัก คือ หลักที่ 1 ระบบประกันสุขภาพภาครัฐ สามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนนั้น ๆ ได้แก่ ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติใช้แหล่งเงินภาษีเป็นหลัก (อังกฤษ) ระบบประกันสังคม แหล่งเงินมาจากนายจ้างและลูกจ้าง (มาเลเซีย ญี่ปุ่น) และรัฐบาลร่วมจ่ายด้วย (ฝรั่งเศส) หลักที่ 2 ระบบประกันสุขภาพเอกชน มี 2 รูปแบบ คือ ประกันภาคบังคับตามเงื่อนไขกฎหมาย (สิงคโปร์ มาเลเซีย) แหล่งเงินมาจากนายจ้างจ่ายค่าเบี้ยประกัน (สิงค์โปร์ มาเลเซีย) และประกันบนพื้นฐานความสมัครใจ (ฝรั่งเศส อังกฤษ) แหล่งเงินมาจากเบี้ยประกันเอกชน (Private Premium) ขณะที่ประเทศไทย มีระบบประกันสุขภาพภาคบังคับแค่แรงงานต่างด้าวในอาชีพที่เข้าข่ายประกันสังคมเท่านั้น ส่วนอาชีพที่ไม่เข้าข่ายประกันสังคมจะเป็นการประกันสุขภาพแบบสมัครใจกับกระทรวงสาธารณสุข สำหรับความครอบคลุมของการให้บริการสุขภาพหลายประเทศครอบคลุมการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน การรักษาแบบผู้ป่วยในและนอก และการรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต โดยระบบประกันสุขภาพมักครอบคลุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 70-100% แต่ในบางประเทศอาจมีการจำกัดวงเงินหรือการร่วมจ่าย ส่วนประเทศไทยมีเพียงระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมกรณีฉุกเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต 2) การเข้าถึงบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตของคนต่างด้าวและบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2566 พบว่า มีคนต่างด้าวและบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิมาใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตที่โรงพยาบาล จำนวนทั้งสิ้น 9,823 ครั้ง เมื่อพิจารณาปริมาณการเข้ารับบริการจำแนกตามสัญชาติ พบว่า ผู้มารับบริการฉุกเฉินวิกฤตส่วนใหญ่เป็นชาวพม่ามากที่สุด จำนวน 5,776 ครั้ง (ร้อยละ 58.80) รองลงมา คือ ชาวกัมพูชา จำนวน 2,452 คน (ร้อยละ 24.96) ชาวลาว จำนวน 1,421 คน (ร้อยละ 14.47) และชาวเวียดนาม 174 คน (ร้อยละ 1.77) ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ค่าบริการรวมทุกสิทธิการรักษา (ต้นทุนในการให้บริการ) เป็นจำนวนทั้งหมด 25,556,886.40 บาท และมีจำนวนเงินที่เรียกเก็บกับผู้ป่วย ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เบิกได้ เป็นเงิน 8,708,602.69 บาท เมื่อแยกสิทธิการรักษา พบว่า สิทธิบัตรประกันสุขภาพคนต่างด้าว มีค่าบริการเป็นจำนวนทั้งหมด 1,299,319.95 บาท และมีจำนวนเงินที่เรียกเก็บกับผู้ป่วย ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เบิกได้ เป็นเงิน 101,472.40 บาท เมื่อคิดค่าบริการเฉลี่ยในปี พ.ศ. 2566 จะมีค่าบริการเฉลี่ยต่อครั้งจากข้อมูล 43 แฟ้มอยู่ที่ 4,259.64 บาท/ครั้ง ค่าบริการเฉลี่ยต่อครั้งจากฐานข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่ที่ 35,089.08 บาท/ครั้ง 3) การคาดการณ์งบประมาณที่พึงกันไว้สำหรับชดเชยให้กับสถานพยาบาล ในอีก 5 ปีข้างหน้า แบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 ให้บริการแก่ผู้ป่วยต่างด้าวที่ทำประกันกับกระทรวงสาธารณสุขในโรงพยาบาลของรัฐ งบประมาณที่คาดการณ์ไว้จะอยู่ในช่วง 366,329.04 - 553,753.20 บาท (เมื่อใช้ค่าบริการเฉลี่ยจาก HDC ที่ 4,259.64 บาทต่อครั้ง) หรือ 3,017,660.88 - 4,561,580.4 บาท (เมื่อใช้ค่าบริการเฉลี่ยจาก สปสช. ที่ 35,089.08 บาทต่อครั้ง) กรณีที่ 2 ให้บริการเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ: งบประมาณที่คาดการณ์จะต้องใช้งบประมาณระหว่าง 89,452.44 - 93,712.08 บาท (เมื่อใช้ค่าบริการเฉลี่ยจาก HDC) หรือ 350,890.80 - 385,979.88 บาท (เมื่อใช้ค่าบริการเฉลี่ยจาก สปสช.) กรณีที่ 3 ให้บริการในโรงพยาบาลเอกชน: หากรัฐบาลลงทุนให้บริการในโรงพยาบาลเอกชน งบประมาณที่คาดการณ์จะสูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐมาก โดยงบประมาณจะอยู่ที่ 850,376.84 - 1,285,453.36 บาท สำหรับผู้ป่วยต่างด้าว และ 1,058,026.99 - 1,176,684.23 บาท สำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ชี้ให้เห็นถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในการให้บริการในโรงพยาบาลเอกชนเมื่อเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลของรัฐ 4) มุมมองผู้ให้บริการต่อความเป็นไปได้ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ภายใต้ระบบ UCEP