[
    {
        "id": "282c7175-11ba-450a-ab40-5ed3573c3b62",
        "handle": "11228/6432",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6432",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การเก็บข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกแบบแผนงานเชิงกลยุทธ์การวิจัยทดลองเชิงคลินิก",
        "authors": [
            "เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล",
            "May Sripatanaskul",
            "ไชโย หว่านนา",
            "Chaiyo Wanna",
            "ธนภัทร ชวนไชยสิทธิ์",
            "Tanapat Chounchaisit",
            "รติกร โตอิน",
            "Ratikorn Toin"
        ],
        "description": "ความเป็นมาและความสำคัญของการศึกษา ประเทศไทยมีศักยภาพเชิงโครงสร้างในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค อันประกอบด้วยฐานผู้ป่วยขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และกรอบนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาภาคสนามและการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สะท้อนให้เห็นว่า ศักยภาพดังกล่าวยังไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดเชิงระบบ โดยเฉพาะลักษณะการทำงานแบบแยกส่วนและการขาดกลไกกลางในการบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบเข้าด้วยกัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์อุปสรรคเชิงระบบที่สำคัญ (2) สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ (3) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย การดำเนินการศึกษาใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นกรอบหลัก เพื่อให้ได้มาซึ่งความเข้าใจเชิงลึกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยอาศัยข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 57 ราย การประชุมเชิงปฏิบัติการ 2 ครั้ง และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงและต่อยอดองค์ความรู้จากรายงานในอดีตให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พัฒนาการและช่องว่างเชิงระบบในช่วงระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยมีพัฒนาการในหลายมิติ อาทิ การเพิ่มจำนวนคณะกรรมการจริยธรรมที่ได้รับการรับรองในระดับสากล การพัฒนาระบบ e-Submission ของหน่วยงานกำกับดูแล การจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย และการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนข้อมูล อย่างไรก็ตาม ช่องว่างเชิงระบบที่เคยถูกระบุไว้ในรายงานก่อนหน้ายังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระยะเวลาการอนุมัติที่ยังยาวนานเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการกำกับและประสานงาน และการที่การวิจัยยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นพันธกิจหลักของสถาบันบริการสุขภาพ ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดทรัพยากรหรือศักยภาพ แต่เป็นข้อจำกัดเชิง “การออกแบบระบบ” และ “กลไกการประสานงาน” ที่ยังไม่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นท้าทายเชิงระบบ 5 ประการ 1. การแบ่งปันข้อมูล: ข้อมูลการวิจัยมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้การเข้าถึงข้อมูลเพื่อการวางแผนการวิจัยไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังขาดฐานข้อมูลระดับชาติที่ครอบคลุมนักวิจัย ศักยภาพสถานที่วิจัย และอาสาสมัคร ขณะที่การรับรู้ของประชาชนต่อการวิจัยทางคลินิกยังมีข้อจำกัด 2. กระบวนการจริยธรรมการวิจัย: กระบวนการพิจารณาจริยธรรมยังมีลักษณะซ้ำซ้อนระหว่างระดับส่วนกลางและระดับสถาบัน ซึ่งเพิ่มภาระด้านเวลาและต้นทุนโดยไม่ได้เพิ่มระดับความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังขาดการพัฒนาบุคลากรและเส้นทางอาชีพอย่างเป็นระบบ 3. กระบวนการกำกับดูแล: ระบบกำกับดูแลยังไม่ยืดหยุ่นตามระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ และมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคล ส่งผลให้ระยะเวลาการอนุมัติไม่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ยังขาดกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง 4. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน: ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนกับศักยภาพของนักวิจัย รวมถึงข้อจำกัดด้านระเบียบการเงินภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะของการวิจัย 5. ขีดความสามารถของศูนย์วิจัยทางคลินิก: ศูนย์วิจัยทางคลินิกยังไม่ได้รับการกำหนดให้เป็นพันธกิจหลักของโรงพยาบาล ส่งผลให้ขาดโครงสร้างสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และเส้นทางอาชีพ รวมถึงยังไม่มีระบบรับรองมาตรฐานในระดับประเทศ ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์: 3 เสาหลักจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ได้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวน 13 มาตรการ ภายใต้ 3 เสาหลัก โดยมีหน่วยงานกลาง คือ คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยทางคลินิกแห่งชาติ (National Clinical Research Coordination Board: NCRCB) เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก เสาที่ 1: คนและสถาบัน มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรและศูนย์วิจัย ผ่านแผนแม่บทศูนย์วิจัยทางคลินิก (Clinical Research Center: CRC) ระบบรับรองมาตรฐานระดับชาติ กลไกสนับสนุนการวิจัย และเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เสาที่ 2: กระบวนการ มุ่งปรับปรุงกระบวนการที่เป็นคอขวดของระบบ ได้แก่ การบูรณาการกระบวนการพิจารณา การยื่นคำขอแบบจุดเดียว และการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง เสาที่ 3: โครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล มุ่งพัฒนาระบบข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การเชื่อมโยงข้อมูล และการเข้าถึงของประชาชน แผนการดำเนินงาน การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (ปีที่ 1): การวางรากฐาน จัดตั้งหน่วยงานกลาง (NCRCB) และกำหนดกรอบนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 (ปีที่ 2–3): การเสริมความเข้มแข็ง ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการกำกับดูแล พัฒนาศูนย์วิจัย และสร้างกลไกสนับสนุนที่จำเป็น ระยะที่ 3 (ปีที่ 4 เป็นต้นไป): การยกระดับสู่ความยั่งยืน พัฒนาระบบนิเวศให้มีความครบถ้วนและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ประเทศไทยมีความพร้อมในเชิงทรัพยากรและศักยภาพ แต่ยังขาดกลไกเชิงสถาบันที่สามารถบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีอำนาจและได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ การลงทุนในระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกจึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านสาธารณสุข แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว",
        "contractNo": "68-157",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-04-24T15:25:21.000+07:00"
    },
    {
        "id": "a0906ef9-1a9c-4137-aa50-5db242af69b8",
        "handle": "11228/6431",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6431",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2568: การเงิน การคลังสุขภาพที่ยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ",
        "authors": [
            "วรณัน วิทยาพิภพสกุล",
            "Woranan Witthayapipopsakul",
            "ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์",
            "Rapeepong Suphanchaimat",
            "วริศา พานิชเกรียงไกร",
            "Warisa Panichkriangkrai",
            "ชาฮีดา วิริยาทร",
            "Shaheda Viriyathorn",
            "จิณณพัต สุวรรณเกตกะ",
            "Jinnapat Suvannakatka",
            "ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง",
            "Chatpot Lairungruang",
            "ณัชชา กองคำ",
            "Natcha Kongkam",
            "วริษฐา หวังศิรบรรจง",
            "Waritta Wangsirabanchong",
            "วิรากร บุญยะมาลิก",
            "Wirakorn Boonyamalik"
        ],
        "description": "โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเงินการคลังสุขภาพของประเทศไทยที่สอดคล้องกับกรอบการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โครงการดำเนินการโดยทบทวนสถานการณ์การเงินการคลังสุขภาพตามกรอบตัวชี้วัด SAFE Financing และจัดทำงานวิจัย 4 ด้าน ผลการประเมินตามกรอบ SAFE ชี้ว่าไทยมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีด้านความยั่งยืน โดยรายจ่ายสุขภาพต่อ GDP อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ (ยกเว้นช่วงโควิด-19) ขณะที่ด้านความเพียงพอรายจ่ายสุขภาพของรัฐยังต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายในภาวะปกติ และรายจ่ายนอกภาครัฐยังอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 22.2–28.8) สะท้อนบทบาทการร่วมจ่ายของครัวเรือนแต่สัดส่วนการร่วมจ่าย ณ จุดบริการและอุบัติการณ์ครัวเรือนที่ประสบความยากลำบากทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มลดลง ด้านความเป็นธรรมยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากเพดานเงินสมทบประกันสังคมและความแตกต่างรายจ่ายต่อหัวระหว่างสามกองทุนหลัก ส่วนด้านประสิทธิภาพยังมีพื้นที่ให้พัฒนาเพิ่มเติม เช่น การลดบริการที่มีคุณค่าต่ำ การควบคุมราคา และการลดการสูญเสียจากทุจริต/ความซ้ำซ้อน การประมาณการปี พ.