[
    {
        "id": "190be9f1-8950-4b7a-bbd4-ca76a674fb63",
        "handle": "11228/6291",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6291",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "ทบทวนสถานะทางกฎหมายของยาสามัญประจำบ้าน",
        "authors": [
            "ปรุฬห์ รุจนธำรงค์",
            "Parun Rutjanathamrong",
            "ตวงรัตน์ โพธะ",
            "Tuangrat Phodha",
            "กิตติยา จันทรธานีวัฒน์",
            "Kittiya Jantarathaneewat",
            "ธนะวัฒน์ วงศ์ผัน",
            "Thanawat Wongphan"
        ],
        "description": "ที่มา การจัดประเภทยาไม่ควรพิจารณาเพียงการเข้าถึงเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาเป็นเกณฑ์ในการจัดประเภทด้วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบจุดที่เป็นปัญหาและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การจัดประเภทยาสามัญประจำบ้านในประเทศไทย ระเบียบวิธีวิจัย งานวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพแบบผสมผสานประกอบด้วยสองระยะ ระยะที่ 1 เป็นการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเกณฑ์การจัดประเภทยาสามัญประจำบ้านของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2548-2567) โดยวิเคราะห์กรอบแนวคิดของเกณฑ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเกณฑ์การจัดประเภทยาสามัญประจำบ้าน มีการวิเคราะห์เนื้อหาตามด้วยการสังเคราะห์ผลการศึกษาจากทั้งสองระยะเพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่แก้ไขช่องว่างในระบบการจัดประเภทยาสามัญประจำบ้านของไทยในปัจจุบัน ผลการศึกษา เกณฑ์การจัดประเภทยาสามัญประจำบ้านในประเทศไทยที่ผ่านมาถูกกำหนดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลสองประเภท ได้แก่ (1) ข้อมูลระบาดวิทยาของโรค ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นด้านสาธารณสุขสำหรับการดูแลตนเองขั้นพื้นฐานและการเข้าถึงยา และ (2) ข้อมูลความปลอดภัยของยา ซึ่งถูกกำหนดโดยปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงการใช้ยาในทางที่ผิด การดื้อยาต้านจุลชีพ และอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบช่องว่างในเกณฑ์การจัดประเภทยาสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะความจำเป็นในการมีข้อมูลการศึกษาความเสี่ยงและประโยชน์ และข้อมูลหมวดหมู่การรักษาที่สอดคล้องกับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงเกณฑ์ควรมีการปรึกษาหารือกับประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการจัดประเภทยาในแง่ของการดูแลตนเอง การเข้าถึงยา และการเข้าถึงข้อมูลยา นอกจากนี้ การปรึกษากับผู้ผลิตยามีความจำเป็น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตยา ต้นทุนการผลิต และความเป็นไปได้ในการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน สรุป เกณฑ์การจัดประเภทในอนาคตควรรักษาสมดุลระหว่างการปรับปรุงการเข้าถึงยาและการรักษาความปลอดภัยของสาธารณะ โดยคำนึงถึงพลวัตของความก้าวหน้าทางการแพทย์และความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ผลการศึกษานี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าสำหรับผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการพัฒนาระบบการจัดประเภทยาที่แข็งแกร่งและตอบสนองมากขึ้นในประเทศไทย",
        "contractNo": "67-142",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-07-24T10:22:13.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d33e9c9a-136e-477c-b89e-d4d97be8a161",
        "handle": "11228/6290",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6290",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิโดยใช้แนวคิดเวชศาสตร์ครอบครัวในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ่ายโอนไปองค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "อภินันท์ อร่ามรัตน์",
            "Apinun Aramrattana",
            "ราม รังสินธุ์",
            "Ram Rangsin",
            "สายรัตน์ นกน้อย",
            "Sairat Noknoy",
            "อิสราภรณ์ เทพวงษา",
            "Isaraporn Thepwongsa",
            "ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์",
            "Pattapong Kessomboon",
            "โภคิน ศักรินทร์กุล",
            "Pokin Sakarinkhul",
            "อรรถกร รักษาสัตย์",
            "Attakorn Raksasataya",
            "อนุวัตร แก้วเชียงหวาง",
            "Anuwat Kaewchiangwang",
            "พลวัฒน์ ทศวิภาค",
            "Ponrawat Thotwiphak",
            "สตางค์ ศุภผล",
            "Satang Supapon",
            "หทัยทิพย์ ธรรมวิริยะกุล",
            "Hathaitip Tumviriyakul",
            "ศิรินภา ศิริพร ณ ราชสีมา",
            "Sirinapa Siriporn Na Ratchaseema",
            "ปิยวรรณ คำศรีพล",
            "Piyawan Khamsipon",
            "ภัทรนันท์ บุณยอุดมศาสตร์",
            "Pattaranon Boonyaudomsart",
            "อัมรา อนุรพันธ์",
            "Ammara Anurapant",
            "โรจนศักดิ์ ทองคำเจริญ",