สำหรับระบบประกันสุขภาพคนต่างด้าวและประกันสุขภาพสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีความเป็นไปได้ในการให้บริการรักษาพยาบาลฉุกเฉินภายใต้ระบบ UCEP ในมุมของการให้บริการ เนื่องจากทุกโรงพยาบาลมีการให้บริการอยู่แล้ว โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และในมุมของกฎหมายตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2559 ที่มุ่งคุ้มครองประชาชนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ และระบุไว้ว่าสถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาอย่างเต็มขีดความสามารถกับผู้ป่วยฉุกเฉิน และคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ โรงพยาบาลรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพโดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ให้ข้อมูลทุกคนยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับงบประมาณหากขยายสิทธิ UCEP ไปยังผู้ป่วยสองกลุ่มนี้อาจไม่เพียงพอในการรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกองทุนระบบประกันสุขภาพคนต่างด้าวมีแหล่งงบประมาณจากการขายบัตรประกันสุขภาพเพียงช่องทางเดียว ขณะที่กองทุนประกันสุขภาพบุคคลผู้ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิได้มาโดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวต่อจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ ซึ่งต้นทุนการให้บริการผู้ป่วยในปัจจุบันสูงกว่างบประมาณเฉลี่ยต่อหัวที่กองทุนสามารถจัดสรรให้ 5) ผลการสำรวจ Delphi ความเป็นไปได้และภาพอนาคต พบว่า คนต่างด้าวที่มีบัตรประกันสุขภาพคนต่างด้าวของกระทรวงสาธารณสุข และบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิพึงมีสิทธิได้รับบริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตในหน่วยบริการของรัฐไทย โดย สปสช. ทำหน้าที่ Clearing House สํารองจ่ายเงินให้หน่วยบริการ และเรียกเก็บจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง ส่วนคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิการรักษาควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองหรือองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รวมถึงกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ควรเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทางการพัฒนาระบบประกันสุขภาพและบริหารจัดการกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าว ทั้งนี้ เพื่อให้การคลังสุขภาพมีเสถียรภาพจำเป็นต้องมีกฎหมายพระราชบัญญัติรองรับอำนาจหน้าที่และบทบาทดังกล่าว รวมถึงการจัดทำกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อการจัดทำหลักประกันสุขภาพสำหรับคนไม่มีสัญชาติไทยทุกกลุ่ม ส่วนภาพอนาคตผู้เชี่ยวชาญทุกคนเห็นพ้องว่า การซื้อบัตรประกันสุขภาพต่างด้าว กระทรวงสาธารณสุขในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ไม่อยู่ในสิทธิประกันสังคม ควรกำหนดให้เป็นข้อกฎหมายบังคับที่แรงงานต่างด้าวต้องซื้อเมื่อมีการขึ้นทะเบียน และควรมีการพิจารณาค่าบัตรประกันสุขภาพคนต่างด้าวของกระทรวงสาธารณสุขที่เหมาะสม โดยการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพจริง (วิเคราะห์ความคุ้มค่าของราคาบัตร)","contractNo":"66-172","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-02-25T11:14:09.000+07:00"},{"id":"32ab0af1-2856-4e0e-a97b-42358cd2f93f","handle":"11228/6233","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6233","collection":"Research Reports","title":"การเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้ การเข้าถึงกัญชาและสารเสพติดชนิดอื่น ผลกระทบจากการใช้ การรับรู้และความคิดเห็นต่อมาตรการด้านกัญชาในประชากรทั่วไป","authors":["วิทย์ วิชัยดิษฐ","Wit Wichaidit"],"description":"วัตถุประสงค์: โครงการวิจัยนี้เป็นการสำรวจภาคตัดขวาง 3 รอบ (3 waves) โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อบรรยายแบบแผนของพฤติกรรมการใช้กัญชา 2) เพื่อบรรยายวิธีการเข้าถึงกัญชา 3) เพื่อบรรยายผลกระทบจากการใช้กัญชาต่อตนเองและครัวเรือน 4) เพื่อบรรยายการรับรู้โฆษณา-การตลาดของกัญชา การรับรู้และความคิดเห็นต่อกัญชา และมาตรการด้านกัญชาในประเทศไทย 5) เพื่อบรรยายความแตกต่างของความชุกของพฤติกรรมการใช้กัญชา การเข้าถึง ผลกระทบ และการได้รับโฆษณา-การรับรู้-ความคิดเห็นต่อกัญชา ตามลักษณะประชากรศาสตร์และเศรษฐสังคม ระเบียบวิธีวิจัย: ผู้วิจัยสุ่มพื้นที่ตัวอย่างแบบ stratified two-stage cluster sampling