ศ. 2566–2576 คาดว่าค่าใช้จ่ายรวมของสามกองทุนหลักจะเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี และเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของ GDP สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในระยะกลาง–ยาว ขณะที่ innovative health financing มีบทบาทเป็นเครื่องมือเสริมมากกว่าแหล่งรายได้หลัก ด้านความเพียงพอพบการร่วมจ่ายทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และกรณีศึกษา IMC/LTC พบการเข้าถึงบริการต่ำและช่องว่างงบประมาณ โดยเฉพาะ LTC ที่ต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราเบิกจ่าย ทั้งนี้ แม้ระบบยังไม่ครอบคลุมถึงระดับ “ไม่ต้องร่วมจ่าย” ในทุกบริบท แต่ยังไม่พบสัญญาณผลกระทบต่อความยากลำบากทางการเงิน มิติความเป็นธรรมพบความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และสิทธิ โดยดัชนี Kakwani ชี้ความก้าวหน้าด้านความเป็นธรรมทางการเงินลดลง และการจัดสรรทรัพยากรปฐมภูมิยังไม่สอดคล้องภาระงานจริง งานกรณีศึกษา LVC พบความแตกต่างการใช้ CT/MRI ในระยะท้ายชีวิตระหว่างสิทธิ ค่าใช้จ่ายพุ่งใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต โดยการได้รับ palliative care สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่ลดลง ข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสรุป ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังผ่านการขยายฐานภาษีและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ การใช้ภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิและระบบดูแลต่อเนื่อง (IMC/LTC/palliative care) การกำหนดนโยบาย “ไม่ร่วมจ่าย” สำหรับบริการสุขภาพที่จำเป็นและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การจัดทำแผนที่นำทางเพื่อเพิ่มความกลมกลืนระหว่างสามสิทธิเพื่อความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างในระยะยาว และการส่งเสริมการใช้บริการสุขภาพตามความจำเป็น ลดบริการสุขภาพที่มีคุณค่าต่ำ และลดความสูญเปล่าของการใช้ทรัพยากรในระบบสุขภาพ",
        "contractNo": "68-137",
        "issuedDate": "2569-04",
        "accessionedDate": "2026-04-21T14:01:09.000+07:00"
    },
    {
        "id": "0633332e-abb3-4fbb-8e42-73c3488a3ed2",
        "handle": "11228/6430",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6430",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การประเมินความคุ้มค่าด้วยวิธี Distributional Cost-Effectiveness Analysis (DCEA) ระยะที่ 2",
        "authors": [
            "วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย",
            "Wanrudee Isaranuwatchai",
            "ชิตวรรณ พูนศิริ",
            "Chittawan Poonsiri",
            "สุทธวีร์ โรจนศิริวณิชย์",
            "Suttavee Rojanasirivanit",
            "ภิชารีย์ กรุณายาวงศ์",
            "Picharee Karunayawong",
            "ปฤษฐพร กิ่งแก้ว",
            "Pritaporn Kingkaew"
        ],
        "description": "การศึกษาครั้งนี้ประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผลเชิงกระจาย (Distributional Cost-Effectiveness Analysis: DCEA) กับนโยบายการบำบัดทดแทนไตของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าในรูปแบบ DCEA ครั้งแรกของประเทศไทย การศึกษานี้ เปรียบเทียบระหว่างการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) และการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) เพื่อทบทวนนโยบาย “PD First” ของประเทศไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2550 ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Universal Coverage Schemes: UCS) โดยให้น้ำหนักความสำคัญกับการเข้าถึงบริการ PD สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease: ESRD) เนื่องจากการศึกษาก่อนหน้านี้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นต้นทุนประสิทธิผล แต่การศึกษาครั้งนี้ได้ผนวกมิติของ “ความเสมอภาค” (equity) เข้าไว้ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการคำนึงถึงความเสมอภาคสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพได้อย่างไร คณะผู้วิจัย อ้างอิงจากการประเมินความคุ้มค่า (cost-utility analysis: CUA) เดิมในปี พ.