[
    {
        "id": "c1a6bc9f-85f6-4151-844f-8d73d2fa7f12",
        "handle": "11228/6367",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6367",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน: กรณีศึกษาการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)",
        "authors": [
            "สมพร เพ็งค่ำ",
            "Somporn Pengkam",
            "ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย",
            "Kwanpracha Chiangchaisakulthai",
            "จารุภา พานิชภักดิ์",
            "Jarupa Panitchpakdi",
            "เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง",
            "Penchom Saetang",
            "นวพร อาดำ",
            "Nawaporn Adum",
            "วิสาข์ สุพรรณไพบูลย์",
            "Wisa Supanpaiboon",
            "อภิญญา กาดขุนทด",
            "Apinya Kardkuntod",
            "สมเกียรติ จันทรสีมา",
            "Somkiat Juntursima",
            "อ้อมจันทร์ วงศ์สดสาย",
            "Aomjan Wongsodsai",
            "บัณฑิต หอมเกษ",
            "Bandit Homket",
            "ประภัสสร ปานป้อมเพชร",
            "Prapassorn Panpompechr",
            "คนางค์ คันธมธุรพจน์",
            "Kanang Kantamaturapoj",
            "ธีรพัฒน์ อังศุชวาล",
            "Theerapat Ungsuchaval"
        ],
        "description": "การร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา นำไปสู่การระงับกิจการชั่วคราวตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 72/2559 และการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม การขาดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ครบถ้วนทำให้ไม่สามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจน ต่อมาภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 เหมืองดังกล่าวได้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และมีข้อตกลงร่วมกันให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สนับสนุนการวิจัย “การเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน” เพื่อเสริมสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากกิจกรรมเหมืองแร่ทองคำ โครงการนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อสุขภาพ” ดำเนินการระยะแรก (พ.ศ. 2567–2568) ครอบคลุมการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดมลพิษ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดสำหรับชุมชน ระบบบันทึกข้อมูล (แพลตฟอร์ม C-Site) และหลักสูตรนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการปนเปื้อนของสารหนูและซัลเฟตในบ่อประปาหมู่บ้านรอบเหมืองมีความสัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศ โดยจังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดพิษณุโลก การทดลองใช้เครื่องมือและระบบเฝ้าระวังโดยชุมชนพบว่ามีความเป็นไปได้สูงในการประยุกต์ใช้จริงทั้งในระดับชุมชนและโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบการจัดการขยะอันตรายจากชุดทดสอบสารหนูและกลไกการตอบสนองเมื่อตรวจพบมลพิษ ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อสุขภาพในระดับชาติ การพัฒนาเครื่องมือราคาประหยัดที่ประชาชนเข้าถึงได้ การบูรณาการหลักสูตรในสถานศึกษา การใช้ข้อมูลจากภาคประชาชนในการกำกับกิจการเหมือง และการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และระเบียบกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ เพื่อรับรองบทบาทของชุมชนในการเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างยั่งยืน",
        "contractNo": "67-166",
        "issuedDate": "2568-11",
        "accessionedDate": "2025-11-25T13:56:25.000+07:00"
    },
    {
        "id": "599a216b-581f-4744-a566-30e8fb79700c",
        "handle": "11228/6366",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6366",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การศึกษาระดับภูมิต้านทานโรคโควิด-19 (Anti-S, Anti-N and FRNT) และหลักฐานการติดเชื้อต่อโควิด-19 ในประชากรไทย เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนป้องกันและควบคุมโควิด-19",
        "authors": [
            "ยง ภู่วรวรรณ",
            "Yong Poovorawan",
            "หนึ่งฤทัย สุนทรวงศ์",