            "Rojanasak Thongkhamcharoen",
            "กัลยา จงเชิดชูตระกูล",
            "Kanlaya Jongcherdchootrakul",
            "ธีระบูลย์ เลิศวณิชย์วัฒนา",
            "Teeraboon Lertwanichwattana",
            "มฑิรุทธ มุ่งถิ่น",
            "Mathirut Mungthin",
            "วสันต์ สายทอง",
            "Wasan Saithong",
            "มารุต เหล็กเพชร",
            "Marut Lekphet",
            "นนท์ โสวัณณะ",
            "Non Sowanna",
            "เบญจวรรณ ธรรมปัญญวัฒน์",
            "Benjawan Tampanyawat",
            "ไพฑูรย์ อ่อนเกตุ",
            "Pitoon Ongate",
            "วิทิตา แจ้งเอี่ยม",
            "Withita Jangiam",
            "ลลิตยา กองคำ",
            "Lalitaya Kongkam",
            "กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์",
            "Kitti Wongthavarawat"
        ],
        "description": "ที่มาและความสำคัญ: ระบบสุขภาพประเทศไทยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงบริการสุขภาพและเป็นโครงสร้างหลักของระบบสุขภาพปฐมภูมิ การปฏิรูปตามพระราชบัญญัติกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริหารระบบสุขภาพ การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นและชุมชน ตามหลักการเวชศาสตร์ครอบครัว วัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ประเมินผลระบบเครือข่ายทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และสังเคราะห์นโยบายเชิงระบบสำหรับการพัฒนา รพ.สต. ที่ถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) วิธีการดำเนินงาน: การศึกษาเป็น Implementation research พื้นที่ 4 แห่ง ได้แก่ ขอนแก่น ระยอง ลำพูน และตาก ในปี พ.ศ. 2567 โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพปฐมภูมิ การดำเนินงานประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 2) การเพิ่มศักยภาพในการบริหารเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 3) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดบริการปฐมภูมิผ่าน Digital Health Technology และ 4) การพัฒนากระบวนการติดตามประเมินผล โดยการใช้เครื่องมือ Primary Care Assessment Tool (PCAT) และฐานข้อมูล 43 แฟ้ม การศึกษานี้ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการวิจัย (Participatory Action Research) วิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผลการศึกษา: การดำเนินงานนำไปสู่การสร้างเครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในหลายระดับ 1) เครือข่ายแพทย์ที่สนใจพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิในพื้นที่ถ่ายโอนจำนวน 77 คน จาก 19 จังหวัด โดยมีผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร 24 คน ที่ตั้งใจนำความรู้ไปใช้ในพื้นที่ของตน 2) เครือข่ายแพทย์และสหวิชาชีพเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อน จำนวน 327 คน จาก 54 จังหวัด ส่งผลให้มีศักยภาพและผลลัพธ์ในการดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อนที่ดีขึ้น 3) เครือข่ายนักวิชาการที่สนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และ 4) เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทีมสหวิชาชีพที่ร่วมกันพัฒนาบริการปฐมภูมิจังหวัดลำพูน เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเกิดโครงการพัฒนาระบบการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุในชุมชนจังหวัดระยอง ทำให้เกิดการพัฒนาการดูแลเบาหวานสำหรับกรณีซับซ้อน ส่งผลควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น 5) เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิระดับจังหวัด การดำเนินงานในจังหวัดขอนแก่นที่มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนมาร่วมในเวทีแลกเปลี่ยน ได้นำไปสู่การพัฒนาแผนการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิระยะที่ 2 ใน ปี พ.ศ. 2568 การประเมินคุณภาพบริการปฐมภูมิด้วยเครื่องมือ PCAT โดยการสำรวจในชุมชนในพื้นที่ศึกษารับผิดชอบโดย รพ.สต. ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข คือ มีแพทย์ในอัตราส่วน 1: 10,000 พบว่ามีคะแนนต่ำในหลายมิติ สะท้อนข้อจำกัดในการจัดบริการให้เป็นไปตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว จากอัตราส่วนของแพทย์และรูปแบบการจัดบริการในปัจจุบัน การประเมินข้อมูลทุติยภูมิซึ่งได้จากระบบ 43 แฟ้ม ในประชากรที่ได้รับบริการจากหน่วยบริการปฐมภูมิเป้าหมาย 139,495 คน ในช่วงระยะเวลาการศึกษา พบว่าสามารถดำเนินงานได้ดีในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนและงานอนามัยแม่และเด็ก แต่ยังมีข้อจำกัดของด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ยังควบคุมโรคได้น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยข้อค้นพบคุณภาพบริการปฐมภูมินี้สอดคล้องกับข้อค้นพบจากการทบทวนระบบสุขภาพภายใต้กรอบทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งพบข้อจำกัดทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับปฏิบัติการ พรบ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีนโยบายและการลงทุนทรัพยากรสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิที่จะส่งผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปี พ.