ศ. 2550 การศึกษานี้เปรียบเทียบระหว่าง PD และ HD จากมุมมองของสังคม ภายใต้สมมติฐานฐานว่า “ต้นทุน ผลลัพธ์ (อัตราการรอดชีวิตและปีสุขภาวะ (Quality-adjusted life year (QALY))” และอัตราการเข้าถึงบริการ มีค่าเท่ากันในทุกกลุ่มความมั่งคั่งในแต่ละควินไทล์ (wealth quintiles) นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (scenario analyses) เพื่อสำรวจผลกระทบจากความแตกต่างด้านอัตราการเสียชีวิตและการเข้าถึงบริการในแต่ละควินไทล์ โดยมีการรักษาแบบประคับประคองเป็นกลุ่มเปรียบเทียบซึ่งสะท้อนแนวทางที่ใช้ในการศึกษาครั้งก่อน ผลการศึกษาพบว่า การรักษาแบบ PD ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปีสุขภาวะที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าการรักษาแบบ HD และมีต้นทุนรวมต่ำกว่า ดังนั้น PD จึงถือเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่ามากกว่า นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาความคุ้มค่าแบบ DCEA ยังแสดงให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ (health effect)” มีค่าสูงที่สุดในกลุ่มเศรษฐฐานะต่ำสุด และต่ำสุดในกลุ่มเศรษฐฐานะสูงสุด ทั้งนี้ PD ก่อให้เกิดการประหยัดงบประมาณในระดับระบบสุขภาพ ซึ่งสามารถนำทรัพยากรที่ประหยัดได้ไปเพิ่มโอกาสทางสุขภาพให้กับประชากรโดยรวม จากผลการศึกษาในกรณีฐานจึงสรุปได้ว่า PD ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทั้งในด้าน “ประสิทธิภาพ (efficiency)” และ “ความเสมอภาค (equity)” โดยนโยบาย PD First ช่วยให้กลุ่มประชากรที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่า ได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์ในสถานการณ์จำลองยังสนับสนุนข้อค้นพบดังกล่าว โดยเมื่อพิจารณาความแตกต่างด้านอัตราการเสียชีวิตตาม wealth quintiles แล้ว PD ยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลดีกว่าและมีความเสมอภาคกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงความแตกต่างของอัตราการเข้ารับบริการ ความได้เปรียบด้านความเสมอภาคของกลุ่มประชากรที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่าลดลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ด้านความเท่าเทียมขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพและมาตรการเฉพาะเพื่อส่งเสริมการเข้าถึง PD ของกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่าการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า DCEA เป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของประเทศไทย และให้กรอบการประเมินที่โปร่งใสสำหรับการสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพ (efficiency)” และ “ความเสมอภาค (equity)” ในการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ แม้จะมีข้อจำกัดด้านข้อมูล เช่น การกำหนดพารามิเตอร์บางส่วนมาจากการทบทวนวรรณกรรมจากต่างประเทศร่วมกับการใช้สมมติฐาน แต่ผลลัพธ์ยืนยันถึงเหตุผลของการคงนโยบาย PD First ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการสร้างระบบสุขภาพที่ครอบคลุมและเสมอภาค นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการบูรณาการมิติความเสมอภาคเข้ากับการประเมินความคุ้มค่าในรูปแบบเดิม และเสนอแนวทางให้การประยุกต์ใช้ DCEA ในการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพอื่น ๆ ช่วยเสริมฐานหลักฐานเชิงนโยบายเพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่มีทั้ง “ประสิทธิภาพ (efficiency)” และ “ความเสมอภาค (equity)” ภายใต้ระบบสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย",
        "contractNo": "67-185",
        "issuedDate": "2569-04",
        "accessionedDate": "2026-04-21T13:15:34.000+07:00"
    },
    {
        "id": "1a11a95b-5a56-4701-a62a-b1ac2336e7fe",
        "handle": "11228/6429",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6429",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยอาสาสมัครสาธารณสุขร่วมกับบุคลากรทางสาธารณสุขในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดขอนแก่น",
        "authors": [
            "ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย",
            "Sirirat Anutrakulchai",
            "อุบล ชาอ่อน",
            "Ubon Cha’on",
            "ธนชัย พนาพุฒิ",
            "Thanachai Panaput",
            "สุณี เลิศสินอุดม",
            "Sunee Lertsinudom",
            "อัมพรพรรณ ธีรานุตร",