            "Nungruthai Suntronwong",
            "ภรจริม นิลยนิมิต",
            "Pornjarim Nilyanimit",
            "ศิรภา กลิ่นเฟื่อง",
            "Sirapa Klinfueng",
            "สิทธิชัย กนกอุดม",
            "Sitthichai Kanokudom",
            "สุวิชาดา อัศวโกสีย์",
            "Suvichada Assawakosri"
        ],
        "description": "โรคโควิด-19 เกิดจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 พบครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562  ยังคงเป็นโรคอุบัติใหม่ องค์ความรู้ต่าง ๆ ยังมีไม่มาก โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านภูมิต้านทานสายพันธุ์ใหม่ของ SARS-CoV-2 เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังคงเกิดขึ้นและแพร่กระจายในประชากรเป็นเวลามากกว่าสี่ปีหลังจากเริ่มมีการระบาด อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 อาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง การรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงนี้อาจเป็นเพราะมีการใช้ชุดตรวจแอนติเจนอย่างแพร่หลาย ซึ่งทำให้สามารถตรวจหาเชื้อด้วยตนเองได้ในช่วงที่มีอาการ และลดจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือการยืนยันด้วยวิธี RT-PCR (reverse transcription polymerase chain reaction) ที่บันทึกไว้ในสถิติสาธารณสุข ยิ่งไปกว่านั้น การติดเชื้อ Omicron มักส่งผลให้มีอาการเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการ ซึ่งส่งผลให้มีการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น การตรวจพบแอนติบอดีต่อโปรตีนนิวคลีโอแคปสิด (antinucleocapsid antibodies) ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายย้อนหลังของการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในขณะที่แอนติบอดีต่อส่วนจับกับตัวรับ (RBD) โดยทั่วไปบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ การฉีดวัคซีน หรือทั้งสองอย่าง ดังนั้น การประเมินภูมิคุ้มกันต่อ SARS-CoV-2 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการติดตามภาระของโรคอย่างแม่นยำ และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันในระดับประชากร เนื่องจากการครอบคลุมวัคซีนทั่วโลกในระดับสูงและการติดเชื้อซ้ำ ๆ หลายระลอก ภูมิคุ้มกันของประชากรจึงเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าความแตกต่างจะยังคงเปลี่ยนแปลงไปในกลุ่มอายุต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสกับสายพันธุ์ในช่วงแรก ผ่านการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อ ได้หล่อหลอมภูมิคุ้มกันโดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการสัมผัสในอดีตมากกว่าการติดเชื้อสายพันธุ์ในภายหลัง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า immune imprinting นอกจากนี้ การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในเด็กยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีนัก ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยหนักจาก COVID-19 โดยมักประสบกับอาการป่วยที่ยาวนาน ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับระดับภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในประชากรต่อสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดล่าสุด และไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรได้รับวัคซีนบูสเตอร์ COVID-19 ที่ปรับปรุงใหม่หรือไม่ ประเทศไทยได้ประสบกับการระบาดของ SARS-CoV-2 หลายระลอกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก การศึกษาครั้งก่อนที่ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงมกราคม พ.ศ. 2566 รายงานว่า 72.4% ของประชากรมี seroprevalence ที่เกิดจากการติดเชื้อ ในขณะที่ 97.4% มีแอนติบอดีต่อ SARS-CoV-2 ซึ่งบ่งชี้ว่าเคยมีการติดเชื้อ การฉีดวัคซีน หรือทั้งสองอย่าง อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันยังไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับอายุในยุคหลังการระบาดใหญ่ของ COVID-19 และการตอบสนองข้ามสายพันธุ์ (crossreactivity) ต่อสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ที่กำลังแพร่ระบาดล่าสุด เพื่อแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ เราได้ดำเนินการสำรวจ serosurvey ในประชากรเป็นเวลาสี่ปีหลังจากการเริ่มระบาดของ COVID-19 ในพื้นที่ศึกษา 