ศ. 2567 พบว่างบประมาณที่จัดสรรให้กับหน่วยบริการปฐมภูมิมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.99 ของการใช้งบประมาณทั้งหมด ทั้งนี้พบว่าการถ่ายโอน รพ.สต.ทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาบริการปฐมภูมิมากขึ้นจากงบประมาณท้องถิ่น และการมีผู้ที่มีความรู้ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและระบบสุขภาพร่วมพัฒนากับทีมผู้บริหารในระดับยุทธศาสตร์มีความสำคัญต่อการวางรากฐานระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ การมีเครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมีความสำคัญในการคงอยู่ของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในระบบบริการในภาครัฐ โดยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมีบทบาททั้งในการให้บริการสุขภาพ การสนับสนุนพัฒนาระบบโดยเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและการพัฒนาศักยภาพให้กับแพทย์และทีมสหวิชาชีพในพื้นที่ ทั้งนี้ในระบบสุขภาพมีแพทย์และทรัพยากรในภาคเอกชนในระดับปฐมภูมิ ซึ่ง สปสช. เริ่มสนับสนุนการจัดบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดเพื่อเชื่อมต่อระบบทั้งรัฐและเอกชน ให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการจัดบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพ สรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษาสะท้อนความจำเป็นในการเร่งพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิโดยสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การเพิ่มการลงทุนในบริการปฐมภูมิ การสร้างความเข้มแข็งของระบบการทำงานแนวราบเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิในพื้นที่ การสร้างเครือข่ายทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวร่วมกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพบริการปฐมภูมิ และจำเป็นต้องมีระบบติดตามประเมินผลที่สะท้อนคุณค่าของการจัดบริการตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวสำหรับการพัฒนาคุณภาพบริการ",
        "contractNo": "67-055",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-07-23T16:03:19.000+07:00"
    },
    {
        "id": "1d13e9a5-c9e5-4242-a93e-bffc82b1b8c5",
        "handle": "11228/6289",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6289",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การสังเคราะห์ข้อเสนอและออกแบบเชิงนโยบายการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูงในองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจการบริการสุขภาพปฐมภูมิ",
        "authors": [
            "ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา",
            "Tatchalerm Sudhipongpracha",
            "อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี",
            "Achakorn Wongpreedee",
            "ภคพล เอี่ยมไพบูลย์พันธุ์",
            "Pakkaphon Aiempaiboonphan",
            "ภูริชญ์ สุจริตพุทธังกูร",
            "Purit Sutjaritphutthangkun"
        ],
        "description": "การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และจัดทำแนวทางการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง (Advanced Life Support Unit : ALS) ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่รับถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้เป็นไปตามมาตรฐานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) พร้อมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนความพร้อมและความเหมาะสมของการบริหารหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูงใน อบจ. ได้แก่ อบจ.ระยอง อบจ.เชียงใหม่ และอบจ.สงขลา การศึกษานี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง การสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในระดับพื้นที่ และการสํารวจความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินของกลุ่มตัวอย่างประชาชน ผลการศึกษาพบว่า การจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง มีความเหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายของ อบจ.ระยอง อบจ.เชียงใหม่ และอบจ.สงขลา ตลอดจนสภาพบริบทเชิงพื้นที่และลักษณะความจําเป็นในการผสมผสานการดูแลผู้ป่วยแบบระยะยาวกับการดูแลผู้ป่วยในภาวะวิกฤติฉุกเฉิน ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างสังคมสูงวัยสมบูรณ์ (Aged Society) และการเปลี่ยนผ่านทางด้านระบาดวิทยา (Epidemiological Transition) และยังถือเป็นโอกาสสำหรับ รพ.สต.ถ่ายโอนในการยกระดับการบริการสุขภาพปฐมภูมิด้วยการบูรณาการการแพทย์ฉุกเฉินกับการบริการปฐมภูมิด้านอื่น และการดูแลผู้ป่วยระยะยาว ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทยและทำให้สามารถรองรับปรากฏการณ์สังคมสูงวัยและปัญหาสุขภาพด้านอื่นได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยยังต้องเร่งรัดการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ อบจ. สามารถจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ สพฉ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรทำงานเชิงรุกให้มากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อม อบจ. สำหรับการจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งถือเป็นบริการสาธารณะใหม่ของ อบจ.",