โดยให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ของพื้นที่ที่ได้รับการสุ่มเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการติดต่อประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับการสุ่ม ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป เก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง (ในกลุ่มอาสาสมัครที่อ่านเขียนภาษาไทยได้) และการสัมภาษณ์แบบต่อหน้า (ในกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้) ผลการสำรวจ: การวิจัยนี้มีผู้เข้าร่วมการสำรวจประมาณรอบละ 2,200 คน จำนวน 3 รอบ รวมประมาณ 6,600 คน ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 30 เคยใช้กัญชาในช่วงชีวิต และร้อยละ 15 เคยใช้กัญชาในช่วง 12 เดือนก่อนการสำรวจ (ผู้ใช้กัญชาปัจจุบัน) วิธีการใช้กัญชาที่พบบ่อยที่สุดในประชากรไทยคือการกินหรือดื่ม ตามด้วยการสูบ ประชาชนไทยร้อยละ 90 สนับสนุนให้มีมาตรการควบคุมกัญชาในลักษณะคล้ายกับมาตรการควบคุมสุรา (เช่น ห้ามใช้กัญชาก่อนขับรถยนต์-รถจักรยานยนต์ ห้ามข้าราชการใช้กัญชาระหว่างปฏิบัติหน้าที่) อภิปรายและสรุปผล: ข้อดีของการวิจัยนี้คือการได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนประชากรไทยโดยทั่วไป การใช้กัญชาในการสำรวจนี้สูงกว่าสมัยสงครามยาเสพติดเป็นอย่างมาก แต่ผลการวิจัยยังขาดรายละเอียดเรื่องการวัด dose ของกัญชา รายละเอียดของวิธีการใช้กัญชา และอิทธิพลของ social desirability bias ในผลการวิจัย","contractNo":"66-027","issuedDate":"2568-01","accessionedDate":"2025-02-19T15:15:46.000+07:00"},{"id":"f58c5ae2-4d45-41f6-b1b1-a0793a3f6456","handle":"11228/6232","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6232","collection":"Research Reports","title":"การประเมินผลกระทบ และผลตอบแทนทางสังคมของแอปพลิเคชันคุณลูก (KhunLook Mobile Application)","authors":["เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว","Kiatanantha Lounkaew","วไลลักษณ์ ซ่อมจันทึก","Valailak Choamjuntuk","วรกฤษณ์ นุ้ยพิน","Worakrit Nuypin","ณัฐกิตติ์ สุขสำราญ","Natthakit Suksamran","กนกพร ดวงเสาร์","Kanokpond Duangsao"],"description":"การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบและผลตอบแทนทางสังคมของแอปพลิเคชัน \"คุณลูก\" เปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างแอปพลิเคชันกับสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และศึกษาแนวทางการพัฒนาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยใช้การประเมินความเต็มใจจ่าย (Willingness to pay : WTP) และการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของ WTP อยู่ที่ 341.0 บาท โดยมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มรายได้ตั้งแต่ 342.3 ถึง 441.3 บาท ค่า SROI จากการวิเคราะห์แบบ OLS อยู่ที่ 8.95 และสูงถึง 11.59 ในกลุ่มที่มี WTP สูง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนทางสังคมที่สูง การเปรียบเทียบกับสมุดสีชมพูพบว่าแอปพลิเคชันมีข้อได้เปรียบด้านความสะดวกและความแม่นยำของข้อมูล แต่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ปัจจัยที่มีผลต่อ WTP ได้แก่ รายได้ การศึกษา และจำนวนบุตร โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่ (79.12%) ต้องการจ่ายแบบครั้งเดียวมากกว่าแบบรายเดือนหรือรายปี การศึกษานี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโมเดลราคาตามระดับรายได้ การบูรณาการกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน","contractNo":"67-077","issuedDate":"2568-02","accessionedDate":"2025-02-18T10:26:31.000+07:00"},{"id":"00cf8b9e-2ca9-498d-ba5c-7b3d1f574988","handle":"11228/6231","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6231","collection":"Research Reports","title":"การศึกษาบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) ภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด : กรณีศึกษาจังหวัดน่าน ระยอง ปราจีนบุรี นครราชสีมา สงขลา และภูเก็ต","authors":["ชัญญาวีร์ ไชยวงศ์","Chanyawee Chaiwong","ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา","Tatchalerm Sudhipongpracha","กุลธิดา กุลประฑีปัญญา","Kunthida Kulprateepunya","อัจฉรา มีนาสันติรักษ์","Atchara Meenasantirak","แจ่มจันทร์ เทศสิงห์","Chaemchan Thessingha","เกิดสิริ หงษ์ไทย","Kerdsiri Hongthai","นภชา สิงห์วีรธรรม","Noppcha Singweratham","ปรุฬห์ รุจนธำรงค์","Parun Rutjanathamrong"],"description":"ภูมิหลังและเหตุผล: คณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน กำกับดูแล และประเมินผลการปฏิบัติราชการของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษานวมินทราชินี (สอน.