[{"id":"0e02ed03-2f45-4bdc-a558-1cd4e8da942d","handle":"11228/6264","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6264","collection":"Research Reports","title":"ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบด้านงบประมาณ และความเป็นไปได้ของมาตรการการคัดกรองเบาหวานในประชากรไทย","authors":["สุคนธา คงศีล","Sukhontha Kongsin","วีรชัย ศรีวณิชชากร","Weerachai Srivanichakorn","เพชร รอดอารีย์","Petch Rawdaree","ณัฐนารี เอมยงค์","Natnaree Aimyong","พิจิตรพงศ์ สุนทรพิพิธ","Pichitpong Soontornpipit","ณฐมน พรมอ่อน","Nathamon Prom-On","รมนปวีร์ บุญใหญ่","Ramonpawee Boonyai","สุขุม เจียมตน","Sukhum Jiamton"],"description":"บทนำ: การใช้ระบบประเมินความเสี่ยงและการคัดกรอง ในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน มีเครื่องมือหลายอย่าง และแต่ละอย่างมีข้อดี/ข้อจำกัดในการวินิจฉัยโรคเบาหวานและการทำนายการเป็นเบาหวานในอนาคต นอกจากนั้นยังมีต้นทุนในการดำเนินการที่แตกต่างกัน การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งการวิเคราะห์ผลกระทบของงบประมาณหรือภาระด้านงบประมาณ และการศึกษาความเป็นไปได้ของการคัดกรองเบาหวานในชุมชนและสถานบริการ จึงมีความจำเป็นและสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกระบวนการคัดกรองโรคเบาหวานที่คุ้มค่า มีความเหมาะสมสำหรับการจัดสรรงบประมาณและมีความเป็นไปได้ การนำเสนอข้อมูลและผลงานวิจัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา ในการนำการคัดกรองที่ผ่านการศึกษาดังกล่าว เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบสุขภาพตามบริบทของประเทศไทย จึงเห็นได้ว่าการศึกษาเพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบด้านงบประมาณ และความเป็นไปได้ของมาตรการการคัดกรองเบาหวานในประชากรไทยมีความสำคัญ ข้อมูลและผลการศึกษาที่สำคัญจะถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายการคัดกรองเบาหวานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และผลกระทบด้านงบประมาณโดยใช้มุมมองทางสังคมและมุมมองของรัฐบาล รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการการคัดกรองเบาหวานในประชากรไทย วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แบบจำลอง Decision tree และ Markov เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์และผลกระทบด้านงบประมาณ โดยใช้ข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรม และมีกรอบระยะเวลาตลอดชีวิต ต้นทุนและผลลัพธ์ในอนาคตถูกปรับค่าให้เป็นมูลค่าปัจจุบันโดยใช้อัตราการปรับลดร้อยละ 3 ต่อปี อ้างอิงตามข้อเสนอแนะของคู่มือการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพสำหรับประเทศไทย วิเคราะห์ความไม่แน่นอนของตัวแปรด้วยวิธีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวแบบทางเดียว และแบบอาศัยความน่าจะเป็น ทางเลือกสำหรับมาตรการการคัดกรองเบาหวานในประชากรไทย ได้แก่ (1) ไม่มีการคัดกรองและรักษาเบาหวาน (2) การตรวจคัดกรองเบาหวานในกลุ่มประชากรทั่วไปอายุ 35-59 ปี ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานโดยใช้ Thai Diabetes Risk Score (DMRS) การตรวจน้ำตาลในเลือดโดยวิธีเจาะจากปลายนิ้ว (Fasting Capillary Blood Glucose: FCBG) หรือการตรวจวัดพลาสมากลูโคสในเลือดที่เจาะจากหลอดเลือดดำ (Fasting Plasma Glucose: FPG) (3) ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอยู่ระหว่าง 110-125 มก./ดล. จะได้รับการตรวจความทนต่อกลูโคส (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT) สำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการการคัดกรองเบาหวานทำในผู้รับบริการ 3 กลุ่ม คือ ผู้ที่เสี่ยงเบาหวาน (ผู้ที่มีคะแนนความเสี่ยง ≥ 6 คะแนน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานข้อใดข้อหนึ่ง) ผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน (มีระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร 110-125 มก./ดล.) และผู้ป่วยเบาหวาน (มีระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร ≥ 126 มก./ดล.