        "contractNo": "67-048",
        "issuedDate": "2568-05",
        "accessionedDate": "2025-07-22T15:07:28.000+07:00"
    },
    {
        "id": "f5abeaa1-c7e0-42a1-8f32-f3f0a62fcb03",
        "handle": "11228/6288",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6288",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การติดตามสถานการณ์ด้านระบบข้อมูลสุขภาพ และการออกแบบการจัดการระบบข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสม ภายใต้การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "พินิจ ฟ้าอำนวยผล",
            "Pinij Faramnuayphol"
        ],
        "description": "การติดตามสถานการณ์ด้านระบบข้อมูลสุขภาพ และการออกแบบการจัดการระบบข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสม ภายใต้การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นการศึกษาติดตามผลของการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในปีงบประมาณ 2566-2567 ซึ่งเป็น 2 ปีแรกของการถ่ายโอนภารกิจ ที่อาจจะกระทบต่อระบบข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะในส่วนของ รพ.สต. ที่มีการถ่ายโอนไปยัง อบจ. โดยศึกษาจากข้อมูลบริการสุขภาพ ได้แก่ ข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยนอก และข้อมูลการให้บริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ที่ส่งเข้าสู่ระบบคลังข้อมูลสุขภาพ (Health data center) และศึกษาการดำเนินงานด้านข้อมูลบริการสุขภาพ รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อข้อมูลบริการสุขภาพ โดยการศึกษาเชิงคุณภาพในพื้นที่ 6 จังหวัด ที่มีสัดส่วนของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. ที่แตกต่างกัน และศึกษาสถานการณ์ข้อมูลเฝ้าระวังโรคที่ส่งจาก รพ.สต. ภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ผลของการศึกษาพบว่า การส่งข้อมูลบริการสุขภาพ ส่วนใหญ่ยังดำเนินการตามเดิม จากข้อมูลผู้ป่วยนอกพบว่า รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. ส่วนใหญ่ (เกินร้อยละ 95) ส่งข้อมูลครบทุกเดือน ในปีงบ 2567 และจำนวนเดือนที่ขาดส่งข้อมูลผู้ป่วยนอก สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. ต่ำกว่าร้อยละ 1 ในปีงบ 2567 สถานการณ์ข้อมูลบริการผู้ป่วยนอก หากไม่รวมผู้ป่วยโรคโควิด-19 และรหัสการให้บริการ ซึ่งรวมบริการคัดกรองโรค จะมีจำนวนครั้งผู้ป่วยนอกที่ลดลงเพียงร้อยละ 2.8 ในปีงบ 2566 เทียบกับปีงบ 2565 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2566 และลดลงเพียงร้อยละ 4 ในปีงบ 2567 เทียบกับปีงบ 2566 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2567 อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ป่วยนอก มีแนวโน้มที่ลดลงในบางกลุ่มโรค สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. โดยผู้ป่วยโรคเบาหวาน ลดลง ร้อยละ 9.6 ในปีงบ 2566 เทียบกับปีงบ 2565 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2566 และลดลงร้อยละ 13.9 ในปีงบ 2567 เทียบกับปีงบ 2566 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2567 ซึ่งคล้ายคลึงกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ความครอบคลุมของการฝากครรภ์ครบ 5 ครั้งตามเกณฑ์ ลดลง ร้อยละ 13.5 ในปีงบ 2566 เทียบกับปีงบ 2565 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2566 และลดลงร้อยละ 9.4 ในปีงบ 2567 เทียบกับปีงบ 2566 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2567 ความครอบคลุมของวัคซีนครบตามเกณฑ์ อายุ 1 ปี ลดลง ร้อยละ 7.8 ในปีงบ 2566 เทียบกับปีงบ 2565 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2566 และลดลงร้อยละ 7.2 ในปีงบ 2567 เทียบกับปีงบ 2566 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2567 ความครอบคลุมของการคัดกรองเบาหวาน อายุ 35 ปีขึ้นไป ลดลง ร้อยละ 21.4 ในปีงบ 2566 เทียบกับปีงบ 2565 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2566 และลดลงร้อยละ 31.4 ในปีงบ 2567 เทียบกับปีงบ 2566 สำหรับ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในปีงบ 2567 ซึ่งคล้ายคลึงกับการคัดกรองความดันโลหิตสูง และสำหรับข้อมูลเฝ้าระวังโรค ที่ส่งมาจาก รพ.สต. มีแนวโน้มที่ลดลงในปีงบปะมาณ 2567 ซึ่งไม่แตกต่างกัน ระหว่างจังหวัดที่มีร้อยละของการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ที่แตกต่างกัน โดยในภาพรวมมีจำนวนผู้ป่วยที่ส่งจาก รพ.สต. ลดลงร้อยละ 63.4 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2566 ซึ่งเกิดจากการปรับระบบรายงานโรคเป็น D506 (บันทึกออนไลน์) เป็นหลัก โดยระบบดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินงานใน รพ.สต. โดยส่วนใหญ่ปัจจัยที่ส่งผลต่อข้อมูลบริการ ได้แก่ ปัจจัยด้านการให้บริการ และปัจจัยด้านกระบวนการบันทึกและส่งข้อมูล โดยปัจจัยด้านการให้บริการรักษา จะประกอบด้วย รูปแบบการจัดสรรเงิน ที่ส่งผลต่อการสนับสนุนแพทย์/บุคลากร และการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพในการให้บริการ โดยในส่วนของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในกรณีที่โรงพยาบาลส่งแพทย์ไปตรวจที่ รพ.สต. ในบางจังหวัด อาจบันทึกข้อมูลเป็นผลงานของโรงพยาบาล ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ รพ.สต. ลดลงได้ โดยปัจจัยด้านการจัดบริการ น่าจะมีผลต่อข้อมูลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มากกว่าปัจจัยด้านการบันทึกข้อมูลหรือส่งข้อมูล ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ได้แก่ ปัจจัยด้านแรงจูงใจจากการเบิกจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ และการติดตามกำกับตามตัวชี้วัดของหน่วยบริหาร ที่เชื่อมโยงกับการประเมินผลงานของ รพ.สต. และบุคลากร ทำให้บริการที่ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นตัวชี้วัด หรือไม่ได้รับการกำกับติดตามโดยเฉพาะบริการคัดกรองโรคเรื้อรังที่มีปริมาณงานมาก มีผลงานที่ลดลง และบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจของบุคลากรในการบันทึกข้อมูลและส่งข้อมูล รวมทั้งการบันทึกข้อมูลและส่งข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เช่นในกรณีของบริการวัคซีนในบาง รพ.สต. ทั้งนี้ระบบสนับสนุนด้านข้อมูล กลไกการใช้ข้อมูลของฝ่ายบริหาร รวมทั้งนโยบายและข้อตกลงในการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การดำเนินงานด้านข้อมูลยังคงมีประสิทธิภาพการออกแบบและพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพปฐมภูมิ ประกอบด้วย การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบแสดงผลข้อมูลทรัพยากรและมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ข้อมูลบริการสุขภาพปฐมภูมิ ข้อมูลเฝ้าระวังโรคและการบาดเจ็บ ข้อมูลสถานะสุขภาพ ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ และการบูรณาการระบบแสดงผลข้อมูลเพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ รวมทั้งการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านบริการรักษา และด้านบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ทั้งนี้ข้อเสนอเชิงนโยบาย ประกอบด้วย 1) การพัฒนากลไกสนับสนุนด้านระบบข้อมูลสุขภาพปฐมภูมิในภาพรวม ตาม พรบ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ได้แก่ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับ ยุทธศาสตร์ การกำกับติดตาม ประเมินผล และระบบข้อมูล การพัฒนากรอบการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นมาตรฐาน การพัฒนาตัวชี้วัดในการติดตามประเมินผลระบบสุขภาพปฐมภูมิ การพัฒนากลไกการกำกับติดตาม ประเมินผล การพัฒนาข้อตกลงในการดำเนินงานด้านระบบข้อมูลสุขภาพปฐมภูมิ การกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การปรับมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิด้านระบบสารสนเทศ 2) การพัฒนากลไกสนับสนุนด้านระบบข้อมูลสุขภาพปฐมภูมิระดับจังหวัด ได้แก่ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ การกำกับติดตาม ประเมินผล และระบบข้อมูลระดับจังหวัด การพัฒนาตัวชี้วัดร่วม ในการติดตามประเมินผลระบบสุขภาพปฐมภูมิระดับจังหวัด การพัฒนากลไกการกำกับติดตามประเมินผลระบบสุขภาพปฐมภูมิระดับจังหวัด การพัฒนาระบบสนับสนุนการดำเนินงานด้านระบบข้อมูลสุขภาพปฐมภูมิ และ 3) การบริหารจัดการระบบบริการและการเงินการคลังที่สนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ได้แก่ การจัดระบบบริการสุขภาพที่เหมาะสมต่อบริการปฐมภูมิ และการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังสุขภาพที่เหมาะสมต่อบริการปฐมภูมิ",
        "contractNo": "67-076",
        "issuedDate": "2568-07",
        "accessionedDate": "2025-07-17T15:48:24.000+07:00"
    },
    {
        "id": "64484d1a-a15e-4cec-8405-4047812adfd1",
        "handle": "11228/6287",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6287",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส โปรตีน NS1 และแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสเด็งกี่จากตัวอย่างน้ำในช่องปาก ในผู้ป่วยเด็กที่สงสัยติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ (ปีที่ 2)",
        "authors": [
            "ปนิษฎี อวิรุทธ์นันท์",
            "Panisadee Avirutnan"
        ],
        "description": "โรคไข้เลือดออก เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของโลก เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ซึ่งมีอาการทางคลินิกมากถึง 390 ล้านคนต่อปี โดยทั่วไปคนที่ติดเชื้อไวรัสเด็งกี่จะไม่แสดงอาการ แต่มีผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งที่จะมีอาการทางคลินิก แบ่งออกเป็น กลุ่มไข้เด็งกี่ที่มีอาการไม่รุนแรง และกลุ่มโรคไข้เลือดออก ซึ่งมีลักษณะสำคัญที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพภาวะที่มีการรั่วของสารน้ำออกนอกหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที อาจถึงแก่ชีวิตได้ สาเหตุการเกิดโรคไข้เลือดออกเกิดจากติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ซึ่งอยู่ในกลุ่มของฟลาวิไวรัส