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในระยะเปลี่ยนผ่านอาจส่งผลให้การดำเนินงานของ กสพ. ในแต่ละพื้นที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจ วัตถุประสงค์การวิจัย: 1) เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่และบทบาทที่พึงประสงค์ของ กสพ. 2) เพื่อวิเคราะห์สภาพการณ์และการดำเนินงานของ กสพ. ภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. : กรณีศึกษาจังหวัดน่าน ระยอง ปราจีนบุรี นครราชสีมา สงขลา และภูเก็ต และ 3) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการดำเนินงานของ กสพ. ภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบวิธีวิจัยเชิงกรณีศึกษา (Case Study Research Method) คัดเลือกพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ประกอบด้วยจังหวัดน่าน ระยอง ปราจีนบุรี นครราชสีมา สงขลา และภูเก็ต ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข และบทบาทหน้าที่ของ กสพ. ทั้งจาก อบจ. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 106 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาบทบาทหน้าที่ของ กสพ. ภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. โดยใช้แนวคิดการประเมิน Modified CIPP Model ในการประเมินกระบวนการทำงานของ กสพ. โดยวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกด้วย (Six Building Blocks Plus One:) 6BB+1) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 3 จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการดำเนินงานของ กสพ. ภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. โดยการทบทวนเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษา: 1. บทบาทหน้าที่ของ กสพ. พบว่า 1) โครงสร้าง องค์ประกอบ กสพ. แต่ละพื้นที่ปฏิบัติตามตามแนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ของสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี 2) บทบาทหน้าที่ ขึ้นอยู่กับแต่ละ กสพ. ตีความตามแนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ทั้งฝั่งของ อบจ. และ สสจ. ส่งผลให้แต่ละพื้นที่ปฏิบัติไปตามความเข้าใจของแต่ละพื้นที่ รวมถึงวาระการประชุมที่ไม่ชัดเจน 3) บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of understanding: MOU) ของแต่ละพื้นที่มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับแต่ละ กสพ. จึงส่งผลให้การจัดบริการปฐมภูมิแตกต่างกัน 4) กสพ. ยังขาดการส่งเสริม สนับสนุน กำกับดูแล และประเมินผลการปฏิบัติงานของ สอน. และ รพ.สต. ที่ถ่ายโอน อย่างไรก็ตามพบว่าบางจังหวัดมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อยเข้ามาสนับสนุนการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. ผลการประเมิน Modified CIPP Model ในการประเมินกระบวนการทำงานของ กสพ. โดยวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกด้วย (Six Building Blocks Plus One:) 6BB+1) สำหรับการปฏิบัติที่ดี แต่ละด้าน พบว่า 1) ระบบบริการสุขภาพ (Service Delivery) มีนวัตกรรมการจัดบริการที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่ โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทรัพยากร มีการจัดสรรงบประมาณในการซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา รวมถึงครุภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการทำงานให้กับ รพ.สต. รวมถึงการกำหนดบริการสุขภาพที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นตัวชี้วัดในการดำเนินงานในภาพรวมและของส่วนตัว 2) กำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) มีคณะอนุกรรมการมาบริหารจัดการด้านบุคลากร มีแผนการพัฒนากรอบอัตรากำลังและการจ้างบุคลากรที่ไม่ได้มีกรอบใน รพ.สต. เข่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดบริการปฐมภูมิได้ 3) ระบบข้อมูลข่าวสาร (Health information system) มีการนำฐานข้อมูลของ รพ.สต. มาสรุปข้อมูลทุกอย่าง (Dashboard) โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการใช้ควบคุมกำกับติดตาม และนำไปสู่การประเมินความดีความชอบ 4) เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Access to essential medicines) ไม่มีความเด่นชัดในการบริหารจัดการ อาจจะเป็นเพราะเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน 5) การเงินการคลังด้านสุขภาพ (Health financing) มีงบประมาณใน รพ.