และได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์) และผู้ให้บริการในสถานบริการสาธารณสุขและในชุมชนอาศัยหลักการ 3A: Availability, Accessibility และ Affordability และมีการศึกษาเส้นทางของผู้ป่วยเบาหวานโดยประยุกต์จากมาตรการ Reach – Recruit – Test – Treat – Retain (RRTTR) ผลการศึกษา: ค่าอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (Incremental cost-effectiveness ratio, ICER) ของการคัดกรองด้วย DMRS ในกลุ่มประชากรทั่วไป การคัดกรองด้วย OGTT ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน (ระดับน้ำตาล 110-125 มก./ดล.) เมื่อเปรียบเทียบกับไม่มีการคัดกรอง ด้วยแบบจำลองกำหนดในการวิเคราะห์มาร์คอฟ มีค่าเท่ากับ 157,570 บาทต่อปีสุขภาวะ และ เท่ากับ 114,097 บาทต่อปีสุขภาวะ ตามลำดับ ณ ความเต็มใจจ่าย 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ แสดงให้เห็นว่าการคัดกรองด้วย OGTT ทั้งในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มที่มีภาวะก่อนเบาหวาน มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (ICERs) เท่ากับ 91.70% จากการจำลอง Probabilistic Sensitivity Analysis (PSA) 1,000 รอบ อยู่ภายใต้เกณฑ์ Willingness to pay (WTP) ที่ 160,000 บาท/QALYs ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการทดสอบด้วย OGTT ทั้งในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มที่มีภาวะก่อนเบาหวาน จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในบริบทของประเทศไทย ผลกระทบงบประมาณที่เกิดขึ้นจากการคัดกรองเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง/ผู้มีภาวะก่อนเบาหวาน ประมาณการงบประมาณของมาตรการคัดกรองโรคเบาหวาน และค่ารักษาเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อน ในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) จากการคาดประมาณจำนวนประชากรอายุ 35-59 ปี (ชายและหญิง) มีผลกระทบด้านงบประมาณที่จะใช้ในการคัดกรองเบาหวานด้วย OGTT ประมาณ 130 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2566 และประมาณ 131 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2570 และเมื่อนำไปรวมกับต้นทุนสำหรับการคัดกรองด้วยวิธีอื่นรวมกัน ทำให้ต้นทุนสำหรับการคัดกรองด้วยวิธีอื่นรวมกันและ OGTT เท่ากับ 3,644 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2566 และ 3,658 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2570 สำหรับผลการศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการการคัดกรองเบาหวานในประชากรไทย ศึกษาในผู้รับบริการและผู้ให้บริการ เป็นการเข้าถึงบริการในสามประเด็น (3As) คือ การมีบริการ (Availability) การเข้าถึง (Accessibility) และ ความสามารถในการจ่าย (Affordability) พบว่าการมีอยู่ของบริการ OGTT ในมุมมองผู้รับบริการและผู้ให้บริการเท่ากับร้อยละ 63.9 และ 60.0 ตามลำดับ ความสามารถในการเข้าถึงบริการ OGTT ในมุมมองของผู้รับบริการและผู้ให้บริการเท่ากับร้อยละ 26.0 และ 63.3 ตามลำดับ และความสามารถในการจ่าย OGTT ในมุมมองของผู้รับบริการและผู้ให้บริการ เท่ากับร้อยละ 89.71 และร้อยละ 66.67 ตามลำดับ ผลที่ได้ใกล้เคียงกับการคัดกรองแบบอื่น สำหรับผลการศึกษาเส้นทางของผู้ป่วย (DM Patient Journey) ซึ่งประยุกต์จากมาตรการ RRTTR พบว่ามีประเด็นปัญหาอยู่สองประการคือ การขึ้นทะเบียนในระบบบริการเท่ากับร้อยละ 72.7 ในมุมมองของผู้รับบริการ และ ประเด็นจากความเห็นผู้ให้บริการ พบมีผู้ป่วยเบาหวานมารับการรักษาเท่ากับร้อยละ 68.2 ซึ่งมีสาเหตุจากไปทำงานต่างถิ่น ไม่มีคนมาส่ง/ไม่มีรถ ขาดความตระหนักถึงความรุนแรง ลืมวันนัด มียาของเดิมเหลืออยู่ หรือ ติดธุระ มีส่วนน้อยที่มีสาเหตุจากไปรับการรักษาที่คลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชน เจ็บป่วยด้วยโรคอื่น หรือ ซื้อยากินเอง","contractNo":"66-141","issuedDate":"2568-05","accessionedDate":"2025-05-22T11:15:46.000+07:00"},{"id":"a8494877-567f-4c25-ad95-a2139fd2ee37","handle":"11228/6263","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6263","collection":"Research Reports","title":"การเปรียบเทียบบริการสุขภาพสำหรับดูแลผู้ป่วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ร้านยากับแผนกผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาล : การศึกษาเชิงคุณภาพ","authors":["ตวงรัตน์ โพธะ","Tuangrat Phodha","ศรวณีย์ อวนศรี","Sonvanee Uansri","กุสาวดี เมลืองนนท์","Kusawadee Maluangnon","ปรุฬห์ รุจนธำรงค์","Parun Rutjanathamrong","กิตติยา จันทรธานีวัฒน์","Kittiya Jantarathaneewat","ศิริรัตน์ จตุรพูลลาภ","Sirirat Jaturapullarp","พีรพัฒน์ ทรัพย์พฤทธิกุล","Pheeraphat Sarppreuttikun","ฐิติณัชช์ เด็ดแก้ว","Thitinat Dedkaew","ธนะวัฒน์ วงศ์ผัน","Thanawat Wongphan"],"description":"ที่มา การเปรียบเทียบบริการสุขภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยระหว่างร้านยาและแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสุขภาพของประชาชน ข้อมูลที่ได้จากการเปรียบเทียบนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาแนวทางการให้บริการที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายในบริบทที่หลากหลาย \r\nระเบียบวิธีวิจัย การศึกษานี้ใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพในการเปรียบเทียบบริการสุขภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยระหว่างร้านยาและแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การทบทวนเอกสารเกี่ยวกับบริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยและนโยบายจากประเทศที่ให้ความสำคัญ เช่น แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้ 2) การเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ป่วยและเภสัชกร รวมถึงการสำรวจความหวังและความพึงพอใจของผู้ป่วยเจ็บป่วยเล็กน้อยที่ใช้บริการในร้านยาและแผนกผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาล โดยการใช้แบบสำรวจเชิงคุณภาพ ใน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล, เชียงใหม่, อุดรธานี, สุโขทัย, สระแก้ว และยะลา มีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 48 คน และ 3) การจัดประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 25 คน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) \r\nผลการศึกษา (1) การทบทวนเอกสารเกี่ยวกับบริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยและนโยบาย พบว่า โครงการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยในร้านยาของแต่ละประเทศมีความแตกต่างตามระบบประกันสุขภาพและบทบาทของเภสัชกร โดยประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสนับสนุนบทบาทเภสัชกรผ่านโครงการเฉพาะ เช่น อังกฤษและไต้หวัน ส่วนเกาหลีใต้และแอฟริกาใต้เผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมายและการกระจายร้านยา ระบบค่าตอบแทนมีผลต่อความยั่งยืนของโครงการ โดยประเทศที่มีระบบเบิกจ่ายที่ดี เช่น อังกฤษและแคนาดา มีอัตราการเข้าร่วมโครงการสูง ขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบร่วมจ่าย เช่น ออสเตรเลียและไต้หวัน อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ (2) ผลด้านเส้นทางการใช้บริการ พบว่าผู้ป่วยเลือกใช้ร้านยาเพราะสะดวกและรวดเร็ว ขณะที่โรงพยาบาลมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน อุปสรรคของโครงการร้านยาคือการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ระบบเบิกจ่ายที่ไม่เสถียร และความเข้าใจผิดของผู้ป่วยเกี่ยวกับบทบาทของร้านยา เช่น การเลือกยาเองโดยไม่ต้องซักประวัติ นอกจากนี้ ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างร้านยาและโรงพยาบาลยังไม่มีประสิทธิภาพ และ (3) ผลการเปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ พบว่าผู้รับบริการมีความคาดหวังสูงทั้งต่อร้านยาและโรงพยาบาล โดยเฉพาะด้านความสะดวกในการเข้าถึง (ร้านยา x ̅ \u003d 4.7, SD \u003d 0.5 ร้อยละ 95.0; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 4.8, SD \u003d 0.4 ร้อยละ 96.0) และการให้บริการของบุคลากร (ร้านยา x ̅ \u003d 4.9 SD \u003d 0.4, ร้อยละ 97.2; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 5.0, SD \u003d 0.0 ร้อยละ 100.0) อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลได้รับคะแนนสูงกว่าในด้านขนาดสถานที่ (ร้านยาx ̅ \u003d 4.5, SD \u003d 0.7 ร้อยละ 90.7; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 4.6, SD \u003d 0.6 ร้อยละ 91.8) และความครบถ้วนของรายการยา (ร้านยา x ̅ \u003d 4.7, SD \u003d 0.6 ร้อยละ 93.7; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 4.8, SD \u003d 0.4 ร้อยละ 95.6) ส่วนร้านยาได้รับคะแนนสูงด้านความรวดเร็วของบริการ (ร้านยา x ̅ \u003d 4.7, SD \u003d 0.6 ร้อยละ 94.0; โรงพยาบาล x ̅  \u003d 4.7, SD \u003d 0.7 ร้อยละ 93.9) ด้านความพึงพอใจพบว่าผู้รับบริการให้คะแนนสูงทั้งสองแห่ง โดยร้านยาได้รับคะแนนสูงกว่าด้านความคุ้มค่าต่อค่าใช้จ่าย (ร้านยา x ̅ \u003d 9.2, SD \u003d 1.8 ร้อยละ 92.0; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 4.7, SD \u003d 2.6 ร้อยละ 46.7) และความสะดวกในการเข้าถึง ส่วนโรงพยาบาลได้รับคะแนนสูงกว่าด้านคุณภาพของบริการ (ร้านยา x ̅ \u003d 9.3, SD \u003d 1.5 ร้อยละ 92.7; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 9.3, SD \u003d 1.2 ร้อยละ 93.2) และมาตรฐานกระบวนการรักษา ในแง่ของความจงรักภักดีต่อบริการ พบว่าผู้รับบริการมีแนวโน้มใช้บริการร้านยาในอนาคตมากกว่าการกลับไปใช้โรงพยาบาล (ร้านยา x ̅ \u003d 9.6, SD \u003d 1.2 ร้อยละ 95.6; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 5.8, SD \u003d 1.6 ร้อยละ 58.3) และมีแนวโน้มแนะนำร้านยามากกว่าโรงพยาบาล (ร้านยา x ̅ \u003d 9.6, SD \u003d 1.2 ร้อยละ 95.6; โรงพยาบาล x ̅ \u003d 6.1, SD \u003d 2.1 ร้อยละ 61.1) \r\nสรุป การตอบรับเชิงบวกจากทั้งผู้ป่วยและเภสัชกรแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการตอบสนองความต้องการด้านการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดภาระของแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่พบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความเข้าใจของผู้ป่วยและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิค บ่งชี้ถึงประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการ การที่เภสัชกรเน้นย้ำถึงความซื่อสัตย์ในฐานะปัจจัยแห่งความยั่งยืน ตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความน่าเชื่อถือของโครงการ ข้อพิจารณาด้านนโยบายในอนาคตควรมุ่งเน้นไปที่การขยายความครอบคลุมของประกันสุขภาพ การเสริมสร้างระบบการจัดการ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนโครงการดูแลสุขภาพระดับชุมชนนี้ ผลการศึกษานี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารด้านการดูแลสุขภาพในการปรับปรุงและขยายบริการเภสัชกรรมปฐมภูมิในลักษณะเดียวกัน \r\nข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา 1) ด้านระบบบริการควรมีการพัฒนาระบบบริการโดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างร้านยาและหน่วยบริการสุขภาพ พร้อมจัดทำแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และควรขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา 2) ด้านระบบการเบิกจ่ายเงินควรปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินให้รวดเร็ว โปร่งใส และพิจารณาใช้ระบบ Co-pay เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ 3) ด้านการประชาสัมพันธ์ควรเน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย และเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และ 4) ด้านธรรมาภิบาล ควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินโครงการ และมีระบบตรวจสอบร้านยาอย่างเข้มงวด ทั้งหมดนี้จะช่วยให้โครงการสามารถขยายผลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากขึ้น","contractNo":"67-178","issuedDate":"2568-05","accessionedDate":"2025-05-20T09:40:40.000+07:00"},{"id":"ae7868a1-5312-4b35-b1b3-f3fd15aac6ef","handle":"11228/6262","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6262","collection":"Research Reports","title":"การพัฒนาและทดสอบความตรงของแบบวัดฉบับย่อสำหรับการสำรวจความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของคนไทย","authors":["ตวงรัตน์ โพธะ","Tuangrat Phodha","สมหญิง พุ่มทอง","Somying Pumtong","เพ็ญกาญจน์ กาญจนรัตน์","Penkarn Kanjanarat","กุสาวดี เมลืองนนท์","Kusawadee Maluangnon"],"description":"ที่มา ความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เป็นเป้าหมายด้านสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ลักษณะของกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้การดำเนินงานการออกแบบมาตรการหรือกิจกรรมเป็นไปอย่างจำเพาะเจาะจง และเกิดประสิทธิผลต่อกลุ่มเป้าหมาย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือเพื่อวัดความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานพยาบาล และทราบสถานการณ์ความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานบริการจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลแก่ผู้ป่วยได้ ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษานี้แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 คือ การพัฒนาและการทดสอบความตรงของแบบประเมินความรอบรู้ฯ ฉบับย่อ (MF-RDUL) โดยใช้รูปแบบงานวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วยการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ปัจจัยและหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อคำถาม จัดทำ Cognitive interview เพิ่มเติม ร่วมกับการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ (Expert meeting) จากนั้นจึงทดสอบความตรงและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ MF-RDUL ในภาคสนาม 5 จังหวัด และมีการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ใช้เครื่องมือ (users) ที่จะเป็นผู้ใช้งานจริง ก่อนนำไปใช้ในการสำรวจระดับประเทศในระยะที่ 2 คือ การสำรวจบรรทัดฐานของระดับความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในกลุ่มโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ใน 13 จังหวัด จาก 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศไทย เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ตัวแปรต้น คืออายุ ระดับการศึกษา โรคเรื้อรัง และเขตที่อยู่ และตัวแปรตาม คือ ความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ผลการศึกษา ผลการศึกษาในระยะที่ 1 แบบประเมิน MF-RDUL14 ที่พัฒนาขึ้น มีความเชื่อมั่น ความตรง ความไว และความจำเพาะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ข้อคำถามของ MF-RDUL14 ดัดแปลงมาจาก LF-RDUL (แบบประเมินความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล) ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบหลักแบบกลุ่มเพื่อยืนยันความตรงเชิงโครงสร้าง ค่าความเชื่อมั่น Cronbach\u0027s alpha ทั้งฉบับ มีค่า 0.671 ส่วนค่า AUC (Area under the curve) มีค่า 0.793 และค่า cut-off ระหว่างผู้ที่มีความรอบรู้ฯ และขาดความรอบรู้ฯ คือ 9.5 (คะแนนเต็ม 14) สำหรับผลการศึกษาในระยะที่ 2 พบความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลไม่เพียงพอใน 2 มิติ คือ มิติความเข้าใจ เกี่ยวกับความสำคัญและประโยชน์ของการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และมิติค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรหรืออาหารเสริมและข้อควรระวังและผลข้างเคียงของยาที่ใช้ สรุป เครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล MF-RDUL14 นี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการคัดกรองผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือโรคความตันโลหิตสูงที่มีความรอบรู้ไม่เพียงพอ โดยแนะนำให้ใช้เครื่องมือทั้งฉบับ คือ 14 ข้อคำถาม เพื่อให้สามารถวัดความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลได้ครบทุกมิติ","contractNo":"66-090","issuedDate":"2568-03","accessionedDate":"2025-05-07T13:14:20.000+07:00"},{"id":"8984431d-65ad-4453-8fe9-8761a3ec5b8f","handle":"11228/6261","url":"https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6261","collection":"Research Reports","title":"ความสอดคล้องของนโยบายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยาต่อการสร้างความมั่นคงทางยาในประเทศไทย","authors":["สุรศักดิ์ สุนทร","Surasak Soonthorn","ชะอรสิน สุขศรีวงศ์","Cha-oncin Sooksriwong","ตวงรัตน์ โพธะ","Tuangrat Phodha","ปรุฬห์ รุจนธำรงค์","Parun Rutjanathamrong"],"description":"การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความมั่นคงทางยา (Drug Security) ของประเทศไทย วิเคราะห์เชิงลึกตามกรอบแนวคิด SUPERB ซึ่งประกอบด้วย 1. Self-sufficient: การพึ่งพาตนเองและความสามารถในการผลิตภายในประเทศรวมทั้งมีเหลือเพื่อส่งออก 2. Up-start: การส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปรายใหม่ในอุตสาหกรรมยา 3. Partnership: ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยา 4. Efficiency: ความมีประสิทธิภาพของระบบ กฎระเบียบ ข้อกำหนดต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมยา 5. Research \u0026 Development: การวิจัยและพัฒนายาหรือนวัตกรรมยา 6. Balancing Environment and Benefits with the Community: การสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยากับสิ่งแวดล้อม รวมถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ได้มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การระดมความคิด (Brainstorming) การพิจารณาประเด็นทางกฎหมาย และการวิเคราะห์เชิงปริมาณของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (APIs) จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางยาในช่วงวิกฤต เช่น การระบาดของโรคโควิด-19 แม้จะมีหน่วยงานภายในประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต API และสารช่วยทางเภสัชกรรม (Excipient) เช่น องค์การเภสัชกรรม (GPO) และความร่วมมือกับบริษัทเอกชน แต่ยังคงเผชิญกับอุปสรรคทางกฎระเบียบและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า นอกจากนี้ การเติบโตของสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมยาเผชิญกับความท้าทายจากกระบวนการขึ้นทะเบียนยาที่ซับซ้อน และการขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณในกระบวนการวิจัยและพัฒนายา รวมทั้งการบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยาระหว่างภาครัฐและเอกชน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้จากการศึกษานี้คือ 1) การสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบในกระบวนการผลิตยาในประเทศผ่านมาตรการทางภาษีและด้านงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนายา 2) การปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนยาให้มีความรวดเร็วและโปร่งใส 3) การสนับสนุนสตาร์ตอัป โดยการบูรณาการหน่วยงานและนโยบายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนา 4) การสนับสนุนการเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตยาเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน ข้อเสนอแนะเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง มีนวัตกรรม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศในระยะยาว","contractNo":"67-019","issuedDate":"2568-04","accessionedDate":"2025-05-07T10:00:18.000+07:00"}]