            "Ampornpan Theeranut",
            "นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์",
            "Nonglak Methakanjanasak",
            "ณิชานันทน์ ปัญญาเอก",
            "Nichanun Panyaek",
            "เพียงทิฆัมพร นิลเพชร์",
            "Peangtikumporn Nilpetch",
            "วรุณยุพา พรพลทอง",
            "Warunyupha Pornpoltthong",
            "อดุลย์ บำรุง",
            "Adulaya Bamrung",
            "ประวีร์ คำศรีสุข",
            "Prawee Khamsrisuk",
            "ปวิช พากฏิพัทธ์",
            "Pawich Paktipat",
            "ณัฐพล หมื่นสีพรม",
            "Nataphon Meansriprom",
            "วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์",
            "Viroj Lerdpongpipat",
            "จูณี คงทรัพย์",
            "Junee Kongsap",
            "กรรณิการ์ ตฤณวุฒิพงษ์",
            "Kannika Trinnawoottipong",
            "สิริลักขณา พระวงศ์",
            "Sirilakkhana Phrawong",
            "ยุภาพร ดีแป้น",
            "Yupaporn Deepaen",
            "ชนิดา ปโชติการ",
            "Chanida Pachotikarn"
        ],
        "description": "โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รายงานสถานการณ์โรคไตเรื้อรังในจังหวัดขอนแก่นพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสะสม 5 ปีย้อนหลัง เพิ่มขึ้นทุกปี และพบผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 3,500-4,000 รายต่อปี ซึ่งบ่งบอกถึงการมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสิ่งแวดล้อม สังคมสูงอายุ และสาเหตุหลักคือโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อสร้างความร่วมมือเครือข่ายของสถาบันภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งรับทราบความจำเป็นและเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเป็นรูปแบบผสมผสานที่เครือข่ายได้เคยมีการดำเนินงานและศึกษาประสิทธิผลแล้วว่าสามารถลดความรุนแรงและการดำเนินโรคได้ มาขยายผลในพื้นที่ 24 อำเภอ ของจังหวัดขอนแก่น ขั้นตอนการทำงานคือ สร้างความร่วมมือเครือข่าย สร้างทีมสหสาขาวิชาชีพแม่แบบ ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง เภสัชกร พยาบาล โภชนากร นักกายภาพบำบัด เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพประจำโซนสุขภาพ จำนวน 5 โซน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายในโซนรับผิดชอบ เพื่อให้ครอบคลุม รพ.สต. 220 แห่งในเขตพื้นที่ 24 อำเภอ จังหวัดขอนแก่น หลังอบรมเจ้าหน้าที่แต่ละ รพ.สต. มีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 30 คน และ อสม.แต่ละรายดูแลและเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจำนวน 3-5 ราย เป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้จัดให้มีเครื่องมือเสริมแก่ อสม.ในการเยี่ยมบ้าน ได้แก่ คู่มือ อสม. และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน รวมทั้งเครื่องมือเสริมแก่ รพ.สต. ในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ แผ่นพลิก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว เครื่องวัดความเค็มในอาหาร และแถบตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการพบว่าเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 84.4) ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเห็นว่าเครื่องมือเสริม (แผ่นพลิก และคู่มือ อสม.) เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับผลประเมินของ อสม. พบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการอบรมให้ความรู้ในการให้คำแนะนำและดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ร้อยละ 86.9) พึงพอใจต่อภาพรวมของการใช้สื่อการสอน (คู่มือ อสม.) (ร้อยละ 84.8) และแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วย (ร้อยละ 83.6) อีกทั้งมีความประสงค์จะใช้คู่มือและแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านในการดูแลผู้ป่วยต่อไป ที่สำคัญคือ อสม. ร้อยละ 72.5 มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นถึงเพิ่มขึ้นมาก ในการให้คำแนะนำและดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผลการประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเปรียบเทียบก่อนและหลังการอบรมของแพทย์ ทีมสหสาขาวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม.พบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์ทางคลินิกในภาพรวมของจังหวัดขอนแก่นพบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ได้แก่ การตรวจติดตามยืนยันวินิจฉัยกลุ่มสงสัยป่วยโรคเบาหวานและกลุ่มสงสัยป่วยโรคความดันโลหิตสูง, ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตควบคุมได้ตามเกณฑ์, และร้อยละของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตได้ดี ส่วนผลลัพธ์ทางสุขภาพของอาสาสมัครผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลโดย อสม. ที่เข้าร่วมโครงการ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของอาสาสมัครจำนวน 9,000-10,000 ราย พบว่าระดับความดันโลหิตสูง น้ำหนักตัวและรอบเอวลดลง และพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพดีขึ้นหลังจบการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ได้มีการติดตั้งระบบฐานข้อมูลสุขภาพ KCPHAI (KKU-CKD Privacy Health Artificial Intelligence) ที่ รพ.สต. 2 แห่ง และติดตั้งระบบสุขภาพระยะไกล Telehealth Thailand และทดสอบการใช้ กับ รพ.สต. อีก 6 แห่ง ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นที่พอใจและสะดวกต่อการใช้งานของกลุ่มโรงพยาบาลนำร่องนี้แล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาลอื่น ๆ นำไปใช้ต่อไป คาดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพประชาชน",
        "contractNo": "68-047",
        "issuedDate": "2569-04",
        "accessionedDate": "2026-04-10T14:39:05.000+07:00"
    },
    {
        "id": "fb22c8d1-83fe-4e38-ae1c-278263698bf1",
        "handle": "11228/6428",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6428",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "แนวปฏิบัติที่บรรสานแล้วของสภาบรรสานสากล: แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดี อี6(อาร์3)",
        "authors": [
            "สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สำนักพัฒนาการคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์",
            "Health Systems Research Institute. Institute for the Development of Human Research Protections"
        ],
        "description": "แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดีของไอซีเอช (ICH Good Clinical Practice Guideline) เป็นแนวปฏิบัติสากลที่เน้นความสำคัญและกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อให้การวิจัยทางคลินิกมีคุณภาพ มาตรฐาน และถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงและอย่างกว้างขวาง แม้จะจัดทำและประกาศใช้โดยภาคธุรกิจยา และสำนักงานอาหารและยาทั่วโลกก็ยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดมา รวมทั้งในประเทศไทย โดยวงการวิจัยทั่วโลกนำแนวปฏิบัตินี้ของไอชีเอชไปใช้ครอบคลุมไม่เฉพาะแต่กับการวิจัยยา วัคซีน และชีววัตถุ ที่ใช้สำหรับมนุษย์ ตามวัตถุประสงค์แต่แรกเท่านั้น แต่นำไปใช้กับการวิจัยในมนุษย์กับการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ แทบทุกสาขาเช่นเดียวกับปฏิญญาเฮลซิงกิ (Helsinki Declaration) ซึ่งเป็นของแพทยสมาคมโลก (World Medical Association) ที่บังคับใช้ได้กับสมาชิก คือ แพทย์เท่านั้น แต่นักวิจัยและผู้ร่วมทีมวิจัยในมนุษย์ทั่วโลกในศาสตร์ต่าง ๆ ทุกสาขาต่างนำหลักการและแนวทางของปฏิญญาเฮลชิงกิไปใช้กับการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั่วโลก แนวปฏิบัติทางคลินิกที่ดีของไอซีเอชมีลักษณะเป็นเอกสารทางวิชาการ แต่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีใช่นักวิชาการจำนวนมาก โดยเฉพาะกรรมการที่เป็นบุคคลทั่วไป (Laypersons) ในคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และอาสาสมัครวิจัย (Research Volunteers) หรือผู้เข้าร่วมการวิจัย (Research Participants) รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนและประชาชนทั่วไปที่เข้ามามีส่วนร่วมหารือเกี่ยวข้องกับการวิจัยทุกแขนง",
        "issuedDate": "2569",
        "accessionedDate": "2026-04-08T15:01:54.000+07:00"
    },
    {
        "id": "77cef018-6d58-4534-807a-823e44f7257a",
        "handle": "11228/6427",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6427",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการสุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ",
        "authors": [
            "ฑิณกร โนรี",
            "Thinakorn Noree",
            "ศรวณีย์ อวนศรี",
            "Sonvanee Uansri",
            "นิจนันท์ ปาณะพงศ์",
            "Nitjanan Panapong"
        ],