สต. เพิ่มขึ้น มีการจัดให้มีคณะอนุกรรมการเข้ามาร่วมในการดำเนินการจัดสรรเงินต่อหัวประชากร ด้วยระบบการเงินของ อบจ. ส่งผลให้มีเอกสารและขั้นตอนการดำเนินการที่เป็นไปตามระเบียบของ อบจ. ส่งผลทำให้เกิดความล่าช้าในบางประเด็น 6) ภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล(Leadership/Governance) การบริหารจัดการขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้นำและบุคคลหลัก (Key person) ของแต่ละพื้นที่ ร่วมกับ อบจ. และ สสจ. มีความคุ้นเคยในการร่วมทำงานกันมาก่อนการถ่ายโอน จึงสามารถผลักดันให้ กสพ. มีการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม และ 7) กระบวนการมีส่วนร่วม (Participation) ตามโครงสร้างของ กสพ. ได้ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน แต่ยังไม่สามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงโดยเฉพาะในภาคประชาชน 3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อบทบาทหน้าที่ของ กสพ. ที่สำคัญ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กรณี กรณีที่ 1 อบจ. สามารถดำเนินการได้เอง (มีการระบุให้สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ.) 1. การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อยเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานจำนวน 6 คณะการทำงาน ประกอบด้วย 1) คณะอนุกรรมการด้านบุคลากร 2) คณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลัง 3) คณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสรรทรัพยากร 4) คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์ แผนงาน ติดตามและประเมินผล 5) คณะอนุกรรมการด้านบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา และ 6) คณะอนุกรรมการด้านการจัดบริการปฐมภูมิ ทั้งนี้สามารถดำเนินได้ตามข้อ (11) ตามแนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. โดยให้มีจำนวนคณะกรรมการที่มีสัดส่วนที่เท่าเทียมกันจากทั้ง อบจ. และ สสจ. 2. การตั้งกลุ่มพื้นที่สุขภาพเพื่อรับผิดชอบการประสานงานและกำกับดูแล เพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจให้กับผู้ปฏิบัติงาน คณะกรรมการ กสพ. สามารถจัดตั้งขึ้นได้ตามแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ กรณีที่ 2 อบจ. ไม่สามารถดำเนินการได้เอง (ไม่ได้ระบุให้สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ สอน. และ รพ.สต. ให้แก่ อบจ.) ด้านโครงสร้างของ กสพ. ในการกำหนดคุณสมบัติและจำนวนของคณะกรรมการ กสพ. เพิ่มสำหรับตัวแทนภาคประชาชน ควรให้เป็นผู้ที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์ด้านสาธารณสุข และตัวแทนที่มาจาก ผอ. รพ.สต. ควรมีเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน รพ.สต. ที่ถ่ายโอน เพื่อให้เกิดการสะท้อนปัญหาได้มากขึ้น และเกิดความเหมาะสมในการบริการจัดการ กรณีที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่น ๆ 1) ควรมีคู่มือหรือแนวทางการดำเนินงานของ กสพ. ที่ชัดเจนและครอบคลุมการดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพระดับพื้นที่ และเตรียมความพร้อมรองรับหน้าที่และอำนาจในการส่งเสริม สนับสนุน กำกับดูแล และประเมินผลการดำเนินงานที่ได้รับการถ่ายโอน และ 2) ควรมีหลักสูตรฝึกอบรม กสพ. เพื่อการซักซ้อมความเข้าใจของ กพส. เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักการไปในทิศทางเดียวกัน สามารถให้มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันได้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่","contractNo":"67-064","issuedDate":"2567-12","accessionedDate":"2025-02-18T09:42:04.000+07:00"},{"id":"37945e53-b602-48e0-a84a-749805dc07e4","handle":"11228/6230","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6230","collection":"Research Reports","title":"การติดตามประเมินผลการจัดระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุติดเตียง และพึ่งพิงระดับปฐมภูมิ ภายหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด","authors":["อัจฉราวดี ศรียะศักดิ์","Atcharawadee Sriyasak","วิไล อุดมพิทยาสรรพ์","Wilai Udompittayason","มยุรี บุญทัด","Mayuree Boontad","อังสินี กันสุขเจริญ","Angsinee Kansukcharearn","จุไรรัตน์ ดวงจันทร์","Churairat Duangchan","ยุซรอ เล๊าะแม","Userow Lohmae","ผาณิต หลีเจริญ","Phanit Leecharoen","วิสุทธิ์ โนจิตต์","Wisut Nochit","นาฏสินี ชัยแก้ว","Nadsinee Chaikaeo","ซัมซูดีน เจะเฮาะ","Samsudeen Chehhoh"],"description":"งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods research) โดยใช้รูปแบบความสอดคล้องคู่ขนาน (convergent parallel design) วัตถุประสงค์เพื่อติดตามประเมินผลการจัดระบบบริการสุขภาพของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง ระดับปฐมภูมิ ภายหลังถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพคู่ขนานไปพร้อมกัน ระหว่าง เดือนมีนาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยการลงพื้นที่ภาคสนามในการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการเยี่ยมบ้านเพื่อสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept interview) และสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) พื้นที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 9 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 2 เขตสุขภาพที่ 3 เขตสุขภาพที่ 4 เขตสุขภาพที่ 5 เขตสุขภาพที่ 6 และเขตสุขภาพที่ 12 กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงที่ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (ADL) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 11 คะแนน และผู้ดูแลในครอบครัวของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง จำนวน 576 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารในระดับนโยบาย ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และผู้จัดการในการดูแลผู้สูงอายุ (Care manger) โดยกำหนดสัดส่วนตามโควตา (Quota sampling) จำนวน 153 คน เก็บได้จริง 125 คน เนื่องจากข้อมูลไม่ครบถ้วน ร้อยละ 5.2 เครื่องมือในการวิจัย 1) แบบสอบถามความคิดเห็นในการจัดระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงของผู้บริหารและบุคลากรสาธารณสุข โดยตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) โดยทดลองใช้กับบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ รพ.สต ถ่ายโอนปี พ.ศ. 2567 จำนวน 30 ราย และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง \u003d .951 2) แบบสอบถามความพึงพอใจการบริการสุขภาพผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง และผู้ดูแลในครอบครัว โดยตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) โดยนำไปทดลองใช้กับผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงและผู้ดูแล ในพื้นที่ รพ.สต ถ่ายโอนปี พ.ศ. 2567 จำนวน 30 ราย และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง \u003d .957 3) แบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง เป็นเครื่องมือขององค์การอนามัยโลก ฉบับภาษาไทย (Thai Brief Thai จำนวน 26 ข้อ) ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการสนทนากลุ่มบุคลากรสาธารณสุข ผู้ดูแลผู้สูงอายุของ รพ.สต. ทั้งที่ถ่ายโอนและไม่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. จำนวน 12 แห่ง แห่งละ 12 คน รวม 124 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงที่มีความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (ADL) น้อยกว่า หรือเท่ากับ 11 คะแนน กำหนดโควตาตำบลละ 2 คน จำนวน 36 แห่ง รวม 72 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ดูแลในครอบครัว กำหนดโควตาตำบลละ 2 คน จำนวน 36 แห่ง รวม 72 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงและผู้ดูแลในครอบครัว จำนวน 288 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของความพึงพอใจของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงและผู้ดูแล และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุระหว่าง รพ.สต. ที่ถ่ายโอนและยังไม่ถ่ายโอนไป อบจ. โดยใช้สถิติ Paired t-test และวิเคราะห์เชิงคุณภาพเพื่อหาประเด็นสำคัญ (thematic analysis) ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหาร บุคลากรสาธารณสุข และผู้จัดการในการดูแลผู้สูงอายุต่อการจัดบริการสุขภาพผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง พบว่า กลุ่มจังหวัดที่มีการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. 