12 แห่ง ในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมิน seroprevalence ของ SARS-CoV-2 ที่จำแนกตามอายุ โดยเน้นที่เด็กเป็นพิเศษ และเพื่อประเมินผลกระทบของการสัมผัส SARS-CoV-2 และการฉีดวัคซีนต่อฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อสายพันธุ์ wild-type (WT) และสายพันธุ์ JN.1 ที่กำลังแพร่ระบาดล่าสุดในกลุ่มอายุต่าง ๆ เราตั้งสมมติฐานว่าทุกกลุ่มอายุยังคงได้รับการสัมผัสกับ SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี seroprevalence สูงในประชากร และความแตกต่างในประวัติการติดเชื้อและการฉีดวัคซีนก่อนหน้านี้อาจมีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างของฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อสายพันธุ์ wild-type (WT) และ JN.1 ในกลุ่มอายุต่าง ๆ ต่างจากการศึกษาครั้งก่อน ในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2567 และรวมตัวอย่างจากทารกที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ เพื่อเป็นตัวแทนของช่วงอายุที่กว้างขึ้น โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับอายุ การตอบสนองข้ามสายพันธุ์ต่อสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน และภูมิทัศน์การติดเชื้อหลังจากการระบาดของ Omicron ในช่วงหลัง ข้อมูลเหล่านี้จะนำทางกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขในการติดตามการสัมผัส SARS-CoV-2 การเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายการฉีดวัคซีน รวมถึงคำแนะนำในการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ และการจัดลำดับความสำคัญในการกระจายวัคซีนตามความคุ้มค่าผลการศึกษา เนื่องจากสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขอบเขตของผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของประชากรผ่านการระบาดซ้ำ ๆ ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีนัก การศึกษาครั้งนี้ประเมินการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่จำแนกตามอายุและผลของการฉีดวัคซีนต่อการลบล้างฤทธิ์ (neutralization) ต่อสายพันธุ์ดั้งเดิม (WT) และสายพันธุ์ JN.1 จากการศึกษา พบว่าเมื่อทำการวิเคราะห์ตัวอย่างซีรั่ม 4,371 ตัวอย่างจากบุคคลที่มีอายุ 6 เดือนถึง 80 ปี (พฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2567) เราพบว่า 95.1% ของผู้เข้าร่วมมี Anti-N Ig ที่ตรวจพบได้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อก่อนหน้านี้ในวงกว้าง ในบรรดาเด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน (6 เดือน-4 ปี) 96.5% แสดงแอนติบอดี Anti-RBD หรือ Anti-N Ig ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อ JN.1 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามอายุ แต่เด็กอายุ 6 เดือน-4 ปีแสดงฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อ JN.1 สูงกว่า WT ในขณะที่บุคคลที่มีอายุ ≥12 ปีแสดงรูปแบบตรงกันข้าม บุคคลที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนแสดงฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อ JN.1 ที่แข็งแกร่งกว่า ในขณะที่ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการฉีดวัคซีนมีฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อ JN.1 ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ WT โดยไม่คำนึงถึงปริมาณวัคซีน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในฤทธิ์การลบล้างฤทธิ์ของ JN.1 ในปริมาณวัคซีนหรือกลุ่มอายุ แม้ว่า 86.5% ของผู้เข้าร่วมจะแสดงฤทธิ์ในการลบล้างฤทธิ์ต่อ JN.1 แต่ระดับ (titers) ยังคงค่อนข้างต่ำ ผลการวิจัยเหล่านี้เน้นย้ำว่าเด็กเกือบทุกคนเคยประสบกับการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ไม่แสดงอาการและชี้ให้เห็นว่าการสัมผัสตามธรรมชาติช่วยรักษาภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่ การกระตุ้นที่เกิดจากการติดเชื้ออาจปรับปรุงการป้องกันในระดับชุมชนและบรรเทา immune imprinting ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์วัคซีน",
        "contractNo": "68-025",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-11-17T15:11:51.000+07:00"
    },
    {
        "id": "11139014-030b-4410-aac2-8eb5858c4d62",
        "handle": "11228/6365",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6365",
        "collection": "Documents/Pocket Books",