มี 4 ซีโรทัยป์ ได้แก่ 1, 2, 3 และ 4 มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อ ยังไม่มีวิธีใดที่สามารถรักษาหรือป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ และวัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันยังมีประสิทธิผลจำกัด รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงที่ต้องเข้าโรงพยาบาลหากผู้ได้รับวัคซีนที่ไม่เคยติดไวรัสเด็งกี่มาก่อน โดยปกติการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่สามารถทำได้จากตัวอย่างเลือดของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีการใช้สิ่งส่งตรวจชนิดอื่น ๆ ของผู้ป่วยไข้เลือดออก เช่น น้ำลาย หรือปัสสาวะ ในการตรวจการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ และแอนติบอดีต่อไวรัสเด็งกี่ นอกจากนี้ปัจจุบันมีการใช้ “oral fluid” หรือ น้ำในช่องปาก ในการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อต่าง ๆ เช่น HIV, Hepatitis (HCV, HAV, HBV) ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่าการเก็บตัวอย่างโดยวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำ ดังนั้น จึงได้ศึกษาการเก็บตัวอย่างเลือดควบคู่กับการเก็บตัวอย่างน้ำในช่องปาก จะสามารถทดแทนการใช้ตัวอย่างเลือดได้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบในแง่ของความไวและความจำเพาะของการตรวจหาไวรัสเด็งกี่ โปรตีน NS1 และแอนติบอดีต่อไวรัสเด็งกี่ พบว่าถึงแม้จะไม่สามารถใช้ตัวอย่างน้ำในช่องปากตรวจหาการติดเชื้อฯ โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือโปรตีน NS1 ของไวรัสได้ แต่ผลการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสได้ ทั้ง IgM และ IgG ซึ่งปริมาณแอนติบอดีที่ตรวจพบในตัวอย่างน้ำในช่องปากและในตัวอย่างเลือดนั้นมีความสัมพันธ์กัน และในเบื้องต้นยังพบว่าการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสเด็งกี่ IgM/IgG จากตัวอย่าง oral fluid มีความไวและความจำเพาะสูง (97.9% และ 83.0%) นอกจากนี้ยังสามารถตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิด IgG ในช่วงท้ายของการมีไข้ตลอดจนถึงประมาณ 1 – 2 เดือนหลังมีไข้ได้ถึง 59.0% จากผลการศึกษานี้ทำให้พบว่าการใช้น้ำในช่องปากเป็นตัวอย่างในการตรวจหาแอนติบอดี ทดแทนการเจาะเลือด เพื่อตรวจหาผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการในช่วงเวลาที่มีการระบาด ตรวจติดตามการแพร่ระบาดในประชากรเด็กกลุ่มใหญ่ หรือคัดกรองผลของการได้รับวัคซีนนั้นสามารถทำได้",
        "contractNo": "66-169",
        "issuedDate": "2568-06",
        "accessionedDate": "2025-07-09T11:14:26.000+07:00"
    },
    {
        "id": "7f4be36c-f72b-4bed-b764-add9db3ba93f",
        "handle": "11228/6286",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6286",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การใช้ฐานข้อมูลเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชนในการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางจากมลพิษข้ามแดน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา สปป.ลาว",
        "authors": [
            "สมพร เพ็งค่ำ",
            "Somporn Pengkam",
            "ยุพาภรณ์ ติรไพรวงศ์",
            "Yupaporn Tirapaiwong",
            "สุภาพร วรรณสันทัด",
            "Supaporn Wannasuntad",
            "มนทกานต์ ฉิมมามี",
            "Montakarn Chimmamee",
            "ธัญศิภรณ์ ณ น่าน",
            "Tansiphorn Na Nan",
            "สุกัญญา มีสกุลทอง",
            "Sukanya Meesakulthong"
        ],
        "description": "งานวิจัยเรื่อง การใช้ฐานข้อมูลเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชนในการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางจากมลพิษข้ามแดน กรณี โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา สปป.ลาว เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชนกรณีมลพิษข้ามแดนจากโรงไฟฟ้าหงสา ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปิดพื้นที่ปฏิบัติการร่วมอันนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายนักวิจัยข้ามศาสตร์และเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง 2) สร้างและพัฒนาเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง ในการเฝ้าระวังสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กในพื้นที่เสี่ยงปนเปื้อนสารปรอท และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากก๊าซกรด 3) สนับสนุนให้มีการนำข้อมูลจาก C-Site Databased มาวิเคราะห์และแปลผล ร่วมกันระหว่างเครือข่ายนักวิจัยข้ามศาสตร์และเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง และร่วมกันจัดทำเนื้อหาสำหรับการสื่อสารความเสี่ยง และ 4) เปิดพื้นที่สนทนาทางนโยบาย (Policy Dialogue Platform) แลกเปลี่ยนแนวทางและมาตรการปกป้องกลุ่มเปราะบางจากมลพิษข้ามแดน ขั้นตอนการดำเนินงานประกอบไปด้วย การสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายนักวิจัยข้ามศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง หน่วยงานส่วนราชการและท้องถิ่น