100% กลุ่มถ่ายโอน 50-99% และกลุ่มถ่ายโอนน้อยกว่า 50% มีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean \u003d 3.90, 4.15, 4.10; SD \u003d .67, .66, .56 ตามลำดับ) ทุกกลุ่มมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านภาวะผู้นำและการอภิบาลระบบ ในระดับมาก (Mean \u003d 4.20, 4.40; 4.39; SD \u003d .64, .50, .43 ตามลำดับ) โดยสูงสุดในรายด้านความรู้สึกมีคุณค่าที่ได้ทำงานในการดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง (Mean \u003d 4.41, 4.59, 4.60; SD \u003d .73, .70, .53 ตามลำดับ) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ในการจัดระบบการเงินการคลังและการแบ่งปันทรัพยากรของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง กลุ่มถ่ายโอน 100% มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง (Mean \u003d 3.21, SD \u003d .95) กลุ่มถ่ายโอน 50-99% และถ่ายโอนน้อยกว่า 50% ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (Mean \u003d 3.66, 3.61; SD \u003d .81, .79 ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการจัดบริการสุขภาพผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง พบว่า ความคิดเห็นในภาพรวม ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม พบว่า ด้านระบบสารสนเทศและการสื่อสารด้านสุขภาพ และด้านการจัดระบบการเงินการคลังและการแบ่งปันทรัพยากร พบว่า กลุ่มถ่ายโอน \u003c50% มีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มถ่ายโอน 100% และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มถ่ายโอน 50-99% ค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มถ่ายโอน 100% และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และด้านการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีการแพทย์ที่จำเป็น และการจัดระบบบริการสุขภาพ พบว่า กลุ่มถ่ายโอน 50-99% มีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มถ่ายโอน 100% และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ระหว่างกลุ่มถ่ายโอน \u003c50% และกลุ่มถ่ายโอน 50-99% รวมทั้ง ระหว่างกลุ่มถ่ายโอน \u003c50% และกลุ่มถ่ายโอน 100% มีค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน ความพึงพอใจของผู้ดูแลในครอบครัวและผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง พบว่า ในกลุ่ม รพ.สต. ที่มีการถ่ายโอนไปยัง อบจ. พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean \u003d 4.19, SD \u003d .86; Mean \u003d 4.20, SD \u003d .89 ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ดูแลในครอบครัวและผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงระหว่าง รพ.สต. ที่มีการถ่ายโอนและไม่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวม และความพอใจกับสุขภาพโดยรวม ในกลุ่ม รพ.สต. ถ่ายโอนไปยัง อบจ. และไม่ถ่ายโอน อยู่ในระดับปานกลาง (Mean \u003d 3.26, 3.03; SD \u003d .79, .84; Mean \u003d 3.44, 3.11; SD \u003d .86, 1.04 ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิงระหว่าง รพ.สต. โอน และกลุ่ม รพ.สต. ที่ยังไม่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันในคุณภาพชีวิตโดยรวม และความพอใจกับสุขภาพโดยรวม แต่รายด้าน แต่มีความแตกต่างกัน ด้านความจำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะทำงานหรือมีชีวิตอยู่ไปได้ในแต่ละวัน และ การมีสมาธิในการทำงาน ซึ่งผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง กลุ่ม รพ.สต. ถ่ายโอนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t \u003d 2.25, 2.38; p \u003d.03, .02 ตามลำดับ) ในขณะที่ความพอใจกับการช่วยเหลือที่เคยได้รับจากเพื่อน พบว่า กลุ่ม รพ.สต. ถ่ายโอนมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t \u003d -2.34, p \u003d .02) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ในการจัดระบบบริการสุขภาพของผู้สูงอายุติดเตียงและพึ่งพิง ระดับปฐมภูมิ ภายหลังถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. พบว่า 1) ด้านกำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่บทบาทและการทำหน้าที่ยังเหมือนเดิม ถ่ายโอนไปเฉพาะระบบแต่คนไม่ได้ถ่ายโอนตาม บทบาทสาธารณสุขอำเภอที่เป็นฟันเฟืองระดับอำเภอขาดหายไป และภาระงานของบุคลากรล้นมือ 2) ระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health information system) ขาดระบบการเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน 3) การเข้าถึงยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จำเป็น (Access to essential medicines and health