        "title": "HSRI Highlight หนักแน่นสร้างความรู้ พัฒนาระบบสุขภาพไทย",
        "authors": [
            "สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข",
            "Health Systems Research Institute"
        ],
        "description": "สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีบทบาทสำคัญในการสร้างและขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบสุขภาพที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ตลอดจนแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทที่ สวรส. ยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ตลอดปี พ.ศ. 2567 สวรส. มุ่งมั่นและทุ่มเทในการบริหารจัดการและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาระบบสุขภาพได้จริง และเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ทั้งในรูปแบบของข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประเทศ การขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่สิทธิประโยชน์ของคนไทยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการให้บริการจีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ การพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายการวิจัยด้านระบบสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งตลอดการเดินทาง สวรส. มุ่งมั่นที่จะสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนในระบบสุขภาพ รวมถึงพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ของสังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว",
        "issuedDate": "2568-11",
        "accessionedDate": "2025-11-12T16:48:38.000+07:00"
    },
    {
        "id": "179b830f-b3d9-4fdf-826a-9982bf8b3d47",
        "handle": "11228/6364",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6364",
        "collection": "Annual Reports",
        "title": "รายงานประจำปี 2567 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข : สร้างองค์ความรู้ สู่การพัฒนาระบบสุขภาพไทย",
        "authors": [
            "สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข",
            "Health Systems Research Institute"
        ],
        "description": "สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ในการบริหารจัดการ สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบสุขภาพ เพื่อสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลงานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของการสร้างผลงานวิจัยที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ การประเมินผลการให้บริการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยของร้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การต่อยอดการใช้ระบบบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานเข้าจอตาในประเทศไทย การพัฒนาแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการวินิจฉัยภาพรังสีโรคหลอดเลือดสมอง การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อประสิทธิภาพกองทุนระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น หลังการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด การพัฒนาเครื่องมือและช่องทางการสื่อสารแบบดิจิทัลบนแพลตฟอร์มโมบายแอปพลิเคชัน เพื่อการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน : กรณีมลพิษข้ามพรมแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาใน สปป.ลาว และการจัดบริการโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเชิงรุกในเรือนจำ ซึ่งผลสำเร็จของการวิจัยดังกล่าวนับเป็นประโยชน์ และมีคุณค่าต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง",
        "issuedDate": "2568-11",
        "accessionedDate": "2025-11-12T15:17:38.000+07:00"
    },
    {
        "id": "fc76f31f-4736-4ed2-a77d-75a685eaeb2d",
        "handle": "11228/6363",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6363",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในการใช้ข้อมูลเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในการดูแลประชาชนชาวไทย (PharmCard)",
        "authors": [
            "ณัฎฐิณี ธีรกุลกิตติพงศ์",
            "Nuttinee Teerakulkittipong",
            "ณกร อินทร์พยุง",