ในการร่วมกันเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และชุมชนในการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการรับสัมผัสมลพิษจากปรอท พัฒนาแนวทางการปรับตัวของเกษตรกรกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน การสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication) ต่อกลุ่มเป้าหมายและสาธารณะ และการขับเคลื่อนมาตรการ/นโยบายในการปกป้องกลุ่มเปราะบาง ผลการศึกษาพบว่า 1) การใช้วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองในการเฝ้าระวังทางสิ่งแวดล้อมได้รับการยอมรับและถูกนำไปปฏิบัติในระดับชุมชนโดยโรงเรียนเป็นผู้มีบทบาทนำ 2) หญิงตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์และเด็กปฐมวัย มีความเสี่ยงทางสุขภาพจากเมทิลเมอคิวรี่ ซึ่งเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานปลาและหอยหลายชนิดจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสารปรอท 3) การเปลี่ยนแปลงของผลผลิตทางการเกษตร อาจเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งกลไกการจัดการเชิงพื้นที่ รูปแบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง องค์ความรู้ของเกษตรกร ต้นทุนการวางระบบการจัดการที่เหมาะสม แรงงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดจากมลพิษข้ามแดน ซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจ รอบรู้ และมีศักยภาพในการติดตามและเฝ้าระวัง เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่หลากหลายเหล่านี้ได้",
        "contractNo": "67-021",
        "issuedDate": "2568-04",
        "accessionedDate": "2025-07-02T16:35:29.000+07:00"
    },
    {
        "id": "882a38e3-88fa-4200-b39b-c60809936bf9",
        "handle": "11228/6285",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6285",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การสาธิตการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการภาคประชาชนเพื่อจัดการความเสี่ยงของประชาชนกลุ่มเปราะบางจังหวัดน่าน จากการตกสะสมของก๊าซกรดและปรอทข้ามพรมแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ใน สปป.ลาว",
        "authors": [
            "ธนพล เพ็ญรัตน์",
            "Tanapon Phenrat",
            "วิน ไตรวิทยานุรักษ์",
            "Win Trivitayanurak",
            "มนุพัศ โลหิตนาวี",
            "Manupat Lohitnavy",
            "ศรัณย์พร เกิดเกาะ",
            "Saranporn Kirdkoh",
            "พิชชาภา วงศ์คำลือ",
            "Phichapa Wongkumlue",
            "วรากร มณีชูเกตุ",
            "Warakorn Maneechuket"
        ],
        "description": "การวิจัยนี้ศึกษาการใช้ระบบวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนเพื่อเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงจากการตกสะสมของก๊าซกรดและปรอทข้ามพรมแดนในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยเน้นการเปลี่ยนจาก \"การสาธิต\" สู่ \"ระบบแก้ปัญหา\" ที่เป็นรูปธรรม ผลการศึกษาพบว่าเครือข่ายนักวิจัยพี่เลี้ยงภาคประชาชน 28 คน ในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน สามารถเก็บข้อมูลได้ 1,210 รายการ ซึ่งนำไปวิเคราะห์ด้วยระบบการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ข้อมูล C-Site ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลการตรวจวัดพบว่าดินในชั้นผิวหน้า (0-5 เซนติเมตร) มีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 ในเกือบทุกพื้นที่ศึกษา โดยมีความสัมพันธ์เชิงลบกับการเกิดโรคพืช (p < 0.01) การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นว่าเมื่อค่า pH ลดลง (ดินเป็นกรดมากขึ้น) มีแนวโน้มพบการเกิดโรคพืชสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคเมล็ดด่าง (r = -0.67) และโรคใบไหม้ในข้าวและข้าวโพด (r = -0.62) นอกจากนี้ยังพบการสะสมเมทิลเมอร์คิวรีในปลาในช่วง 0.01-0.49 mg/kg โดยปลาครีบขนนกจากแม่น้ำน่านบริเวณอำเภอทุ่งช้างมีค่าเกินมาตรฐาน (0.49 mg/kg) ส่วนในข้าวพบการสะสมในช่วง Not Detected ถึง 0.03 mg/kg ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานความปลอดภัย (0.1 mg/kg) การศึกษาพบรูปแบบการเพิ่มขึ้นของการสะสมเมทิลเมอร์คิวรีในปลาตามแนวการไหลของแม่น้ำน่าน จากต้นน้ำไปท้ายน้ำ โดยปลากินเนื้อ (carnivorous fish) มีการสะสมสูงกว่าปลากินพืช (0.09 vs. 0.04 mg/kg, p< 0.001) และปลาในแหล่งน้ำไหลมีการสะสมสูงกว่าปลาในแหล่งน้ำนิ่ง (0.09 vs. 0.05 mg/kg, p < 0.01) สำหรับข้าว พบว่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีสีเข้ม เช่น ข้าวคอลายดาและข้าวเข็ม มีการสะสมปรอทสูงกว่าข้าวทั่วไป และข้าวที่ปลูกในพื้นที่นาลุ่มมีการสะสมสูงกว่าข้าวที่ปลูกในพื้นที่ไร่ (p < 0.05) ผลการวิเคราะห์พบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการตกสะสมของปรอทจากแบบจำลอง AERMOD กับการสะสมเมทิลเมอร์คิวรีทั้งในปลา (r = 0.64, p < 0.01) และข้าว (r = 0.58, p < 0.05) โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตกสะสมของปรอทตามแผนที่มีการตรวจพบการสะสมเมทิลเมอร์คิวรีสูงกว่าพื้นที่อื่น ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างการตกสะสมของมลพิษข้ามพรมแดนกับการสะสมในห่วงโซ่อาหาร การวิเคราะห์สาเหตุของความเป็นกรดในดินพบปัจจัยร่วมระหว่างฝนกรดและการใช้ปุ๋ยแอมโมเนีย โดยในพื้นที่ใกล้ชายแดนได้รับอิทธิพลจากฝนกรดมากกว่าพื้นที่อื่น โครงการได้พัฒนากลไกการส่งต่อข้อมูลสู่หน่วยงานภาครัฐ ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายนักวิจัยพี่เลี้ยงภาคประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐ 7 แห่ง โดยข้อมูลได้ถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาในรูปแบบงานประจำ ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและจัดการมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่หน่วยงานภาครัฐเข้าถึงได้จำกัด และสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อื่นต่อไป",
        "contractNo": "67-023",
        "issuedDate": "2568-05",
        "accessionedDate": "2025-07-02T15:53:53.000+07:00"
    },
    {
        "id": "6089dcae-fd38-4480-be8b-037c5cb539d4",
        "handle": "11228/6284",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6284",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การสร้างและจัดการองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: ทบทวนผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มุ่งสู่ทางข้างหน้า",
        "authors": [
            "วริศา พานิชเกรียงไกร",
            "Warisa Panichkriangkrai",
            "ชาฮีดา วิริยาทร",
            "Shaheda Viriyathorn",
            "อรทัย วลีวงศ์",
            "Orratai Waleewong",
            "จอมขวัญ โยธาสมุทร",
            "Jomkwan Yothasamut",
            "จิณณพัต สุวรรณเกตกะ",
            "Jinnapat Suvannakatka",
            "วริษฐา หวังศิรบรรจง",
            "Waritta Wangsirabanchong"
        ],
        "description": "การประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2567 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ภายใต้หัวข้อ “การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: กุญแจสู่ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนานโยบายด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการผลิตองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของไทย เพื่อใช้เป็นเอกสารนำเข้าในการประชุมดังกล่าว รวมถึงรวบรวมความคิดเห็นและการระดมสมองจากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาข้อเสนอสำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การศึกษานี้ได้นำแนวคิดด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและกฎบัตรออตตาวามาใช้ในการออกแบบการศึกษาเชิงวิชาการ โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ระบบนิเวศเพื่อป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จและความท้าทาย รวมถึงแนวทางการดำเนินงานในอนาคตเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคน 2) กองทุนสุขภาพตำบล เป็นการวิเคราะห์ผลการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะการจัดการด้านสุขภาพ การใช้ทรัพยากร และประสิทธิภาพในการดำเนินงานภายใต้กองทุนตำบล 3) การเพิ่มความสามารถให้ประชาชนในการดูแลสุขภาพ กรณีศึกษา โรคเบาหวานระยะสงบ เป็นการศึกษาความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ และการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในการดูแลตนเอง และ 4) การป้องกันภาวะเปราะบางในสังคมสูงวัย เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการคัดกรองและดูแลภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในชุมชน ความท้าทายในการค้นหาและดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะก่อนเปราะบางให้กลับมาเป็นกลุ่มที่มีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงการดูแลกลุ่มที่มีภาวะเปราะบางให้กลับมาเป็นกลุ่มที่มีภาวะก่อนเปราะบาง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้จากการจัดทำข้อมูลดังกล่าว ร่วมกับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2567 ถูกนำมาใช้ในการจัดทำข้อเรียกร้องเพื่อการลงมือทำทันที จำนวน 23 ข้อ ครอบคลุมสาระสำคัญด้านการสร้างเสริมความเข้มแข็งของนโยบายสาธารณะ ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางกำกับควบคุม การยกระดับการดำเนินงาน ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การสนับสนุนการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นและชุมชน กลยุทธ์ด้านสุขภาพแบบเฉพาะกลุ่มและพื้นที่ การพัฒนากลไกการติดตามและประเมินผล การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และการพัฒนาระบบสุขภาพโดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยสาระสำคัญดังกล่าวเป็นมติร่วมกันของผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2567 ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนและพัฒนานโยบายด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป",
        "contractNo": "67-186",
        "issuedDate": "2568-06",
        "accessionedDate": "2025-07-02T10:47:49.000+07:00"
    }
]