technology) ผู้สูงอายุมีความยากลำบากในการไปรับบริการ ต้องหาข้อตกลงร่วมกันในการจัดสรรการซื้อยาและเวชภัณฑ์ 4) การจัดการระบบการเงินการคลังและการแบ่งปันทรัพยากร (Financing system) หาข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งปันทรัพยากร การดำเนินงานต่าง ๆ อิงตามระเบียบและกฎหมายในการบริหารจัดการงบประมาณ 5) ภาวะผู้นำและการอภิบาลระบบ (Leadership and governance) การสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน สานต่อสัมพันธภาพที่ดีต่อกันเพื่อร่วมกันทำงานเหมือนเดิม 6. ระบบสุขภาพชุมชน (Community health system) มีต้นทุนเดิมที่เป็นเป้าหมายเดียวกันในการดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียงและพึ่งพิง 7) การจัดระบบบริการผู้สูงอายุ (Service delivery) พบว่า มีอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงระบบบริการ Long term care ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละท้องถิ่นซึ่งขาดบุคลากรที่รับผิดชอบในการจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุ (Care manager) รวมถึงระบบ Long term care ที่มีรอยต่อที่ต้องรอเวลาในการคัดกรองตามวงรอบเพื่อขึ้นทะเบียนในระบบ Long term care และสัดส่วนผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้สูงอายุติดเตียงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่","contractNo":"67-070","issuedDate":"2567-12","accessionedDate":"2025-02-07T11:23:49.000+07:00"},{"id":"5dc0883b-4df5-4e94-8332-dc5a64f68a15","handle":"11228/6229","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6229","collection":"Research Reports","title":"การประเมินความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจโดยการตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้นในผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยสารสาธารณะ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี","authors":["รภัทภร เพชรสุข","Raphatphorn Petchsuk","ศศิภาส์ อริสริยวงศ์","Sasipa Arisariyawong","ชาญฤทธิ์ ค้าขาย","Chanrit Kakhai","อรนุช พรวรธำรงค์","Oranuch Phornworathamrong","นิยม มาชมภู","Niyom Machompoo"],"description":"การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำผลที่ได้ไปออกแบบกระบวนการในการสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy, HL) ให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ 2) เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายสิทธิประโยชน์ การยกระดับการดูแลตามแนวทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ 3) นำผลที่ได้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยสารสาธารณะ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 350 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล ตรวจวัดสัญญาณชีพ และตรวจสมรรถภาพปอดด้วยเครื่อง Spirometer และวัดปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์ด้วยเครื่อง Smokerlyzer ประเมินระดับความเหนื่อยในการประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน (mMRC) และประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD Assessment Test : CAT score) ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.8 – 1 และวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (correlation) ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างใช้อุปกรณ์ในการป้องกันมลพิษโดยสวมหน้ากากอนามัยมากถึงร้อยละ 65.71 2) ระดับความเหนื่อยในการประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยร้อยละ 76.00 รองลงมามีอาการเหนื่อยง่าย เมื่อเดินเร็วๆ หรือเดินขึ้นทางชัน ร้อยละ 23.71 และมีอาการเหนื่อยเมื่อเดินในพื้นราบช้ากว่าคนที่อายุใกล้เคียงกัน เพียงร้อยละ 0.29 3) พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีเคยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจร้อยละ 97.14 แต่พบว่าการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์กับปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์ และสัมพันธ์กับจำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน ดังนั้น ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรนำผลการวิจัยมาใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป","contractNo":"67-038","issuedDate":"2568-01","accessionedDate":"2025-02-04T11:26:36.000+07:00"}]