            "Nakorn Indra-Payoong",
            "วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์",
            "Wiroon Sriborrirux"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยนี้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล PharmCard เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลเภสัชพันธุศาสตร์ในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับประชาชนไทย โดยศึกษาเชิงพรรณนาทางคลินิกจากข้อมูลผู้ป่วยในโครงการ Genomic Thailand และอาสาสมัคร 1,000 ราย ระบบประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) Pharmacogenomic Big Data สำหรับรวบรวมข้อมูลคู่ยีน-ยาที่สำคัญ 2) Personalized genetic profile analysis service เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยแต่ละรายกับฐานข้อมูล และ 3) PharmCard Application สำหรับแสดงผลข้อมูลเภสัชพันธุศาสตร์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน LineOA ระบบใช้มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Fast Healthcare Interoperability Resources ; FHIR) สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ และมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย API Gateway และการยืนยันตัวตนผ่าน OTP แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยในการรักษาด้วยยา ลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง และลดค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณสุข พร้อมทั้งสร้างฐานข้อมูลเภสัชพันธุศาสตร์สำหรับการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต",
        "contractNo": "65-110",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-11-12T13:42:00.000+07:00"
    },
    {
        "id": "4b27ec6a-b99d-4ef7-9338-41d3b4ed50c6",
        "handle": "11228/6362",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6362",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การวิเคราะห์วิธีการจ่ายเงินภายใต้โครงการการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ร้านยา",
        "authors": [
            "นิลวรรณ อยู่ภักดี",
            "Nilawan Upakdee",
            "กิตติ พิทักษ์นิตินันท์",
            "Kitti Pitaknitinan",
            "ปรัชญา สวนเอก",
            "Pratchaya Suan-ek",
            "ธีธัช ใบเนียม",
            "Teetat Bainiam",
            "พัชราวัลย์ มีศิลป์",
            "Patcharawan Meesilp"
        ],
        "description": "การวิเคราะห์วิธีการจ่ายเงินภายใต้โครงการการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ร้านยามีวัตุประสงค์เพื่อวิเคราะห์วิธีการจ่ายเงินของโครงการการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ร้านยา รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive study) ใช้ข้อมูลจาก 2 แหล่ง ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ A-MED care platform และข้อมูลราคายาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ รายการบริการและอัตราการจ่ายแบบ fee schedule ของสปสช., ราคากลางยาจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข และร้านยาเดี่ยวและร้านยาเครือข่ายจำนวน 18 ร้าน มาคำนวณต้นทุนยาต่อครั้ง โดยข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์เป็น 3 ช่วง คือ ปี พ.ศ. 2565 ระยะเวลา 2 เดือน, ปี พ.ศ. 2566 ระยะเวลา 12 เดือน และปี พ.ศ. 2567 ระยะเวลา 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้รับบริการในโครงการ Common Illness (CI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง กลุ่มอาการที่พบมากสุด ได้แก่ ไข้/ไอ/เจ็บคอ, ปวดกล้ามเนื้อ และผื่นผิวหนัง เมื่อพิจารณาการใช้บริการตามช่วงอายุพบว่า กลุ่มอายุ 45-64 ปี เป็นกลุ่มที่มีการใช้บริการมากที่สุดทั้งในแง่จำนวนคนและจำนวนครั้ง และผู้ป่วยที่มี 1 กลุ่มอาการ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดทุกปี แต่มีค่าเฉลี่ยการใช้บริการต่อคนต่อปีต่ำสุด ในขณะที่ผู้ป่วยที่มี 4 กลุ่มอาการขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยการใช้บริการต่อคนต่อปีสูงที่สุด สำหรับค่ารักษาพยาบาลในการศึกษานี้คิดเฉพาะค่ายาพบว่า กลุ่มอาการที่มีค่ายาเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุดในปี พ.