        "description": "กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นทรัพยากรหลักที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบบริการสุขภาพของประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการผลิตบุคลากรสายหลัก เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบปัญหาการกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทซึ่งสวนทางความต้องการใช้บริการของประชากรในพื้นที่ การขาดแคลนบุคลากรในบางสาขาวิชาชีพ รวมถึงการสูญเสียกำลังคนออกจากระบบภาครัฐ ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น นโยบายการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลและ Telemedicine ล้วนส่งผลต่อรูปแบบความต้องการบริการสุขภาพและกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศฉบับต่อไป จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรอบด้านและเป็นระบบ การศึกษาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมและรายงานสถานะสุขภาพของคนไทย 2) ทบทวนสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพของประเทศ และ 3) ทบทวนสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยใช้กรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน (Health demand) ระบบบริการสุขภาพ (Service delivery) และกำลังคนด้านสุขภาพ (Health workforce) และนำมาสังเคราะห์สถานการณ์ ประกอบด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การทบทวนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นสถานะสุขภาพ พฤติกรรมการใช้บริการ ภาระโรค ปัจจัยกำหนดสุขภาพ โครงสร้างระบบบริการ จำนวนและการกระจายตัวของกำลังคน ตลอดจนปัจจัยนโยบายที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาด้านสถานะสุขภาพของคนไทย พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาอย่างชัดเจน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคระบบทางเดินหายใจ ครองสัดส่วนภาระโรคสูงสุดวัดด้วยดัชนี Disability-Adjusted Life Years (DALYs) นอกจากนี้ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มวัย ขณะที่พฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพของประชาชนยังเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน และปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษา และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ด้านระบบบริการสุขภาพ พบว่าโครงสร้างปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลในโรงพยาบาลเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการบริการดูแลระยะยาว บริการชุมชน และการดูแลที่บ้านมากยิ่งขึ้น รูปแบบบริการใหม่ เช่น Telemedicine การจัดส่งยาถึงบ้าน และบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมือง ขณะที่ อปท. มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ความเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องพัฒนาด้านกำลังคนด้านสุขภาพ พบว่าปัญหาการขาดแคลนในวิชาชีพหลักดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่การกระจายตัวยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขนาดใหญ่ ในขณะที่จังหวัดขนาดเล็กและจังหวัดชายแดนยังขาดแคลนอย่างมีนัยสำคัญ บุคลากรในสาขาที่มีการผลิตน้อย เช่น นักรังสีการแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกิจกรรมบำบัด ยังคงขาดแคลนในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการสูญเสียกำลังคนจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จากความแตกต่างด้านค่าตอบแทน ภาระงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมถึงระบบการผลิตกำลังคนที่ยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในระยะยาว ผลการศึกษาข้างต้นนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรร่วมกับคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อปท. และภาคประชาสังคม พร้อมออกแบบระบบบริการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ และพัฒนาระบบค่าตอบแทนตามผลงานที่จูงใจคนรุ่นใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันพระบรมราชชนกควรเพิ่มการผลิตกำลังคนด้วยกระบวนการ Local recruitment – Local training – Hometown placement และบรรจุทักษะดิจิทัล การคิดเชิงระบบ และนวัตกรรมในหลักสูตรทุกวิชาชีพ ทั้งนี้การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศกำลังคนด้านสุขภาพที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพถือเป็นฐานรากสำคัญในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น",
        "contractNo": "69-032",
        "issuedDate": "2569-03",
        "accessionedDate": "2026-04-02T14:09:23.000+07:00"
    }
]