ศ. 2566-2567 คือ อาการท้องผูก/ริดสีดวง (49.69-60.25 บาท), กลุ่มอาการปวดท้อง (51.22-59.10 บาท) และกลุ่มอาการท้องร่วง (48.47-49.18 บาท) โดยกลุ่มอาการที่มีค่ายาเฉลี่ยต่อครั้งต่ำสุดในปี พ.ศ. 2566-2567 คือ กลุ่มอาการเวียนศีรษะ (25.74 บาท), กลุ่มอาการปวดหัว (32.37 บาท) และกลุ่มอาการผื่นผิวหนัง (33.46 บาท ในปี พ.ศ. 2566) และกลุ่มอาการปวดประจำเดือน (18.84 บาท ในปี พ.ศ. 2567) กลุ่มอาการที่มีค่ายาเฉลี่ยรายคนสูงสุดในปี พ.ศ. 2566-2567 คือ กลุ่มอาการท้องผูก/ริดสีดวง (63.08-82.40 บาท), กลุ่มอาการปวดท้อง (67.15-72.91 บาท) และกลุ่มอาการแผล (64.68-70.37 บาท) โดยกลุ่มอาการที่มีค่ายาเฉลี่ยรายคนต่ำสุดในปี พ.ศ. 2566-2567 คือ กลุ่มอาการปวดประจำเดือน (21.11-22.53 บาท), กลุ่มอาการเวียนศีรษะ (32.18-32.51 บาท) และกลุ่มอาการปวดหัว (37.18-41.82 บาท) ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กลุ่มอาการท้องผูก/ริดสีดวง กลุ่มอาการปวดท้อง หรือกลุ่มอาการท้องร่วงมีแนวโน้มการใช้ยา (จำนวนรายการยา) และมีค่ายาสูงกว่ากลุ่มอื่น ส่วนกลุ่มอาการทั่วไป เช่น อาการปวดประจำเดือน, อาการเวียนศีรษะ หรือกลุ่มอาการปวดหัวมีแนวโน้มของค่ารักษาที่น้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ สรุปว่าการให้บริการเจ็บป่วยเล็กน้อยในร้านยาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การชดเชยค่าบริการในแบบอัตราเดียว (flat rate) ในอัตรา 180 บาทต่อครั้ง อาจไม่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละกลุ่มอาการและการใช้บริการต่อคน ดังนั้น ในอนาคตอาจปรับอัตราค่าชดเชยที่พิจารณาตามจำนวนกลุ่มอาการที่ผู้ป่วยแต่ละรายเป็นทั้งปี หรือปรับตามตัวแปรที่สะท้อนถึงค่าใช้จ่าย ได้แก่ อายุ เพศ โรคร่วม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการออกแบบเก็บข้อมูลที่ต่อเนื่องและจำเป็นในการนำมาใช้ต่อไป",
        "contractNo": "67-072",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-11-11T16:13:31.000+07:00"
    },
    {
        "id": "d3e393f8-0c3f-44e9-b290-eff0fe526fba",
        "handle": "11228/6361",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6361",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: การเชื่อมโยงสุขภาพด้วยผู้ดูแลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์เพื่อพัฒนาการบริการปฐมภูมิที่ต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ (วินแคร์ 2.0) ในบริบทเขตเมืองในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ่ายโอนไปองค์การบริหารส่วนจังหวัด",
        "authors": [
            "อภินันท์ อร่ามรัตน์",
            "Apinun Aramrattana",
            "ราม รังสินธุ์",
            "Ram Rangsin",
            "สายรัตน์ นกน้อย",
            "Sairat Noknoy",
            "กอบกุล กวั่งซ้วน",
            "Kobkul Kwuangsuan",
            "อัมรา อนุรพันธ์",
            "Ammara Anurapant",
            "ลาลิน ประสงค์ศิลป์",
            "Lalin Prasongsilp",
            "มฑิรุทธ มุ่งถิ่น",
            "Mathirut Mungthin",
            "ปนัดดา หัตถโชติ",
            "Panadda Hatthachote",
            "กัลยา จงเชิดชูตระกูล",
            "Kanlaya Jongcherdchootrakul",
            "อนุพงศ์ สิริรุ่งเรือง",
            "Anupong Sirirungreung",
            "พลอยพรรณ นรินทรางกูร ณ อยุธยา",
            "Ploypun Narindrarangkura",
            "บุญทรัพย์ ศักดิ์บุญญารัตน์",
            "Boonsub Sakboonyarat",
            "ณภัทร วงษ์เกลียวเรียน",
            "Naphat Wongkliawrian"
        ],
        "description": "โครงการวิจัยนี้มุ่งพัฒนารูปแบบวินแคร์ (WinCare) อาสาสมัครผู้ดูแลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเสริมการดูแลผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่อยู่อาศัยลำพังและมักขาดการติดตามอาการ การใช้ยา และการปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับแผนการรักษา วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลไกการเชื่อมโยงสุขภาพผ่านวินแคร์ในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ถ่ายโอนภารกิจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตเมือง และเปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตก่อน–หลัง รวมถึงระหว่างกลุ่มวินแคร์กับกลุ่มควบคุม การดําเนินงานระยะ 4 เดือน (พฤษภาคม–สิงหาคม 2568) ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพ (องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง) และศูนย์บริการสาธารณสุขวัดโสภณ (เทศบาลนครมาบตาพุด) คัดเลือกวินแคร์หน่วยละ 8 คน ต้องมีพาหนะ ใช้งานสมาร์ตโฟนได้ และผ่านการอบรมภารกิจที่ไม่ใช่การแพทย์ ได้แก่ การวัดความดันโลหิต การชั่งน้ำหนัก การเตือนการใช้ยา/การนัดหมาย การให้คำแนะนำสุขภาพและการเฝ้าสังเกตอาการ โดยเยี่ยมบ้านสัปดาห์ละ 1 ครั้ง บันทึกผลแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันวินแคร์และสื่อสารด้วยไลน์ วินแคร์ 1 คนดูแลเฉลี่ยราว 5 ราย พร้อมค่าตอบแทนเดือนละ 1,500 บาท กลุ่มวินแคร์มีผู้ป่วยสูงอายุ 74 ราย เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม 61 ราย ผลการศึกษาพบว่าโมเดลวินแคร์ปลอดภัย ปฏิบัติได้จริง และไม่ทับซ้อนบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ภายใน 4 เดือน ผู้ป่วยกลุ่มวินแคร์มีการควบคุมความดันโลหิตและสถานะสุขภาพดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนความภาคภูมิใจและความรอบคอบของวินแคร์ ความต้องการผู้ดูแลของผู้ป่วย และความเหมาะสมของความถี่การเยี่ยม สรุปได้ว่า วินแคร์เป็นกลไกระดับชุมชนที่มีประสิทธิผล เสริมความต่อเนื่องของบริการปฐมภูมิ สร้างความไว้วางใจ และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในชุมชนเมือง",
        "contractNo": "68-021",
        "issuedDate": "2568-10",
        "accessionedDate": "2025-11-11T09:53:17.000+07:00"
    },
    {
        "id": "9d054000-72e0-4444-a958-dce2f8ed8751",
        "handle": "11228/6360",
        "url": "https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6360",
        "collection": "Research Reports",
        "title": "การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568",
        "authors": [
            "เริงฤดี ปธานวนิช",
            "Roengrudee Patanavanich",
            "วิชัย เอกพลากร",
            "Wichai Aekplakorn"
        ],
        "description": "การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย เป็นการสำรวจระดับประเทศที่ครอบคลุมการสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย และตรวจทางชีวภาพ มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรม รวมถึงสถานะทางสุขภาพประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง การสำรวจครั้งที่ 7 นี้ ได้ดำเนินงานภาคสนามในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญทางสุขภาพหลายมิติ ทั้งในเรื่องพฤติกรรมสุขภาพ ภาวะโรคที่สามารถตรวจวัดพื้นฐาน ได้แก่ การวัดสัดส่วนร่างกาย ความดันโลหิต การตรวจวัดระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น การบริโภคโซเดียม อนามัยเจริญพันธุ์ และสุขภาพผู้สูงอายุ โดยรายงานฉบับนี้นำเสนอผลการศึกษาครอบคลุมทุกกลุ่มวัยทั้งในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยแจกแจงตามเพศ กลุ่มอายุ เขตการปกครอง และภูมิภาค ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพที่เป็นความท้าทายหลักของสังคมไทยคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม การสำรวจภาวะสุขภาพโดยการตรวจร่างกายในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพรวมของปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนไทยที่ยังคงต้องการการปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และการบริโภคผักผลไม้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะนำไปสู่อุบัติการณ์โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตและก่อให้เกิดภาระทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว สังคมและระบบบริการสุขภาพโดยรวม ดังนั้น การกำหนดมาตรการป้องกันและลดภาระโรคเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่ง ข้อมูลจากการสำรวจนี้มีความสำคัญและเป็นประโยชน์สำหรับผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ ปรับปรุงนโยบายและกำหนดยุทธศาสตร์หรือมาตรการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจนี้ยังเป็นฐานข้อมูลในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยเฉพาะทางด้านสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะประเด็นในอนาคต",
        "contractNo": "68-085",
        "issuedDate": "2568-11",
        "accessionedDate": "2025-11-07T12:05:43.000+07:00"
    }
]